Skip to content

CIMBT ชี้ ธุรกิจรายใหญ่ตบเท้าลงทุนอาเซียน ลุ้นพอร์ตสินเชื่อแตะแสนล้าน

05 ส.ค. 2567 | 14:59น.
CIMBT ชี้ ธุรกิจรายใหญ่ตบเท้าลงทุนอาเซียน ลุ้นพอร์ตสินเชื่อแตะแสนล้าน

ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ชี้ สงครามการค้า-ปัญหาภูมรัฐศาสตร์ หนุนจีนย้ายฐานการผลิต ส่งผลต่อตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI เพิ่มขึ้นในกลุ่มอาเซียน เผย ไทยยังเนื้อหอม หลังมีดีลเข้ามาลงทุน 300 ล้านดอลลาร์ นำโดยเซ็กเตอร์ “พลังงานสะอาด-AI-Data Center” ช่วยดันยอดสินเชื่อคงค้างธุรกิจรายใหญ่ปี’67 แตะ 1 แสนล้านบาท หนี้เสียทยอยปรับลดลงเหลือ 1.7%

วันที่ 5 สิงหาคม 2567 นายวุธว์ ธนิตติราภรณ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บรรษัทธุรกิจและธุรกรรมการเงิน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างประเทศ (Trade War) ที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐ และจีน รวมถึงปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ส่งผลให้เกิดย้ายฐานการผลิต (Relocation) มาสู่ตลาดอาเซียนมากขึ้น

ซึ่งจะเห็นว่าตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั่วโลกในปี 2566 ลดลง 2% อยู่ที่ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ แต่จะเห็นว่า FDI ในกลุ่มอาเซียนเพิ่มขึ้น 1% อยู่ที่ 2.26 ล้านล้านดอลลาร์ โดย FDI ของไทยเป็นบวก แต่จะน้อยกว่า สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

ซึ่งจากปัจจัยย้ายฐานการผลิตดังกล่าว สนับสนุนให้ลูกค้าธุรกิจรายใหญ่มีทั้งที่ออกไปลงทุนต่างประเทศ และต่างประเทศเข้ามาลงทุนในไทย โดยมีทั้งการซื้อกิจการ การควบรวมกิจการ (M&A) หรือการขยายการลงทุน ปัจจุบันมียอดสินเชื่อคงค้างธุรกิจรายใหญ่ออกไปลงทุนต่างประเทศอยู่ที่ 2,000 ล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ ดีลที่อยู่ระหว่างการเจรจาในการให้สินเชื่อไทยไปอาเซียนอยู่ที่ 300-500 ล้านดอลลาร์ ในประเทศสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เป็นหลัก ส่วนตางประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยดีลเฉลี่ยอยู่ที่ 300 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะอยู่ในเซ็กเตอร์ความยั่งยืน พลังงานสะอาด ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Data Center เป็นต้น

ดังนั้น จากแนวโน้มการเติบโตดังกล่าวธนาคารอยู่ระหว่างทบทวนอัตราการเติบโตสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามสัญญาณย้ายการผลิตในกลุ่มอาเซียน โดยปัจจุบันธนาคารมียอดสินเชื่อคงค้างสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่อยู่ที่ 9 หมื่นล้านบาท จากปี 2566 อยู่ที่ 8 หมื่นล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 3-4% ทั้งนี้ คาดว่าภายในสิ้นปี 2567 ยอดสินเชื่อคงค้างน่าจะแตะ 1 แสนล้านบาท

ขณะที่คุณภาพสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ พบว่า หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีทิศทางลดลงต่อเนื่องจากปี 2566 อยู่ที่ราว 2% ปัจจุบันอยู่ที่ 1.7% ส่วนหนึ่งมาจากธนาคารมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ และมีคณะกรรมการสินเชื่อที่คอยมอนิเตอร์ในกลุ่มที่ต้องระมัดระวัง หรือกลุ่มไหนที่สามารถเติบโตได้

“M&A เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งมีทั้งการซื้อขายกันเองใน Domestic หรือออกไปซื้อกิจการในต่างประเทศ ซึ่งไทยเรายังน่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติ จะเห็นว่า FDI ของเรายังเป็นบวกอยู่ แม้ว่าจะน้อยกว่าในกลุ่มอาเซียน แต่จุดเด่นของเรา คือ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องการท่องเที่ยว, AI, DATA CENTER เป็นต้น แม้ว่าภาพรวมของสถานการณ์โลกจะมีความผันผวน แต่เรามองว่าอาเซียนยังคงเติบโตได้ และยังเห็นถึงโอกาสหากผู้ประกอบการมีการเตรียมพร้อมที่จะรับมือ รวมถึงมีผู้แนะนำที่เชี่ยวชาญและมีเครือข่ายที่พร้อม ซึ่งธนาคารมีความเชี่ยวชาญและมีเครือข่ายครบถ้วนในอาเซียน”

นางสาวปนิดา ตั้งศรีวงษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สถาบันการเงินประเทศไทย และ CLMV ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ในส่วนของ Mega Trend ที่น่าจับตามองในช่วงนี้มี 4 กลุ่มหลักได้แก่

1.Sustainability หรือการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน โดยที่ผ่านมาเราจะเห็นตลาดเกิดใหม่ไม่ว่าในเรื่องของพลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า หรือผลิตภัณฑ์รีไซเคิล เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

2.AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ที่สามารถนำมาพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการผลิตได้ในทุกภาคส่วน ทำให้เกิดความต้องการที่เติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง

3.Food Security หรือความมั่นคงทางอาหารเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ประเทศใหญ่ ๆ หันมาให้ความสำคัญกันมากโดยเฉพาะประเทศที่มีประชากรและการเติบโตของประชากรสูง

4.Consumer Behavior หรือพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่เน้นเรื่องของความสะดวกรวดเร็วและเข้าถึงแหล่งข้อมูลของสินค้าที่ต้องการโดยง่าย ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวให้เหมาะกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่

โดยสรุป เทรนด์ที่กำลังมาบวกกับจุดเด่นของภูมิภาคอาเซียน ทำให้เกิดโอกาสใหม่ ๆ ให้ทางภาคธุรกิจอย่างแน่นอน และ CIMB ก็พร้อมให้การสนับสนุนและผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตไปในภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน เรามีผู้เชี่ยวชาญ ที่มี Know-how และ Network ทำงานประสานใกล้ชิดกับคนท้องถิ่นที่รู้จักตลาดเป็นอย่างดี เรียกว่าเป็น ASEAN total solutions

แท็กที่เกี่ยวข้อง

CIMBT ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย (CIMBT)