HER AWARDS UNFPA THAILAND
“กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย” (UNFPA THAILAND) ผุดแคมเปญ “HER AWARDS UNFPA THAILAND 2024 ประชากรหญิงผู้สร้างแรงบันดาลใจ” มอบรางวัลให้บุคคล-องค์กร ที่ทำคุณประโยชน์เพื่อพัฒนาประชากรทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เด็ก และผู้หญิง
วันที่ 7 สิงหาคม 2567 “กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย” (UNFPA THAILAND) ร่วมกับบูรพา และนินจา เพอร์เฟคชั่น จัดโปรเจ็กต์ใหญ่ “HER AWARDS UNFPA THAILAND 2024 ประชากรหญิงผู้สร้างแรงบันดาลใจ” ในวาระครบรอบ 30 ปี การประชุมนานาชาติว่าด้วยเรื่องประชากรและการพัฒนา (International Conference on Population and Development : ICPD)
สำหรับโครงการ HER AWARDS UNFPA THAILAND 2024 ได้จัดขึ้นเป็นปีแรก เพื่อมอบรางวัลให้กับบุคคลหรือองค์กร จากหลากสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 110 คน ที่ทำคุณประโยชน์เพื่อการพัฒนาประชากร ทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้หญิงและเด็กผู้หญิง
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องบุคคลหรือองค์กรที่มุ่งมั่นทำงานสร้างสรรค์พัฒนาสังคมที่ดีขึ้น และยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมศักยภาพของประชากรทุกคน ซึ่งรางวัลนี้เปิดกว้างสำหรับทุกคนเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ ชื่นชม เชิดชูเกียรติ และเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ทุ่มเทสร้างสรรค์คุณประโยชน์ให้เพื่อนมนุษย์และสังคม
อีกทั้งเพื่อสนับสนุนให้เกิดโครงการสำหรับการพัฒนาประชากร ทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่นผู้หญิงและเด็กผู้หญิงที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมในอนาคต
โดยภายในงานได้รับเกียรติจากรองศาสตราจารย์ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธี โดยมีนายโชคชัย วิเชียรชัยยะ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ร่วมกล่าวถึงความสำคัญและการพัฒนา การขับเคลื่อนด้านนโยบายที่มีต่อประชากรหญิง
พร้อมฟังเสียงประชากรหญิงจากหลากหลายวงการที่มาสื่อสารแรงบันดาลใจจากพลังและความเชื่อมั่น ปัญหาและความต้องการเห็นโลกแห่งความเสมอภาคที่เกิดขึ้นกับประชากรหญิง ประกอบด้วย “แยม-ฐปณีย์ เอียดศรีไชย” ผู้สื่อข่าว ข่าวสามมิติ และผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters, “ฝ้าย-บุญธิดา ชินวงษ์” บิวตี้บล็อกเกอร์ที่โด่งดังมาจากการใช้เท้าแต่งหน้า, “มาดามเดียร์-วทันยา บุนนาค” ตัวแทนของนักการเมืองหญิง ที่ทำงานหลายบทบาท ทั้งการเป็นนักธุรกิจ และอดีตผู้จัดการทีมชาติฟุตบอลไทยอายุไม่เกิน 23 ปี
“จันทร์นภา สายสมร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด จากธุรกิจฟิล์มกรองแสง “โดนัท-มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล” นักแสดง และผู้กำกับอิสระ “หมอปิแอร์-ผศ.นพ.สิระ กอไพศาล” อายุรแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
พร้อมด้วย “ฟลุท-ชินพรรธน์ กิตติชัยวรางค์กูร” นักแสดงชายที่ได้รับบทเป็นสาวประเภทสองจากละครเรื่องสาปซ่อนรัก และ “นดา บินร่อหีม” ประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย

ถูกทำร้ายร่างกาย-จิตใจ 7 คนต่อวัน
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ได้เปิดเผยสถิติที่น่าตกใจเกี่ยวกับสถานการณ์ของผู้หญิงไทยล่าสุด พบว่า ผู้หญิงถูกละเมิดทางเพศ ถูกกระทำความรุนแรงทางร่างกายหรือจิตใจ ไม่น้อยกว่า 7 คนต่อวัน และมีสถิติผู้หญิงที่เข้ารับการบำบัดรักษา แจ้งความร้องทุกข์ประมาณปีละกว่า 30,000 คน
ขณะที่รายงานของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) พบว่า กว่าร้อยละ 87 ของคดีการถูกล่วงละเมิดทางเพศไม่เคยถูกรายงาน
และจากการสำรวจสถานการณ์ความรุนแรงต่อผู้หญิง และบุคคลในครอบครัวของไทยระดับประเทศ พบความชุกของความรุนแรงต่อผู้หญิงและบุคคลในครอบครัว เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 34.6 ในปี 2560 เป็นร้อยละ 42.2 ในปี 2563 โดยประเภทความรุนแรงสูงสุดคือ ความรุนแรงทางด้านจิตใจ รองลงมาคือ ความรุนแรงทางร่างกาย และความรุนแรงทางเพศ
รายงานจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2565 ยังระบุอีกว่า ไทยมีตัวเลขคนพิการทั้งสิ้น 2.1 ล้านคน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นคนพิการที่อยู่ในวัยทำงาน (อายุ 15-59 ปี) ราว 850,000 คน มีกลุ่มผู้พิการในวัยทำงานซึ่งมีความสามารถเพียงพอที่จะทำงานแต่เป็นผู้ว่างงานถึง 81,500 คน หรือคิดเป็นเกือบ 10% ของจำนวนคนพิการวัยทำงานทั้งหมด

ความเข้มแข็งด้านร่างกาย-จิตใจ
แยม-ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว ข่าวสามมิติ และผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นผู้สื่อข่าวมา 24 ปีในยุคก่อน คำถามแรกเมื่อมาสัมภาษณ์งาน คือ ไปต่างจังหวัดได้หรือไม่ ทำข่าวเป็นกะได้หรือไม่ และทำข่าวแบบอดหลับอดนอนได้หรือไม่
เป็นตัวอย่างที่ยกมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าการเป็นผู้หญิงที่ทำงานในลักษณะแบบนี้ ต้องเอาชนะเรื่องทางกายภาพก่อน ต้องมีบทพิสูจน์ว่าต้องทำงานได้เหมือนผู้ชายในยุคนั้นเมื่อ 24 ปีที่แล้ว หรือในปัจจุบันก็อาจมีคำถามเชิงนี้อยู่บ้างในบางงาน
กลายเป็นเรื่องที่ผู้หญิงจะต้องเจอ ถ้าจะทำงานในลักษณะที่ต้องเดินทาง ว่าสามารถเจอแบบที่ผู้ชายเจอได้หรือไม่ เช่น ทำข่าวใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องเสี่ยงภัย หรือเดินป่า นอนในป่า จะอยู่ได้หรือไม่ นี่คือบทพิสูจน์แรกที่ผู้หญิงต้องเจอ
“เราต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเราทำได้ และก็กลายเป็นภาพลักษณ์ใหม่ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้น้อง ๆ ผู้หญิงที่อยากเป็นนักข่าวว่าเราสามารถทำได้”
อีกส่วนหนึ่งที่รู้สึกว่าตนเองจะต้องฝ่าฟันอย่างมากในการเป็นนักข่าวผู้หญิง คือ ความเข้มเเข็งทางด้านจิตใจ ในยุคที่พัฒนาการของสื่อเปลี่ยนแปลง ไม่เพียงแต่ไปทำข่าวแล้วเจอความกดดันว่าจะได้ข่าวหรือไม่ แต่บางครั้งต้องทำข่าวในเรื่องยาก ๆ เช่น ข่าวสืบสวนสอบสวน เจอผู้มีอิทธิพล ต้องเจอทั้งคำขู่ มีค่าหัวเพื่อไม่ให้เราทำข่าวนั้น และการคุกคามข่มขู่ต่าง ๆ
ในยุคปัจจุบันน่าจะเป็นคนแรก ๆ ที่เจอเรื่องการบูลลี่จากโซเชียลมีเดีย เจอปฏิบัติการข่าวสารใส่ (IO) และในยุคปัจจุบันจะเจอแรงเสียดทานด้านอื่น ๆ อีกมาก ซึ่งคือความเข้มเเข็งทางด้านจิตใจที่จะเป็นบทพิสูจน์ของการทำงานเป็นนักข่าว ซึ่งต้องทำหน้าที่ในการส่งเสียงแทนผู้อื่น
“อาชีพนักข่าวต้องตระหนักเสมอว่าไม่ได้รายงานข่าวไปวัน ๆ แต่มีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวแทนส่งเสียงแทนผู้อื่น ความกล้าหาญของผู้หญิงเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราไม่กล้าหาญที่จะไปพูดแทนคนอื่นที่ไม่มีโอกาสจะพูด ทุกครั้งที่เรื่องของเขาได้ถ่ายทอดและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง มันมีพลัง มีความหมาย”

จัดการความคิด โฟกัสสิ่งที่ทำ
ฝ้าย -บุญธิดา ชินวงษ์ บิวตี้บล็อกเกอร์ที่โด่งดังมาจากการใช้เท้าแต่งหน้า กล่าวว่า เธอเกิดมาในครอบครัวที่ไม่ได้มีฐานะอะไรมาก และร่างกายที่พิการ ดังนั้นก็จะโดนคนแถวบ้านหรือสังคมบอกว่าบ้านจนและพิการ ก็จะมีคนบอกให้พ่อแม่เอาฝ้ายไปไว้ที่มูลนิธิ เพราะเกิดเป็นเด็กผู้หญิง โตมาอาจเกเร ท้อง หรือสร้างภาระกับครอบครัวก็ไก้ แต่โชคดีที่ครอบครัวและพ่อแม่เลือกเลี้ยงเธอมา เพราะเชื่อว่าสามารถเลี้ยงให้เติบโตมาดีได้
เมื่อเติบโตมาก็ได้ยินหลายคำพูด เช่น แม่บอกเสมอว่าผู้ชายมีสิทธิ์มากกว่าผู้หญิง จึงตั้งคำถามว่าทำไม เพราะผู้หญิงก็สามารถมีสิทธิ์ได้เหมือนกัน
ต่อมาก็เจอการบูลลี่ซึ่งค่อนข้างหนักเพราะเป็นผู้หญิงและเป็นคนพิการ มีคนเคยบอกว่า “ถ้าดังแต่พิการ ไม่ดังดีกว่า” ซึ่งเป็นคำพูดขณะที่มีชื่อเสียงแล้ว ทำให้รู้สึกแย่มากและอยากฆ่าตัวตาย ดังนั้น ความแข็งแกร่งของเราเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ
“เราไม่จัดการกับความคิดคนอื่นได้ แต่เราสามารถจัดการกับความคิดตัวเองได้และเลือกโฟกัสมนสิ่งที่เราทำได้”
ในโซเชียลมีเดียก็ส่วนหนึ่ง แต่ในชีวิตจริง สังคมไทยไม่ได้ซัพพอร์ตคนพิการมากขนาดนั้น ทั้งในด้านการทำงานหรือการใช้ชีวิต มีคนพิการที่ว่างงานหลายคน จึงอยากเป็นเสียงสะท้อนของผู้พิหารหลาย ๆ ท่าน ว่า คนพิการก็มีศักยภาพในการทำงานเทียบเท่ากับคนปกติ เพียงแค่ไม่ได้รับโอกาสนั้น
“ฝ้ายอาจจะโชคดีกว่าคนอื่นตรงที่เป็นเด็กหัวรั้น ไม่รอโอกาสจากสังคม เพราะไม่รู้ว่าถ้ารอโอกาสจากสังคมจะมาเมื่อไหร่ เราเลยเลือกที่จะเปิดโอกาสตัวเอง แต่คนพิการที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ หรือยังไม่ได้รับโอกาสมีอีกมาก”
คนพิการไม่ได้อยากเป็นภาระครอบครัวหรือคนใตสังคม แค่ต้องการความเท่าเทียมในสังคม และอยากใช้ชีวิตให้เหมือนคนปกติทั่วไป

ถูกตัดสินจากภายนอก
มาดามเดียร์-วทันยา บุนนาค กล่าวว่า โชคดีที่ได้มีโอกาสสัมผัสในหลาย ๆ วงการ ซึ่งเผอิญว่าหลาย ๆ วงการนั้นเป็นโลกของผู้ชาย เช่น กีฬา ตอนที่เป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลชายทีมชาติไทย
ในวันนั้น ด้วยความเป็นผู้หญิง เราแทบจะยังไม่ได้พูด หรือยังไม่ได้แสดงอะไรให้เห็นเลยแต่ก็ถูกตัดสินไปก่อนแล้วเพียงเพราะเราเป็นผู้หญิง ว่า คุณจะทำได้หรือไม่ จะทำได้จริงหรือเปล่า หรือไม่เชื่อเลยก็มีว่าเราจะทำงานกับทีมฟุตบอลชายทีมชาติไทยได้
ส่วนวงการการเมือง วันนี้เราชอบพูดเรื่องสถิติว่านักการเมืองหญิงในแต่ละปีเพิ่มขึ้นเท่าไร แต่ตัวเลขนั้นเป็นเพียงเเค่เครื่องชี้วัดหนึ่ง ซึ่งเราก็เห็นพัฒนาการ ซึ่งต้องบอกว่าดีที่มีการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ
แต่จากประสบการณ์ที่เจอส่วนตัว ก็ยังหนีไม่พ้นกับระบบความคิดชายเป็นใหญ่ที่ยังคงครอบสังคมไทยอยู่ อันที่จริงรัฐสภาหรือการเมืองคือเวทีที่เป็นเเกนหลักของประเทศ ซึ่งควรทำเป็นสถานที่ที่ทำให้เกิดความสง่างามที่สุด หรือมาตรฐานใหม่ที่จะชี้นำสังคมไทยต่อไป
แต่ปรากฏว่าสิ่งที่ตัวเองได้รับตั้งแต่วันแรกที่ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ภาพแรกที่ถูกถ่ายรูปไม่รู้ว่าความบังเอิญหรือตั้งใจก็ดี จังหวะใส่เสื้อพรรค ภาพที่ถ่ายเป็นมุมเสยมาที่หน้าอก กลายเป็นว่าสิทธิ์ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้รับคือ “Sexual Harassment” ซึ่งไม่ใช่แค่การบูลลี่ธรรมดา
หรือวันที่ไปสภาฯ ยังไม่ทันจะพูดอะไร สังคมกลับมองว่าวันนี้แต่งตัวอย่างไร แต่งหน้าแบบไหน กลายเป็นว่าถูกจับจ้องแค่เปลือกนอก โดยที่ไม่ได้มีใครสนใจสิ่งที่เราอยากจะพูด เหล่านี้ทำให้คุณค่าของงานที่เราอยากสื่อสารออกไปในสังคมถูกมองข้ามไป
หรือเมื่อปลายปีที่ผ่านมาที่ลงสมัครเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้หญิงคนแรก ๆ ที่ลงสมัคร แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าภายใต้สิทธิความเท่าเทียมที่เราตระหนักและเป็นประเด็นสำคัญที่ขับเคลื่อนในการเมืองมาโดยตลอด เมื่อเอาเข้าจริงก็ยังมี “Glass Ceiling” อยู่
เหนือสิ่งอื่นใดเวลาเราพูดเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ หนีไม่พ้น 2 ประเด็นหลัก คือ กรอบวัฒนธรรมที่ไม่ใช่แค่สังคมไทย ต่างประเทศก็เป็นเช่นกัน มากน้อยต่างกันไป และ ความแตกต่างในเรื่องเพศกำเนิด ซึ่งเราเลือกไม่ได้ ส่วนประเด็นแรกเราทุกคนเลือกได้
“ถ้าเราเชื่อมั่นและเคารพในตัวเอง ไม่ปล่อยให้คนอื่นมาตัดสินหรือล้อมกรอบความคิดเรา พลังอยู่ในตัวพวกเราทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ได้มีความแตกต่างใด ๆ ทั้งสิ้น”

ชื่นชมประชากรหญิงทุกท่าน
หมอปิแอร์-ผศ. นพ.สิระ กอไพศาล กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นตัวเเทนของบุคลากรการแพทย์ที่ทำงานเกี่ยวกับประชากรหญิง สิ่งที่อยากแชร์ คือ นับถือประชากรหญิงทุกท่านมาก ตอนเด็กที่ยังไม่ได้เรียนแพทย์ ก็ไม่เข้าใจว่าก่อนเเม่มีประจำเดือนทำไมต้องหงุดหงิดเราด้วย
แต่พอได้ศึกษาและเป็นผู้เชี่ยวชาญจึงพบว่าในหนึ่งเดือนมีช่วงที่ฮอร์โมนเหวี่ยงประมาณ 2 สัปดาห์หรือกินเวากว่าครึ่งเดือนแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและผู้หญิงไม่ได้เลือก
เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องชีวภาพที่เลือกไม่ได้ ดังนั้น จึงเล็งเห็นความสำคัญว่าทุกคนควรมีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงการรักษาและการดูแลสุขภาพ อย่างน้อยก่อนที่จะเดินออกจากบ้านไปทำอะไรเพื่อสังคม ร่างกายหรือสุขภาพของเราควรเป็นสิ่งที่ต้องสมบูรณ์ก่อน
“สิทธิพื้นฐานของทุกคนรวมทั้งประชากรหญิง คือสิทธิการเข้าถึงสุขภาพของตนเอง ทั้งสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์ การคุมกำเนิด การดูแลสุขภาพของตนเอง”
ยังกล่าวอีกว่า สมัยเรียนอยู่ที่สหรัฐอเมริกาประเทศไทยโด่งดังมากเรื่องการผ่าตัดแปลงเพศ แต่เมื่อกลับมาไม่เห็นมีใครทำเลย กลายเป็นว่าเราถอยหลังด้วยซ้ำไป ซึ่งมีหลายอย่างที่อาจพัฒนาขึ้นได้
ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาเราเห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก่อนผู้ปกครองพาลูกมาและบอกให้แพทย์เปลี่ยนเพศให้ลูก สุดท้ายจึงต้องพูดคุยกับพ่อแม่แทนให้เข้าใจโลกมากขึ้น เพราะเด็กไม่ได้ผิดปกติอะไร
หลัง ๆ จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคม ผู้ปกครองพาลูกมาและบอกให้แพทย์ทำให้ลูกเป็นในสิ่งที่เป็น และดูแลเขาปลอดภัย ซึ่งเป็นส่วนน้อยมากที่จะเข้ามาปรึกษาเเพทย์ แต่ยังมีอีกมากที่ครอบครัวไม่ได้ต้อนรับ
“ถึงแม้ว่าสรีระเราไม่เหมือนกัน แต่ปัญญาหรือสมองของเราเท่ากันแน่นอน”

เสียงจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
นดา บินร่อหีม ในฐานะที่เป็นเด็กและเยาวชนคนหนึ่งที่เกิดและเติบโตใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัจจุบันเป็นผู้หญิงมุสลิมคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งผู้นำของเด็กและเยาวชน ซึ่งที่ผ่านมาก็เป็นเด็กที่ทำกิจกรรมมาโดยตลอด ทั้งการทำจิตอาสา หรือพัฒนาเด็กและเยาวชน ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากอยากพัฒนาตัวเองจึงเริ่มทำกิจกรรม ให้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ ณ ตอนนั้น
จากนั้นจึงเริ่มลงสมัครตำแหน่งนายกสโมสรนักศึกษา ซึ่งเป็นนายกสโมสรนักศึกษาผู้หญิงคนแรกของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งพื้นที่จังหวัด 3 ชายแดนภาคใต้อย่างที่หลายคนเคยได้ยินเรื่องมุมมองสังคมที่ชายเป็นใหญ่ หรือผู้หญิงไม่สามารถเป็นผู้นำได้
หรือแม้กระทั่งการที่ผู้หญิงจะส่งเสียงหรือสื่อสารเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็อาจไม่สามารถเปิดเผยได้ การที่เราอยู่ในพื้นที่แล้วยังทนกับสิ่งเหล่านี้อยู่ แล้วเมื่อไรในพื้นที่จะมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อไรผู้หญิงที่เป็นคนเก่งมีความสามารถจะได้แสดงศักยภาพของตัวเองบ้าง
“แต่ก็มีคำถามตามมาว่า คุณเป็นผู้หญิงจะทำได้หรือ คุณเป็นผู้หญิงและเป็นอิสลามคุณมีความเชื่อที่แตกต่างจากคนอื่นทั่วไป คุณจะทำได้หรือ มันมีคำถามเกิดขึ้นมากมาย แต่สุดท้ายพยายามจะบอกน้อง ๆ เสมอว่าเราอย่าให้ใครมาตัดสินเราด้วยเพศสภาพที่เราไม่สามารถเลือกเกิดได้ แต่ให้ทุกคนตัดสินด้วยการกระทำ ศักยภาพ และความสามารถของเรา”
ทั้งนี้ จะมีการมอบรางวัลให้กับบุคคลหรือองค์กรจากหลากสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 110 คน ที่ทำคุณประโยชน์เพื่อการพัฒนาประชากร ทุกเพศ ทุกวัย โดยจะประกาศผู้ได้รับรางวัลในวันที่ 18 กันยายน 2567 ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เฟซบุ๊ก “Her Awards”
นอกจากนี้ จะมีการเฉลิมฉลองให้กับ 110 ผู้ได้รับรางวัลกับสุดยอดคอนเสิร์ต “HER CONCERT” ที่จะรวบรวม 7 ตัวแม่แห่งวงการดนตรีเมืองไทย อาทิ คริสติน่า อากีล่าร์, แอม เสาวลักษณ์, โบ สุนิตา, ทาทา ยัง, ดา เอ็นโดรฟิน, แก้ม วิชญาณี และเบน ชลาทิศ ผสมผสานกับเสียงดนตรีที่จาก “Kasetsart University Wind Symphony” ในวันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน 2567 ณ Ballroom Hall 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จำหน่ายบัตรทาง www.thaiticketmajor.com หรือ ThaiTicketMajor ทุกช่องทาง รายได้ส่วนหนึ่งมอบให้กองทุนคริสติน่า เพื่อส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ ผ่านโครงการต่าง ๆ ของ UNFPA