คอลัมน์ Market-think
โดย สรกล อดุลยานนท์
ตอนนี้คำว่า “บิ๊กดาต้า” กลายเป็น “คำฮิต” ประจำปี
อะไร-อะไรก็ “บิ๊กดาต้า”
แทบทุกองค์กรธุรกิจเริ่มสนใจเรื่องการสังเคราะห์ข้อมูล “ลูกค้า”
เดิมที่คิดเพียงแค่ “ขายของ” แล้วจบ
วันนี้ไม่เพียงแต่จะเก็บข้อมูลคนที่มาซื้อของเราเท่านั้น
แต่ยังหมายถึงใครก็ได้ที่เดินผ่านมาในระบบของเรา
พฤติกรรมการใช้ชีวิตของเขาเป็นข้อมูลที่สามารถนำมาวิเคราะห์ประมวลผลเพื่อใช้ประโยชน์ได้
ข้อมูลจำนวนมาก หลากหลาย และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ยิ่งมีมากเท่าไร ยิ่งดี
แต่ข้อมูลเหล่านี้ก็เหมือนกับ “เหมืองแร่” ที่อยู่ใต้ดิน
ถ้าไม่มีใครขุดแร่จากเหมืองมาถลุงเพื่อใช้งาน
ต่อให้มีข้อมูลมากแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์
การวิเคราะห์และประมวลผลจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
จำนวนข้อมูลที่เยอะ ไม่สำคัญเท่ากับการนำมาใช้ประโยชน์
ผมนึกถึงบทสัมภาษณ์ของ “อริยะ พนมยงค์” ของ “ไลน์”
ธุรกิจที่มี “บิ๊กดาต้า” มากที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย
แต่ “อริยะ” บอกว่า ตอนนี้ให้เลิกพูดเรื่อง “บิ๊กดาต้า” ได้แล้ว
“ให้เริ่มจากสมอลดาต้าก่อน เพราะต้องเริ่มเรียนรู้ เริ่มใช้ก่อน”
เขาบอกว่าตอนนี้หมดยุคที่รอทุกอย่างครบ 100%
เพราะ “เวลา” เป็นเรื่องสำคัญ
มีข้อมูลอยู่เท่าไรก็ควรจะรีบใช้ประโยชน์ก่อน
“เจฟฟ์ เบซอส” ก็เคยพูดถึงเรื่องนี้
เขาตั้งคำถามว่า เราควรมีข้อมูลมากเท่าไร เพื่อใช้ในการตัดสินใจ
ส่วนใหญ่จะตอบว่า เยอะที่สุด
หรือ 100%
แต่ “เบซอส” บอกว่า “ไม่ใช่”
“คุณควรจะตัดสินใจได้เมื่อมีข้อมูล 70% ของที่เราอยากได้”
ถ้าเราอยากได้ 100
มีข้อมูลแค่ 70 ก็ตัดสินใจได้เลย
ในโลกแห่งความเป็นจริง การได้ข้อมูลที่ต้องการครบ 100% เป็นเรื่องที่ยากมาก
คนทำงานจะเข้าใจดีว่า ข้อมูลเบื้องต้นช่วง 50% แรก จะหาไม่ยาก
แต่ยิ่งข้อมูลลึก ๆ ในช่วงท้าย ๆ จะต้องใช้เวลา และความละเอียดสูง
เพราะถ้าง่ายก็คงได้มาแล้ว
ถ้าเรารอให้ครบ 100 ก็ไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานเท่าไร
สำหรับ “เจฟฟ์ เบซอส” แค่ 70% เขาก็ตัดสินใจเลย
เพราะไม่ว่าจะเป็นข้อมูล หรือความเห็นในห้องประชุม ไม่ได้พิสูจน์ว่าเมื่อลงมือทำแล้ว จะถูกต้องหรือประสบความสำเร็จ
การลงมือ สังเกตปฏิกิริยาของลูกค้า แล้วนำมาปรับปรุง เป็นเรื่องสำคัญกว่า
เพราะนั่นคือ “ความจริง”
ไม่ใช่ “ข้อมูล”
เขาจึงสรุปว่า “โลกนี้ไม่เคยมีข้อมูลที่สมบูรณ์แบบ”
แค่ 70% ก็ตัดสินใจได้แล้ว
ครับ ยุคนี้เป็นยุคที่ “การลงมือทำ” สำคัญกว่า “การประชุม” นาน ๆ
เหมือนกับที่มีการพูดเรื่อง “ปฏิรูป” ประเทศ
“ความสำเร็จ” ไม่ได้วัดด้วยการตั้งคณะกรรมการจำนวนมากเพื่อทำแผนงาน
และสรุปว่าเป็น “ความสำเร็จ”
“ตอนนี้ออกมาได้ 11 วาระปฏิรูป กับ 137 กิจกรรม กิจกรรมย่อยอีกร้อยกว่ากิจกรรม”
คุ้น ๆ กับประโยคนี้ไหมครับ
ฟังแล้วรู้เลยว่า การปฏิรูปประเทศประสบความสำเร็จสูงมากเลยครับท่าน
เขารู้ไหมว่า ที่บอกว่า “ขอเวลาอีกไม่นาน”
ตอนนี้ 4 ปีแล้ว
ก่อนจะปฏิรูปประเทศ เราน่าปฏิรูป “ปฏิทินเวลา” ในใจ ให้ตรงกันก่อนดีกว่า
เริ่มจากให้เข้าใจว่า ระยะเวลา “4 ปี”
ไม่ใช่ “ไม่นาน”
…”นาน” โค-ตะ-ระเลยครับ
ระดับที่ใครมีลูกตอนนั้น
ตอนนี้ก็เข้าอนุบาล 2 แล้วคร้าบ
ขอให้เข้าใจด้วยว่า ไม่ใช่แค่ “นาฬิกา” จะมี “ราคา”
“เวลา” ก็มี “ราคา” เหมือนกัน