สถานการณ์ตลาดหุ้นทั่วโลกเมื่อวันจันทร์ที่ 5 ส.ค. 2567 ที่ผ่านมา กอดคอกันร่วงหนัก โดยตลาดหุ้นดาวโจนส์ร่วง 1,000 จุด ดัชนีแนสแดคคอมโพสิตร่วง 3.43% ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นดิ่งหนักวันเดียว 4,400 จุด ด้านหุ้น “7 นางฟ้า” ที่เป็นหุ้นบิ๊กเทค มาร์เก็ตแคปหาย รวม 653,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในวันเดียว
“Black Monday” รอบ 37 ปี
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เรียกว่า Black Monday ซึ่งตลาดหุ้นทั่วโลกตกลงอย่างรุนแรงในวันเดียว โดยก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดขึ้น เมื่อปี 2530 หรือประมาณ 37 ปีที่แล้ว และรอบนี้ตลาดหุ้นไทยก็ปรับตัวลงวันเดียว ติดลบถึง 2.93% หรือลดลง 38.41 จุด หนักสุดในรอบ 4 ปี 8 เดือน
3 ปัจจัยฉุดหุ้นดิ่งหนักทั่วโลก
โดยผลกระทบมาจาก 3 เรื่องหลัก คือ 1.ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายมากกว่าที่ตลาดคาด โดยตลาดมองว่า BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยครั้งละ 0.1% แต่กลายเป็นเพิ่มครั้งละ 0.15% ทำให้เงินเยนแข็งค่า
เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า กลับสถานะ Yen Carry Trade หรือการที่นักลงทุนกู้ยืมเงินในสกุลเงินเยนที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ แล้วนำเงินที่ได้ไปลงทุนซ้ำในสกุลเงินที่มีอัตราผลตอบแทนสูงกว่า หรือในสินทรัพย์อื่น เช่น หุ้น, คริปโตเคอร์เรนซี เป็นต้น แต่พอค่าเงินเยนเปลี่ยนสถานะแข็งค่า เกิดการเทขายสินทรัพย์ที่ไปลงทุนมาเพื่อชำระคืนเงินเยนที่กู้ไป
2.ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาแย่กว่าคาด ในส่วนข้อมูลภาคแรงงานทั้งอัตราการว่างงานและอัตราการจ้างงาน ทำให้ตลาดมองว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) น่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายทุกครั้งในการประชุม 3 ครั้งที่เหลือของปีนี้ (ก.ย., พ.ย., ธ.ค.) และมองไปถึงว่าในบางรอบการประชุมอาจจะมีลดดอกเบี้ยถึงครั้งละ 0.50% ซึ่งประเด็นนี้ก็เป็นจุดเร่งให้มีการกลับสถานะ Carry Trade เพราะภาพนี้กดดันเงินดอลลาร์อ่อนค่า เพราะเฟดจะลดดอกเบี้ยสวนทางญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย
“ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาแย่ ยังสร้างความกังวลถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก (Global Recession) กดดันสภาพคล่องในระบบลดลง และทำให้หุ้นเติบโตสูง (High Growth) ที่มีอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (PE) สูง ๆ อย่างกลุ่มเทคโนโลยีปรับลงแรง
ประกอบกับผลประกอบการหุ้นเทคออกมาไม่ดีเหมือนที่ตลาดคาดด้วย นอกจากนี้ Berkshire Hataway บริษัทของ วอเรนต์ บัฟเฟต์ ได้มีการขายหุ้น Apple ออกมาต่อเนื่อง ทำให้ตลาดกังวลว่าบัฟเฟต์เริ่มมองหุ้นเทคไม่ดี ซึ่งจะเกิดกระแสทำให้กองทุนใหญ่ ๆ ลดสัดส่วนการลงทุนหุ้นกลุ่มเทคลงมา”
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ 3.ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยทางประเทศอิหร่านกับชาติพันธมิตร ขู่ว่าจะโจมตีอิสราเอลในวันที่ 5 ส.ค. 2567 เพื่อตอบโต้จากที่อิสราเอลไปสังหารผู้บังคับบัญชาของฮามาส อย่างไรก็ดี ไม่ได้มีการโจมตีเกิดขึ้นในวันดังกล่าวแต่อย่างใด
SET ร่วงไม่แรง-ตกไปมากแล้ว
นายณัฐพลกล่าวว่า สำหรับตลาดหุ้นไทยร่วงลงตามตลาดหุ้นเอเชีย โดยปัจจัยภายในประเทศไม่มีปัจจัยมาช่วยหักล้าง ซึ่งตลาดรอความชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองไทย กรณีศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคดียุบพรรคก้าวไกล ในวันที่ 7 ส.ค. และวันที่ 14 ส.ค. พิจารณาคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี
“อย่างไรก็ตาม เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ส.ค. ตลาดหุ้นเอเชียตกลงเฉลี่ยประมาณ 4% แต่ตลาดหุ้นไทยตกลงแค่ 2.93% ถือว่ายังไหลลงน้อยกว่าตลาดหุ้นภูมิภาค เพราะจริง ๆ แล้ว ดัชนี SET ไหลลงมาเยอะแล้ว หากนับจากต้นปีถึงราคาปิดวันที่ 5 ส.ค. (YTD) หุ้นไทยติดลบไปแล้วกว่า 10% ดังนั้น ผลกระทบจากปัจจัยต่างประเทศข้างต้น คงซึมซับไปในตัวดัชนี SET ไปพอสมควรแล้ว หลังจากนี้คงต้องให้น้ำหนักปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะวันที่ 14 ส.ค. ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญเลยว่า ดัชนี SET จะถอยต่อ หรือรีบาวนด์กลับขึ้นไปได้”
หุ้นไทยลุ้น “การเมือง” ในประเทศ
โดยหาก นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ เกิดสุญญากาศทางการเมือง ดัชนี SET ดิ่งลงทันที ประเมินเบื้องต้นจะไหลลงไปอยู่บริเวณ 1,250 จุด สาเหตุที่มองการตกลงน้อย เพราะก่อนจะเกิดปรากฏการณ์ Black Monday ตลาดหุ้นทั่วโลกบวกเฉลี่ย 10% แต่หุ้นไทยติดลบไปแล้ว 7%
ซึ่งรับรู้ปัจจัยกดดันทางการเมืองไปมากแล้ว แต่หากนายกฯได้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกลับมาเดินหน้า ดัชนี SET จะตอบรับเชิงบวก น่าจะเห็นการฟื้นตัวกลับขึ้นไปในระดับ 2-3% ซึ่งเป็นการฟื้นกลับไปได้ครึ่งทางจากผลกระทบทางการเมืองที่กดดันดัชนี SET ติดลบ 5% ในช่วงก่อนหน้า
“ตอนนี้ทุกตลาดหุ้นรีเซตหมดแล้ว ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเคยบวกไปมาก ก็คืนกลับมาเสมอตัว ตลาดหุ้นสหรัฐก็บวกอยู่เล็กน้อย ดังนั้นเมื่อเกิด Black Monday ไปแล้ว จากนี้ไม่มีปัจจัยลบอะไรเข้ามาซ้ำเติม สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมถึงดัชนี SET น่าจะเป็นลักษณะแกว่งไซด์เวย์ออกด้านข้างก่อน โดยเฉพาะ SET รอความชัดเจนเรื่องการเมืองไทย”