Skip to content

บ้านทองหยอด ผู้เจียระไน “วิว กุลวุฒิ-เมย์ รัชนก”

05 ส.ค. 2567 | 15:24น.
บ้านทองหยอด ผู้เจียระไน “วิว กุลวุฒิ-เมย์ รัชนก”

“เป้าหมายคือ โอลิมปิก ส่วนแชมป์โลก คือ ระหว่างทาง” ความฝันของ “แม่ปุก-กมลา ทองกร” ผู้ก่อตั้ง โรงเรียนแบดมินตัน “บ้านทองหยอด” ซึ่งวันนี้ความฝันนั้นเป็นจริง เมื่อ “วิว-กุลวุฒิ วิทิตศานต์” สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักแบดมินตันชายไทยคนแรกที่เข้าชิงโอลิมปิกเกมส์ เช่นเดียวกับ “เมย์-รัชนก อินทนนท์” ที่แม้ผิดหวังในโอลิมปิกเกมส์หนนี้ แต่ทั้งคู่คือแชมป์โลกแบดมินตันชายเดี่ยว และหญิงเดี่ยวของไทย

ย้อนกลับไปราว 30 กว่าปีก่อน “เป้-ภัททพล เงินศรีสุข” บุตรชายคนโตของ แม่ปุก กมลา คือหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เธอตัดสินใจสร้างคอร์ตแบดภายในโรงงานทำขนมไทยของตนเอง เพื่อให้ เป้-ภัททพล และน้อง ๆ คือ “ภาณุวัฒก์ เงินศรีสุข” และ “คณิศรา เงินศรีสุข” รวมไปถึงเพื่อน ๆ ลูกพนักงานในโรงงานได้มาออกกำลังกายในช่วงว่างหรือหลังเลิกงาน

ก่อนที่ “ชมรมแบดมินตันบ้านทองหยอด” จะถูกก่อตั้งขึ้นในปี 2534 เนื่องจากในขณะนั้นลูก ๆ ของแม่ปุก กลมา ยังไม่มีสังกัดจึงไม่สามารถลงแข่งขันได้ เธอจึงได้ก่อตั้งเป็นชมรมขึ้นเองและได้ขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกสามัญของสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยสาเหตุที่ใช้ชื่อนี้เนื่องจากเป็นธุรกิจของแม่ปุกเอง และเพื่อน ๆ ของเธอก็แนะนำให้ใช้ชื่อนี้ เพราะแสดงถึงความเป็นคนไทยด้วย

บ้านทองหยอด
ภาพจาก Banthongyord Badminton School

กีฬาเป็นหลัก เรียนเป็นรอง กีฬารอไม่ได้ การเรียนรอได้

ระยะแรก ทางชมรมได้ใช้สนามที่สร้างขึ้นเองภายในโรงงานและบ้าน 1 สนาม มีนักกีฬาเพียงลูก ๆ และพนักงานบริษัท โดยมี “อาจารย์พรโรจน์ บัณฑิตพิสุทธิ” เป็นผู้ฝึกสอน ซึ่งนักกีฬาเริ่มมีผลงานสามารถเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ก่อนที่ปีถัดมาอาจารย์พรโรจน์มีความจำเป็นต้องย้ายราชการครูไปสอนที่จังหวัดกระบี่ จึงได้แนะนำสิ่งสำคัญสำหรับแม่ปุก กมลา นั่นคือ การหาโค้ชมืออาชีพที่ทำงานได้เต็มเวลาและควรเป็น “โค้ชจีน”

ทางชมรมจึงได้ติดต่อสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งได้ติดต่อสมาคมแบดมินตันแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อขอโค้ชชาวจีนมาฝึกสอนที่ประเทศไทย ก่อนที่สมาคมแบดมินตันแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ส่งประวัติ “จื่อ หัว เซี่ย” (Mr.Xie Zhihua) มาให้พิจารณา แล้วจึงตกลงทำสัญญาว่าจ้างเป็นโค้ชให้กับทางชมรมจนถึงทุกวันนี้

ในยุคนั้น โค้ชสอนแบดมินตันในประเทศไทยมักจะมีงานประจำเป็นหลัก เมื่อเลิกงานช่วงเย็นจึงมาฝึก แทบไม่ต่างจากนักกีฬาซึ่งส่วนใหญ่คือเยาวชนที่จะเรียนหนังสือเป็นหลักและมาฝึกซ้อมช่วงเย็น ด้วยระบบการศึกษาไทยที่ให้เด็กเรียนและทำการบ้านหนัก ดังนั้น โอกาสที่เก่งในระดับโลกยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย

เซี่ยจือหัว หรือ “โค้ชเซี่ย” จึงเป็นโค้ชแบดมินตันเต็มเวลาคนแรกของไทย และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยนำระบบการสอนแบดมินตันจากเมืองจีนมาประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะเรื่องจัดตารางฝึกซ้อมควบคู่กับการเรียนหนังสือ ผลที่ตามมาคือ เป้ ภัททพล ติดทีมชาติในปี 2541 ขณะน้องชายและน้องสาวติดทีมชาติชุดเยาวชน สร้างชื่อเสียงแก่ชมรมแบดมินตันบ้านทองหยอด

และนักแบดมินตันคนแรกจาก “สโมสรโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอด” ที่เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิก คือ ภัททพล เงินศรีสุข (ชื่อเล่น เป้) ในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2004 ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ประเภทชายคู่ โดยจับคู่กับสุดเขต ประภากมล โดยทะลุถึงรอบ 32 คู่สุดท้าย

ในวัยเด็ก แม่ปุก กมลาเคยเลิกเรียนเมื่ออยู่ชั้น ป.7 เพื่อออกมาช่วยแม่ทำขนมไทย ให้ครอบครัวอยู่รอด เมื่อกิจการเริ่มอยู่ตัวเธอจึงกลับไปเรียนการศึกษานอกโรงเรียน มุมมองนี้ถูกนำมาใช้ในการปั้นนักกีฬา คือ ถ้าเด็กคนไหนมีศักยภาพด้านกีฬา ก็ผลักไปให้เต็มที่ “กีฬาเป็นหลัก เรียนเป็นรอง” เพราะเวลาก้าวขึ้นสูงอันดับสูงในวงการกีฬามีจำกัด ต้องทำในช่วงอายุน้อย ๆ “รอไม่ได้” ส่วนการเรียนนั้น “รอได้” และสามารถออกแบบให้เหมาะสมกับเงื่อนไขได้ ดังเช่น วิว กุลวุฒิ ก็เลือกเรียน กศน. เป็นต้น

วิว-กุลวุฒิ วิทิตศาสน์
วิว-กุลวุฒิ วิทิตศานต์

ดันเยาวชนสู่ระดับชาติ

ต่อมาเริ่มมีนักกีฬามาเรียนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทางชมรมจึงย้ายไปเช่าสนามแบดมินตันเพชรเกษม 59 และเปิดสอนได้ประมาณ 3 เดือน ก็ทำการย้ายไปเปิดสอนที่สนามแบดมินตันหรรษา อยู่ประมาณ 7 ปี ทางชมรมจึงได้ย้ายมาสอนที่โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี และสอนได้อีกประมาณ 4 ปี จำนวนสนามเริ่มไม่พอกับจำนวนนักกีฬา

แม่ปุก กมลา จึงมีความคิดที่จะสร้างสนามแบดมินตันและเปิดสอนเป็นโรงเรียนแบดมินตันโดยเฉพาะ เพื่อใช้สอนทักษะการเล่นแบดมินตันขั้นพื้นฐานสำหรับเยาวชน และประชาชนทั่วไป ในการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี และเน้นนักกีฬาแบดมินตันที่เล่นเพื่อความเป็นเลิศเข้าสู่ระดับชาติ และได้ขออนุญาตกระทรวงศึกษาธิการเปิดเป็นโรงเรียนโดยใช้ชื่อว่า “โรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอด” ในปี 2546 จนถึงปัจจุบัน

ตัวอย่างหนึ่งของการทุ่มเท คือ การติดตั้งสปอตไลต์สนามแบด แบบที่ไม่เคยติดตั้งมาก่อนในประเทศไทย เนื่องจาก กมลา สังเกตว่าในการแข่งขันในต่างประเทศ สนามแข่งขันจะติดตั้งสปอตไลต์แบบนี้ ซึ่งนักกีฬาไทยจะไม่คุ้นเคย ทำให้มองไม่เห็นลูกขนไก่ตอนแข่ง เธอจึงยอมลงทุนเพื่อให้นักกีฬาที่ฝึกซ้อมคุ้นเคยกับอุปกรณ์ตัวนี้

การตัดสินใจครั้งนั้น ทำให้เธอและสามีใช้เงินที่มีอยู่ซื้อที่ดิน และกู้ธนาคารเพื่อลงทุนด้านอาคาร สนาม และอุปกรณ์การฝึกซ้อมที่ได้มาตรฐานระดับโลก กลายเป็นภาระหนี้สินที่หนักมาก และยังมีภาระการส่งนักกีฬาไปแข่งขันในระดับนานาชาติซึ่งทำได้อย่างจำกัด แม่ปุก กมลา จึงต้องอุดหนุนด้วยเงินส่วนตัว เช่นเดียวกับนักเรียนทุนก็พอจะมีสปอนเซอร์เข้ามาช่วยดูแลบ้าง

เมย์-รัชนก อินทนนท์

อยากเป็นแชมป์โลกเหมือนพี่เมย์

สถานการณ์เหล่านี่เปลี่ยนไป เมื่อ “เมย์” รัชนก อินทนนท์ ลูกคนงานที่มานั่งดูพี่ ๆ ตีแบดตั้งแต่ 5 ขวบ ได้แชมป์โลกแบดมินตันหญิงเดี่ยวในปี 2556 ปลุกกระแสการเล่นแบดมินตันในประเทศไทยขึ้นมา เพราะ “อยากเป็นแชมป์โลกเหมือนพี่เมย์” ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นคือ ดช.กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ในวัย 12 ปี

โรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอดจึงมีผู้มาสมัครเรียน รวมถึงดาวเด่นในวงการที่มุ่งหน้ามาสานฝันระดับโลกที่นี่ และพันธมิตรสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น ความสำเร็จของเมย์ รัชนก จึงมีส่วนอย่างมากในการเคลียร์หนี้กับแบงก์จนหมด

ปัจจุบัน 3 นักแบดมินตันรุ่นแรกของบ้านทองหยอด ภัททพล พี่ชายคนโต และน้องสาวคนสุดท้อง คณิศรา ดูแลโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอด

ส่วนคนกลาง ภาณุวัฒก์ กลับไปบริหารกิจการของครอบครัว ในฐานะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีทีวาย ฟู้ด จำกัด ที่เปลี่ยนทิศทางของธุรกิจจากเดิมที่มีผู้รับจำหน่ายไปวางขายตามตลาด ร้านค้าย่อย สู่การผลักผลิตภัณฑ์ขนมหวานทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง และเม็ดขนุนให้วางจำหน่ายที่ 7-11 ครอบคลุมทุกสาขาเป็นผลสำเร็จ