อุตฯ ยานยนต์ ‘รักษาฐานเดิม ต่อยอดฐานใหม่’
เป็นประเด็นร้อนต่อเนื่องสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ถึงการปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมฯ เพื่อเชื่อมโยงและต่อยอดเครือข่ายยานยนต์ที่เเข็งแกร่ง ซัพพรายเชนที่มีอยู่ให้สามารถก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไปได้อย่างเเข็งแรง
ล่าสุด “พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ตัวจริงที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ออกมาแสดงทัศนะถึงประเด็นดังกล่าว และโจทย์สำคัญของประเทศไทย ที่ต้องรักษา “สมดุล” ในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างอุตสาหกรรมเดิมและอุตสาหกรรมใหม่ให้ได้ จะเป็นอย่างไรไปติดตามกัน
การสร้างสมดุลฐานการผลิต
สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของประเทศ ที่ใช้เวลาสะสมองค์ความรู้และพัฒนาระบบนิเวศมาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ มีเครือข่าย Supply Chain ที่มีความเชื่อมโยงทั้งในและต่างประเทศ
ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์สู่เทคโนโลยีใหม่นั้น “พิมพ์ใจ” มองว่า จำเป็นต้องดำเนินไปบนพื้นฐานของการสร้างสมดุล ระหว่างการรักษาความแข็งแกร่งของฐานการผลิตเดิม และการต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต เพื่อให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากศักยภาพที่มีอยู่ ควบคู่ไปกับการยกระดับความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ผู้ประกอบการต้องปรับตัว
ทั้งนี้โจทย์สำคัญของประเทศไทยนั้น “พิมพ์ใจ” เชื่อว่าไม่ใช่การเลือกระหว่างเทคโนโลยีเดิมกับเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการบริหารช่วงเปลี่ยนผ่านให้เกิดความสมดุล โดยนำฐานอุตสาหกรรมที่ไทยมีอยู่มาต่อยอดกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวและเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ใหม่ได้มากที่สุด
แนะ 3 แนวทางขับเคลื่อน
ทั้งนี้เชื่อว่าแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะต่อไปนั้น ควรมุ่งเน้น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. รักษาความสามารถของฐานการผลิตเดิม พร้อมบริหารการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีใหม่อย่างสมดุล โดยประเทศไทยควรรักษาขีดความสามารถของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีอยู่
โดยเฉพาะการผลิตรถกระบะ ที่มีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ (Local Content) สูงถึง 80-90% ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ การจ้างงาน และ Supply Chain ภายในประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและเติบโตของเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมเกิดขึ้นอย่างเหมาะสม
หนุนเเหล่งเงินทุน-เทคโนโลยี
2. เร่งยกระดับผู้ประกอบการไทยและ SMEs เข้าสู่ Supply Chain ยานยนต์แห่งอนาคต ด้วยการสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี และตลาด การส่งเสริมการลงทุนด้านเครื่องจักร ระบบ Automation และดิจิทัล การวิจัยและพัฒนา การยกระดับมาตรฐาน การพัฒนาทักษะแรงงาน (Upskill-Reskill) รวมถึงสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่กับผู้ประกอบการไทย
โดยให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาผลิตภัณฑ์ และเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ อันนำไปสู่การยกระดับ SMEs ให้เข้าสู่ Supply Chain ยานยนต์แห่งอนาคตได้อย่างเข้มแข็ง
นโยบายส่งเสริมการลงทุนต้องสมดุล
3. สร้างสมดุลด้านนโยบายเพื่อดึงดูดการลงทุนและเพิ่มมูลค่าในประเทศ การกำหนดมาตรการส่งเสริมการลงทุนและโครงสร้างภาษี ควรคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการส่งเสริมเทคโนโลยีใหม่กับการรักษาความสามารถในการแข่งขันของฐานอุตสาหกรรมเดิม พร้อมเชื่อมโยงการลงทุนใหม่ให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทย ผ่านการสร้าง Supply Chain ภายในประเทศ การใช้ Local Content การสร้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย
สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีรากฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งและได้รับการยอมรับในระดับสากล
ฉะนั้นแล้วการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมควรเป็นการใช้ประโยชน์จากฐานเดิม พร้อมเสริมศักยภาพด้วยเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตที่หลากหลาย
จำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยต้องสร้างสมดุลระหว่างการรักษาฐานการผลิตเดิม การรองรับการลงทุนใหม่ และการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ของภูมิภาคอย่างยั่งยืน