ภาษีสหรัฐกับอุตฯ ยานยนต์ไทย
บทบรรณาธิการ
มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ภาษีตอบโต้ภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐปี 1974 ต่อประเทศคู่ค้า 60 แห่ง โดยอ้างเหตุผลประเทศเหล่านี้ขาดกลไกหรือมาตรการที่เข้มงวดเพียงพอในการห้ามและปราบปรามการนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) ภาษีนี้ออกมาเพื่อทดแทนการเก็บภาษีชั่วคราว 10%
อัตราภาษีใหม่ที่เพิ่งประกาศนั้น สหรัฐแบ่งคู่ค้าออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 10% มีจำนวน 22 ประเทศ ในอาเซียน เช่น กัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ส่วนที่เหลืออีก 38 ประเทศ ถูกเก็บภาษี 12.5% เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และไทย รวมถึงจีนด้วย
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ความเห็นว่า มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมไทย เนื่องจากสหรัฐเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศ ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ไทยส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ มูลค่าประมาณ 38,037 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 40.31% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 23.5% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีอาจส่งผลต่อการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐค่อนข้างมาก เช่น อาหาร ชิ้นส่วนรถยนต์ อัญมณี-เครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ เป็นต้น
ในจำนวนสินค้าที่ได้รับผลกระทบ และกำลังเป็นประเด็นในประเทศไทยไม่พ้นชิ้นส่วนยานยนต์ เพราะก่อนหน้านี้ “ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ” จากกลุ่มไทยซัมมิท เป็นแกนนำรวมตัวเอกชนผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ 5 บริษัท จัดตั้ง “Thailand Future Automotive Board” ช่วยอุ้มซัพพลายเชนที่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 1,200 ราย หลังชิ้นส่วนยานยนต์ได้รับผลกระทบจากการมาของรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV และปัญหาการลดลงของการผลิตรถยนต์ในประเทศ จากปี 2555 ไทยผลิตได้ 2.54 ล้านคัน แต่ปี 2568 เหลือเพียง 1.46 ล้านคัน โดยจะมีมาตรการหลากหลายออกมา รวมถึงการทำงานร่วมกับภาครัฐด้วย
จากรายงานภาวะสังคมพบว่าอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของประเทศไทย สัดส่วนรายได้ของอุตสาหกรรมนี้ในแต่ละปีมากกว่าล้านล้านบาท การจ้างงานโดยตรงและโดยอ้อมราว ๆ 1 ล้านตำแหน่ง ผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาประเมินว่าส่งผลให้แรงงานในกลุ่มชิ้นส่วนฯ ประมาณ 100,000 คน เผชิญความเสี่ยงที่ต้องปรับตัว ย้ายสายงาน หรือพัฒนาทักษะใหม่
การเตรียมรับมือกับภาษีสหรัฐ ที่ส่งผลโดยตรงต่ออุตฯ ชิ้นส่วน และการออกมาเคลื่อนไหวของภาคเอกชนรายใหญ่เพื่อดูแลกลุ่มซัพพลายเชน จึงเป็นเรื่องเหมาะสมยิ่งที่รัฐบาลจักต้องฟังข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะ รวมถึงมีมาตรการดูแลอุตสาหกรรมนี้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ก่อนที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนรายย่อยทั้งหลายจะล้มหายตายจากไปมากกว่าน้