กิติพงศ์ คาดออกกฎระเบียบทันปี’67 เปิดเผยรายชื่อผู้บริหาร บจ.ตึ้งหุ้น
กิติพงศ์ ประธานบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดออกกฎระเบียบเปิดเผยรายชื่อผู้บริหาร-ผู้ถือหุ้นใหญ่ นำหุ้นตัวเองไปจำนำทำมาร์จิ้นโลนหรือตึ้งหุ้น ได้ทันปี’67 พร้อมเสนอ ก.ล.ต. ออกประกาศเพิ่มโทษหากไม่ปฏิบัติตาม
วันที่ 2 สิงหาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทีมบริหารตลาดหลักทรัพย์ฯกำลังอยู่ระหว่างหารือภายในเกี่ยวกับแนวทางการจะให้เปิดเผยข้อมูลรายชื่อของผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนไทย ที่มีการนำหุ้นตัวเองไปจำนำทำมาร์จิ้นโลน หรือการนำหุ้นไปวางค้ำประกันบัญชีมาร์จิ้น (บัญชีกู้ยืมเงินจากโบรกเกอร์) เหมือนกับเกณฑ์ให้ผู้บริหารหรือกรรมการบริษัท ถ้ามีการซื้อหรือขายหุ้นจะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลกับสาธารณะเพื่อสร้างความโปร่งใส
ซึ่งแนวทางนี้จะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ (บอร์ด ตลท.) ก่อนเพื่อออกเป็นกฎระเบียบ และต้องนำไปรับฟังความเห็น (เฮียริ่ง) ต่อผู้มีส่วนที่เกี่ยวข้อง และสุดท้ายนำเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อขอความเห็นชอบต่อไป
“การออกกฎระเบียบของเรา ถ้าผ่านบอร์ดก็ออกได้เลย แต่อาจจะไม่มีอำนาจในการลงโทษ เพราะฉะนั้นถ้าให้มีผลอำนาจทางกฎหมาย ก.ล.ต. จะต้องเป็นฝ่ายออกประกาศการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว และถ้าผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนไม่ปฏิบัติตามก็จะมีความผิด ซึ่งเรื่องนี้คาดว่าน่าจะได้เห็นประกาศออกมาได้อย่างชัดเจนภายในปี 2567 นี้เลย เพราะมีระยะเวลาดำเนินการอีกกว่า 5 เดือน”
โดยแนวทางเบื้องต้นที่มองไว้จะให้เปิดเผยข้อมูลรายชื่อทุกครั้งที่มีการนำหุ้นไปจำนำทำมาร์จิ้นโลน เหมือนกับการซื้อขายหุ้น ไม่กำหนดสัดส่วนแต่จะต้องเปิดเผยข้อมูลที่นำหุ้นไปวางทั้งหมดทุกครั้ง ซึ่งเชื่อว่าแนวทางนี้จะทำให้ผู้ลงทุนเห็นชัดว่า เจ้าของธุรกิจนำหุ้นตัวเองไปวางหลักประกัน ทั้งนี้ก็กำลังดูในรายละเอียดว่าควรจะต้องระบุหมายเหตุด้วยหรือไม่ว่า เหตุผลในการนำหุ้นมาวางค้ำประกันเพื่อนำเงินไปใช้ในวัตุประสงค์อะไร แต่อย่างไรก็ตามแนวทางนี้ในต่างประเทศยังไม่มีการดำเนินการ
“เราเคยได้ยินพวกมันนี่เกม ที่เอาหุ้นตัวเองไปจำนำทำมาร์จิ้นโลน และเกิดเรื่องราวขึ้น ซึ่งเป็นเพราะเจ้าของธุรกิจไม่ได้ตั้งใจทำธุรกิจอย่างจริงจัง จึงได้มอบนโยบายทีมบริหารไปแล้วให้โฟกัสเลือกหุ้นเข้า IPO ให้ดีด้วย เน้นคัดเลือกบริษัทดี ๆ มีขนาดใหญ่และมีธรรมาภิบาล ไม่อยากได้บริษัทเล็กมาก ๆ เพราะพวกนี้สร้างราคาง่าย”
ในส่วนบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ฯในปัจจุบัน มีหน้าที่เป็นแค่ผู้ตรวจจับ (Detector) หรือคอยมอนิเตอร์-เฝ้าระวัง การซื้อขายในตลาดหุ้น โดยมีอำนาจสั่งปรับสมาชิกบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ที่ทำผิดกฎระเบียบเท่านั้น ไม่สามารถจัดการกับคนทำผิดกฎหมายในตลาดหุ้นได้เอง
โดยหากพบคนกระทำผิด หลังจากเกิดเหตุฝ่ายตรวจสอบจะต้องรวบรวมข้อมูลหลักฐานการซื้อขายในเบื้องต้น ส่งให้อนุกรรมการกฎหมายของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งจะใช้เวลาภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือไม่เกิน 1 เดือน หลังจากนั้นเป็นขั้นตอนการส่งหลักฐานให้กับ ก.ล.ต. เพื่อกล่าวโทษและดำเนินคดีต่อไป
เพราะฉะนั้น ข้อมูลหลักฐานที่ตลาดหลักทรัพย์ฯส่งให้ ก.ล.ต. ถือว่าทำได้เร็วแล้ว ตอนนี้ส่งเรื่องการทำผิดในตลาดหุ้นให้ ก.ล.ต. เฉลี่ยประมาณ 3-5 ราย/เดือน เรียกได้ว่าเกิดเรื่องแทบทุกเดือนในช่วงนี้
“เราเป็นเหมือนเรดาร์จับรถขับเร็ว ที่ถ่ายรูปส่งให้ตำรวจทางหลวง ซึ่ง ก.ล.ต.จะออกใบสั่งหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเขา ถ้าออกใบสั่ง ผู้กระทำผิดยอมจ่ายค่าปรับก็จบ แต่ถ้าไม่ยอมก็ต้องส่งศาลดำเนินคดี”
สำหรับกระบวนการทำงานของตลาดหลักทรัพย์ฯต่อไป คือ อยากให้ ก.ล.ต. เข้ามาร่วมมอนิเตอร์เฝ้าระวังกับตลาดหลักทรัพย์ฯด้วย เพื่อเป็นการทำงานเชิงรุกมากยิ่งขึ้น รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯได้เตรียมมาตรการป้องปราม โดยใช้ระบบเอไอ (AI) เข้าไปส่องบริษัทจดทะเบียน (บจ.)
ทุกรายที่พบว่ามีความผิดปกติ ทั้งในแง่บัญชี การปล่อยข่าว และการซื้อขายผิดปกติ เช่น กำไรจากเดิมโตระดับ 10% พุ่งขึ้นเป็น 60-70% หรือหุ้นในตลาด mai ที่สร้างราคาขึ้นไประดับ 200-300% แล้วทุบลงมาต่ำกว่าราคาไอพีโอ
รวมไปถึงการมอนิเตอร์รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือแม้แต่บริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ที่นำหุ้นเข้าตลาด หากเป็นบริษัท FA รายเดิมที่ทำหุ้นไอพีโอต่ำจองบ่อย ๆ ต้องเปิดเผยข้อมูลให้กับประชาชนรับรู้ด้วย
“ต้องยอมรับว่าตลาดทุนคือ แหล่งคนที่ทุจริตโดยใช้ความไม่รู้ของคนเยอะที่สุด ดังนั้นในยุคของผมจะมุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมาย และการส่งเสริมให้ความรู้เรื่องตลาดทุนเป็นสำคัญ”