ผู้ผลิตรถยนต์กุมขมับ ตลาดซึมยาว 7 เดือน ผลิตน้อยลง 17% ขายลดลง 23% พฤติกรรมซื้อรถเปลี่ยน กลุ่มรถไฮบริดแรงฉุดไม่อยู่ เฉพาะเดือนกรกฎาคมโตเกือบ 100%
วันที่ 28 สิงหาคม 2567 นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สถิติการผลิตรถยนต์และจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทยช่วง 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.) ที่ผ่านมา พบว่าหดตัวลงทั้ง 2 รายการ โดยผลิตได้เพียง 889,069 คัน ลดลง 17.28% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ยอดจำหน่ายทำได้เพียง 354,421 คัน ลดลง 23.71% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

“สาเหตุการผลิตน้อยลงมาจากยอดขายในประเทศที่ลดลง ซึ่งผู้ผลิตต้องพยายามลดกำลังการผลิตลงให้สอดคล้องสต๊อกที่มีอยู่ ขณะที่ยอดขายในประเทศกระทบจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ฉุดกำลังซื้อ รวมถึงตลาดรถปิกอัพได้รับผลกระทบจากการกู้ไม่ผ่าน”
นายสุรพงษ์กล่าวอีกว่า ที่น่าสังเกตคือพฤติกรรมการเลือกซื้อรถยนต์เปลี่ยนไปเยอะมาก กลุ่มรถไฮบริดได้รับความนิยมสูงมาก 7 เดือนโตสูงถึง 65.75% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หรือถ้าเทียบเฉพาะเดือนกรกฎาคมปี 2567 กับปี 2566 โตเกือบ 100% ในขณะที่กลุ่มรถดันแปลง (PPV) อาทิ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์, อีซูซู มิวเอ็กซ์,ฟอร์ด เอเวอเรสต์, มิตซูบิชิปาเจโรสปอร์ต, นิสสันเทอร่า หดตัวลงกว่า 42%

“ไฮบริดที่โตอย่างเห็นได้ชัด เพราะผู้ผลิตเลือกผลิตรถไฮบริดในรุ่นที่มีซีซีต่ำลง ก่อนหน้านี้รถไฮบริดส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มรถยนต์ขนาดใหญ่ ซึ่งมีราคาสูงเกือบ 2 ล้านบาท แต่ปัจจุบัน 7 แสนกว่าบาทก็เป็นเจ้าของรถกลุ่มนี้ได้แล้ว และคนที่ยังไม่ตัดสินใจใช้รถ EV ก็เลือกใช้รถกลุ่มนี้มากขึ้น ทำให้ตลาดมีความต้องการสูง”