เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

รับมือดอกเบี้ยขาขึ้นด้วยหุ้นเติบโตสูง

22 พ.ค. 2561 | 14:00น.

คอลัมน์ลงทุนทั่วโลก

โดย สุรศักดิ์ ธรรมโม บลจ.วรรณ

ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ตลาดการเงินทั่วโลกได้รับผลกระทบจาก 2 เหตุการณ์หลัก คือ 1) นโยบายเศรษฐกิจและการต่างประเทศของ ปธน.ทรัมป์ ที่ไม่แน่นอนและมีลักษณะก้าวร้าว และ 2) การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งส่งผลให้ yields พันธบัตรเพิ่มขึ้นล่าสุด yields พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี แตะสูงกว่า 3% สะท้อนการคาดการณ์ตลาดที่มองว่าทิศทางดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นชัดเจน

ในส่วนนโยบายเศรษฐกิจและการต่างประเทศของทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Trade War หรือ Geopolitics ผมมองนี่เป็นสไตล์ของทรัมป์ที่ใช้เป็น tactic ในการเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจา ดังจะเห็นจากในปีที่แล้วเรื่องคาบสมุทรเกาหลีที่ทรัมป์ขู่ผ่านทวิตเตอร์ว่าจะทำสงคราม แต่ที่สุดในปีนี้ไม่นานมานี้ โลกได้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและใต้ดีที่สุดในรอบ 10 ปี และในเดือน มิ.ย. ปธน.ทรัมป์กับ ปธน.คิม จอง-อึน จะประชุมสุดยอดที่สิงคโปร์ สะท้อนบรรยากาศที่ดีมากผิดจากปีที่แล้ว และสะท้อนความเสี่ยง Geopolitics ในเอเชียที่ลดลงมาก และบ่งชี้ว่า นี่คือสไตล์ของ ปธน.ทรัมป์ ที่เน้นการใช้วาทกรรม (rhetoric) ที่โฉ่งฉ่าง สุดขั้ว รุนแรงออกสื่อ เพื่อเพิ่มอำนาจการเจรจา

เช่นเดียวกันกับกรณีความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างประเทศระหว่างสหรัฐกับจีน ที่มีการขู่จะจัดเก็บภาษีของสินค้าระหว่างกัน แต่ไม่นานมานี้ ปธน.ทรัมป์ tweet ข้อความเห็นใจบริษัทสื่อสารจีนที่ชื่อ ZTE ที่เป็นเป้าการตอบโต้ทางการค้าจากนโยบายตน และ ปธน.ทรัมป์ระบุว่าจะพยายามทำงานเพื่อหาทางออกจากกรณีนี้ ทั้งหมดนี้ทำให้ผมประเมินว่า กรณีสหรัฐกับจีนเป็นความขัดแย้งทางการค้า (trade tension) ไม่ใช่สงครามการค้า (Trade War) และมองว่าเรื่องนี้จะจบลงด้วยการเจรจา (เช่นเดียวกับเรื่องเกาหลีเหนือในปีที่แล้ว) ไม่ลุกลามบานปลาย

ความเสี่ยงที่สำคัญจริง ๆ และมีผลต่อตลาด คือ การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งได้ขึ้นไปแล้ว 1 ครั้งเมื่อต้นปี และจะปรับขึ้นอีก 1 ครั้งในเดือนหน้า ทั้งนี้ หลังจากนักลงทุนเห็นตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง ทำให้เริ่มเพิ่มการคาดการณ์ว่า ปีนี้ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยเป็น 4 ครั้ง

การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ Fed นั้นมาจากการที่เศรษฐกิจขยายตัวแข็งแกร่งจนความเสี่ยงเงินเฟ้อกลับมาสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ซึ่งผมมองว่าใน 10 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2008 โลกอยู่ในภาวะดอกเบี้ยต่ำมาตลอด นายธนาคารกลางกังวลปัญหาเงินฝืด ไม่ใช่เงินเฟ้อ มาวันนี้เศรษฐกิจโลกขยายตัวดีมาก ราคาน้ำมันดิบยืนเหนือระดับ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล การบริโภคเอกชนทั่วโลกฟื้นตัวชัดเจน กำลังซื้อดีขึ้น เงินเฟ้อเริ่มมา ทำให้ธนาคารกลางต้องยุตินโยบายดอกเบี้ยต่ำ และหันมาขึ้นดอกเบี้ย สภาวะเช่นนี้ย่อมส่งผลต่อราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ แต่ถ้าเราเข้าใจที่มาที่ไปว่าทำไมต้องขึ้นดอกเบี้ย จะลดความกังวลและหาทางเลือกที่เหมาะสมในการลงทุนได้

การขึ้นดอกเบี้ยในลักษณะต่อเนื่องนั้นโดยมากแล้วไม่เป็นผลดีต่อการลงทุนในส่วนของตราสารหนี้ ขณะที่หุ้นจะเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดี แต่ใน 10 กว่าปีที่ผ่านมา ด้วยภาวะดอกเบี้ยต่ำ เงินส่วนใหญ่ไปลงทุนในหุ้น ทำให้ภาพใหญ่ หุ้นในหลายประเทศมีราคา (valuation) ที่ไม่ถูกและค่อนข้างแพง ดังนั้นเมื่อ yields (สะท้อนมุมมองตลาดต่อทิศทางดอกเบี้ย) ปรับเพิ่มขึ้น ดัชนีตลาดหุ้นจะปรับลงมาในช่วงสั้น ๆ ก่อนที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปตามทิศทางเศรษฐกิจโลกและผลประกอบการ

ผมยังเห็นว่าภาวะเช่นนี้ การลงทุนในหุ้นยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่จะต้องเป็นหุ้นที่มีลักษณะการเติบโตที่สูงมาก จึงจะได้ประโยชน์จากภาวะนี้ และลดผลลบจากความผันผวนตลาด และควรหลีกเลี่ยงตราสารหนี้โดยเฉพาะที่มีอายุคงเหลือมากกว่า 2 ปีขึ้นไป ซึ่งยังได้รับผลกระทบเชิงลบจากการเพิ่มขึ้นของ yields เว้นแต่ผู้ลงทุนจะรับความเสี่ยงได้ไม่มาก ถ้าเป็นกรณีนี้ การลงทุนในตราสารหนี้ยังคงจำเป็นต่อไป ขณะที่นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มาก ควรพิจารณาลงทุนในหุ้นหรือกองทุนหุ้นที่มีนโยบายเน้นการเติบโตสูง

กล่าวโดยสรุป ปัจจัยที่จะส่งผลต่อตลาดปัจจัยหลักจะเป็นเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และธนาคารกลางประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ขณะที่ความเสี่ยงเชิงนโยบายไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้าหรืออื่น ๆ จากการ tweet ของ ปธน.ทรัมป์ ผมมองเป็นสัญญาณรบกวนหรือ noise ซึ่งสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงต่ำ คำแนะนำของเราคือ stay invested เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจและผลประกอบการยังคงเข้มแข็งอยู่ ขณะที่ผู้รับความเสี่ยงสูง นอกจากการ stay invested แล้วเป็นโอกาสให้เพิ่มการลงทุนในช่วงนั้นด้วยซ้ำไป และสินทรัพย์ที่เหมาะสมคือ หุ้นที่มีการเติบโตสูงมาก เพราะได้ผลประโยชน์จากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัว และลดผลลบจากดอกเบี้ยขาขึ้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การเงิน หุ้น