เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

Health Care กับ Megatrend (3)

23 พ.ค. 2561 | 13:26น.

คอลัมน์ พินิจ พิเคราะห์

โดย กิติชัย เตชะงามเลิศ

จากตัวเลขของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ซึ่งได้จัดพิมพ์ “สารประชากรมหาวิทยาลัยมหิดล” ได้ระบุว่า ประมาณกลางปี 2561 ประเทศไทยจะมีประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป เป็นจำนวน 11,770,000 คน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 66,234,000 คน หรือคิดเป็นสัดส่วน 17.77% โดยในจำนวนนี้เป็นผู้หญิงที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป 6,457,000 คน จากจำนวนประชากรผู้หญิงทั้งหมด 33,780,000 คน หรือคิดเป็นสัดส่วน 19.11% และเป็นผู้ชายที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป 5,313,000 คน จากจำนวนประชากรผู้ชายทั้งหมด 32,454,000 คน หรือคิดเป็นสัดส่วน 16.37% สงสัยจะจริงอย่างที่เขาว่า “ผู้หญิงแก่ง่ายตายยาก” มีการคาดการณ์กันว่าภายในปี 2565 ประเทศไทยจะมีประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปี มากถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมด นั่นหมายความว่าประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์แบบ

ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงวัยเหล่านี้จึงน่าจะมีอนาคตที่สดใสตามไปด้วย เท่าที่ผมคิดดูธุรกิจที่น่าจะได้รับอานิสงส์มีดังต่อไปนี้

1) ธุรกิจประกันชีวิต แน่นอนฐานอายุเฉลี่ยของประชากรที่สูงขึ้น ย่อมทำให้ความต้องการที่จะทำประกันชีวิตเพื่อความมั่นคงของชีวิตมากขึ้น จำนวนคนไทยที่ทำประกันชีวิตยังมีเพียง 38% เท่านั้น เมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่ทำประกันชีวิตมากกว่า 100% (บางคนทำประกันชีวิตมากกว่า 1 กรมธรรม์) ดังนั้น โอกาสเติบโตยังมีอีกสูงมาก แต่น่าเสียดายที่บริษัทประกันชีวิตที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯมีเพียง 2 บริษัท ผมอยากให้ คปภ.ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับและดูแลทั้งบริษัทประกันภัยและประกันชีวิต นอกจากบังคับให้บริษัทประกันเหล่านี้เป็นบริษัทจำกัด (มหาชน) อย่างที่เป็นอยู่แล้ว น่าจะผลักดันให้ทุกบริษัทต้องเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯทั้งหมดภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปีนับจากนี้ เพราะว่าการเข้ามาเป็นบริษัทจดทะเบียนทำให้ต้องทำงบการเงินที่โปร่งใส ต้องมีการตั้งกรรมการอิสระที่ได้รับการอนุมัติจากเจ้าหน้าที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะว่าบริษัทประกันเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเงินออมระยะยาวและการคุ้มครองผู้ถือกรมธรรม์เป็นจำนวนมาก ถ้ามีความไม่มั่นคง ไม่โปร่งใส ผลกระทบย่อมเกิดในวงกว้างเป็นแน่ ถึงแม้ คปภ.จะมีการกำกับดูแลที่ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าได้หน่วยงานอย่างเช่น ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต.ช่วยกำกับดูแลเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง น่าจะเป็นสิ่งที่ดีต่อผู้ถือกรมธรรม์

2) ธุรกิจ health care ซึ่งพอจะแบ่งเป็น 4 ประเภทได้ ดังนี้

2.1) ธุรกิจยาและอาหารเสริม ซึ่งประเทศไทยเรายังมีหน่วยงานวิจัยและพัฒนายาของเราเองยังน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว โดยธุรกิจนี้ในต่างประเทศ หุ้นกลุ่มนี้จะซื้อขายกันที่ P/E เฉลี่ยประมาณ 18-20% แต่บางช่วงก็ขึ้นไปถึงเกือบ 40 เท่า แต่ช่วงที่เกิด hamburger crisis ก็เคยเห็นซื้อขายกันที่ P/E ต่ำกว่า 10 เท่าก็เห็นมาแล้ว ในบ้านเราดูเหมือนมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นที่ทำธุรกิจที่พออนุโลมเข้ามาในหมวดนี้ได้เช่นกัน

2.2) ธุรกิจ biotech ไทยเรายังล้าหลังสิงคโปร์มาก ปัจจุบันสิงคโปร์พัฒนาประเทศโดยเน้นไปที่อุตสาหกรรม biotech ซึ่งผมมองว่าเขาฉลาดและมาถูกทางแล้ว หุ้นกลุ่มนี้ซื้อขายกันในตลาดโลกที่ P/E เฉลี่ย 26-29 เท่า บางช่วงเคยขึ้นไปซื้อขายกันที่ P/E 70 กว่าเท่าด้วยซ้ำไป ตอน hamburger crisis เคยหล่นไปซื้อขายกันที่ P/E ประมาณ 12 เท่า ส่วนในเมืองไทยผมยังไม่เห็นว่า มีบริษัทไหนที่พอจะเข้าข่ายธุรกิจนี้ได้เลยในตลาดหุ้นบ้านเรา

2.3) ธุรกิจ health care equipment ก็เป็นธุรกิจที่เป็นดาวเด่นเช่นกัน ถึงแม้จะเป็นรอง biotech อยู่บ้าง ธุรกิจเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์และอนามัย ในตลาดหุ้นโลก หุ้นกลุ่มนี้ซื้อขายกันที่ P/E เฉลี่ยประมาณ 22-25 เท่า ตอนตลาดบูม ๆ เคยซื้อขายกันที่ P/E มากกว่า 40 เท่า ในช่วงที่ตลาดหุ้นฟุบ เคยหล่นลงไปซื้อขายกันที่ P/E 12 เท่า ส่วนตลาดหุ้นไทยก็มีบางบริษัทเข้าข่ายสามารถจัดอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ แต่ธุรกิจนี้ในบ้านเรายังมีความสามารถผลิตแต่อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่เป็น lowtech เท่านั้น ส่วน hightech ยังต้องนำเข้าอยู่ ผมมองว่ารัฐบาลน่าจะส่งเสริมธุรกิจนี้ โดยให้ BOI ออกมาตรการส่งเสริมให้บริษัทข้ามชาติต่าง ๆ มาลงทุน ทำโรงงานผลิตเครื่องมือ อุปกรณ์เหล่านี้ เพราะว่าเราเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว รวมทั้งเรามีฐานการผลิตในด้านต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องมีอยู่แล้ว ในเมื่อฐานประชากรรวมของประเทศในกลุ่ม ASEAN มีมากกว่า 652 ล้านคน (ตัวเลขจาก http://www.worldometers.info/world-population/south-eastern-asia-population/) นับเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากจีนและอินเดียเท่านั้น และอำนาจในการซื้อของคนใน ASEAN ก็สูงกว่าคนอินเดีย สิ่งที่ควรจะบังคับบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ก็คือต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตให้กับเราด้วย อย่าให้เหมือนกับธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เราได้รับการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีน้อยมาก ดูอย่างจีนสิครับ จีนสามารถที่จะบังคับ SIEMENS ให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตรถไฟความเร็วสูงจนปัจจุบันจีนสามารถที่จะผลิตรถไฟดังกล่าวได้เองแล้ว

เนื้อที่หมดแล้วมาต่อธุรกิจ health care ตัวต่อไปในบทความหน้ากันนะครับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การเงิน ประกันชีวิต