บาทแข็งค่า ลุ้นเฟดลดดอกเบี้ย
วันที่ 30 สิงหาคม 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 26-30 สิงหาคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (26/8) ที่ระดับ 33.89/90 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (25/8) ที่ระดับ 34.26/27 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าต่อเนื่อง หลังจากในวันศุกร์ที่ผ่านมา (25/8) นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ แถลงในการประชุมประจำปี 2524 ของธนาคารกลางสหรัฐ ที่เมืองแจ็กสันโฮล รัฐไวโอมิง ซึ่งมีใจความว่า ถึงเวลาแล้วที่เฟดจะต้องปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่วนระยะเวลาและความเร็วในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับข้อมูลใหม่ที่เข้ามา สำหรับตัวเลขทางเศรษฐกิจสหรัฐ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เผยยอดขายบ้านใหม่พุ่งขึ้น 10.6% สู่ระดับ 739,000 ยูนิตในเดือน ก.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2566 และสูงกว่าที่คาดการณ์ ผ่านแรงหนุนจากการปรับตัวลงของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง
อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทเริ่มปรับตัวอ่อนค่า หลังจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้นักลงทุนทยอยซื้อเงินสกุลดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย หลังจากมีรายงานว่ากองทัพอิสราเอลส่งเครื่องบินรบกว่า 100 ลำเข้าโจมตีกลุ่มอิซบอลเลาะห์ ในเลบานอนเมื่อวันอาทิตย์ (25/8) ส่งผลให้กลุ่มฮอซบอลเลาะห์สนับสนุนโดยอิหร่านยิงจรวดโต้กลับกว่า 320 ลูกถล่มดินแดนอิสราเอล
โดยการโจมตีครั้งนี้เป็นการโต้กลับของกลุ่มอิซบอลเลาะห์หลังจากอิสราเอลลอบสังหารนายฟูอัด ชูกร์ ผู้บัญชาการทหารระดับสูงของิซบอลเลาะห์ เมื่อเดือนที่ผ่านา อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในแนวโน้มแข็งค่า จากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ภายหลังแมรี ดาลี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาซานฟรานซิสโก ให้สัมภาษณ์ว่าขณะนี้เป็นเวลาเหมาะสมที่เฟดจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ย
ซึ่งสอดคล้องกับที่เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด กล่าวในการประชุมประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็กสันโฮล เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เขามีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่าเงินเฟ้อของสหรัฐ กำลังชะลอตัวลงสู่เป้าหมายของเฟดที่ระดับ 2% และถึงเวลาแล้วที่เฟดควรจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ย
อย่างไรก็ดี ยังเร็วเกินไปที่จะทราบแน่ชัดว่าแนวทางนโยบายการเงินของเฟดจะอยู่ในทิศทางใด และปฏิเสธที่จะระบุอย่างเจาะจงว่าเธอจะสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% หรือ 0.50% ในการประชุมวันที่ 17-18 ก.ย.นี้ โดยเน้นย้ำว่าเฟดจำเป็นต้องควบคุมเงินเฟ้อให้ปรับตัวลงสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% และต้องป้องกันไม่ให้นโยบายคุมเข้มด้านการเงินส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน ต่อมาผลสำรวจของ Conference Board ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 103.3 ในเดือน ส.ค. จากระดับ 101.9 ในเดือน ก.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 100.3
ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคลดคาดการณ์เงินเฟ้อในช่วง 12 เดือนข้างหน้าสู่ระดับ 4.9% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2563 ต่อมาในวันพฤหัสบดี (29/8) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 2/2567 โดยระบุว่าเศรษฐกิจขยายตัว 3.0% ในไตรมาสดังกล่าว สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.8% และสูงกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 ที่ระดับ 2.8% หลังจากมีการขยายตัวเพียง 1.4% ในไตรมาส 1/2567
โดยได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค รวมทั้งการลงทุนของภาคเอกชน อีกทั้งกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 2,000 ราย สู่ระดับ 231,000 รายในสัปดาห์ที่ผ่านมา และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 232,000 ราย ทั้งนี้นักลงทุนยังคงจับตาดูการเปิดเผยดัชนีราคาจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล(PCE) คืนนี้ (30/8) เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินเฟดต่อไป
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย เดือน ก.ค. 2567 โดยการส่งออก มีมูลค่า 25,720.6 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 15.2% มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 5-8% และเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงสุดในรอบ 28 เดือน นับตั้งแต่ มี.ค. 2565 ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 27,093.8 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 13.1% ส่งผลให้ในเดือน ก.ค. ไทยกลับมาขาดดุลการค้า 1,373.2 ล้านดอลลาร์ หลังจากที่เกินดุลการค้าในเดือน พ.ค. และ มิ.ย.ที่ผ่านมา
โดยนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการ สนค.มั่นใจว่าการส่งออกของไทยในปี 2567 จะอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1-2% และมีโอกาสสูงที่จะขยายตัวได้ในกรอบบน โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญของการส่งออกในเดือน ก.ค. ได้แก่ การฟื้นตัวของความต้องการซื้อสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลก ตามการขยายตัวของเทคโนโลยีดิจิทัล และการส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญ ที่ได้รับประโยชน์ด้านราคาที่สูงขึ้นจากภาวะอุปทาน (Supply) ในตลาดโลกที่น้อยลง ท่ามกลางปัจจัยกดดัน
ได้แก่ ค่าระวางเรือของโลกในเดือน ก.ค.สูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้า และสินค้าส่งออกสำคัญบางรายการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแข่งขันของสินค้าใหม่ที่เข้ามาทดแทนสินค้าเดิมในตลาดโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยแนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี 2567 จะทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามภาวะเศรษฐกิจและการค้าโลกที่กำลังปรับตัวดีขึ้น รวมถึงสัญญาณการฟื้นตัวของภาคการผลิตอุตสาหกรรมของโลก
ขณะเดียวกัน คาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลจะสนับสนุนสินค้าที่เกี่ยวเนื่องให้เติบโตตลอดทั้งปี อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่กดดันการส่งออก เช่น สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ และความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและการค้า หลังการเลือกตั้งในหลายประเทศสำคัญ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป ต่อมานายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงสถานการณ์เงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่าว่า ธปท.ได้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อนื่อง
โดยปัจจัยที่ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็วมาจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณที่ค่อนข้างชัดเจนในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงปัจจัยพิเศษในประเทศของไทยจากราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้น สำหรับอัตราเงินเฟ้อในเดือน ก.ค. 2567 อยู่ที่ 0.8% ซึ่งแม้จะยังต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1-3% แต่เชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อจะเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
ซึ่งแม้อัตราเงินเฟ้อจะต่ำกว่าเป้าหมาย แต่ยังไม่เห็นสัญญาณเงินฝืด โดยมีเพียงสินค้าบางรายการที่ราคาลดลง และยังไม่เห็นการลดลงในวงกว้าง อีกทั้งผู้บริโภคไม่ได้หยุดใช้จ่ายเพื่อรอให้ราคาสินค้าลดลงไปอีก ทั้งนี้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.88-34.10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (30/8) ที่ระดับ 34.23/25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (26/8) ที่ระดับ 1.1197/98 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (23/8) ที่ระดับ 1.1117/19 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยนายมาร์ติน คาซัคส์ ผู้ว่าการธนาคารกลางแลตเวีย และสมาชิกคณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางยุโรป กล่าวต่อสำนักข่าวรอยเตอร์นอกกรอบการประชุมแจ็กสัน โฮลว่า อีซีบีมีโอกาสในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้อีก 2 ครั้งในปีนี้ ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงสอดคล้องกับการคาดการณ์
นอกจากนี้ สถาบัน IFO เผยดัชนีบรรยากาศทางธุรกิจของเยอรมนี ชะลอลงมาอยู่ที่ระดับ 86.6 จากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 87.0 แต่มากกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 86.0 อย่างไรก็ดี สำนักงานสถิติเยอรมนีเปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หดตัวลง 0.1% ในไตรมาส 2/2567 เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส ซึ่งสอดคล้องกับการประมาณการเบื้องต้น หลังจาก GDP ขยายตัว 0.2% ในไตรมาสแรก
ทั้งนี้ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1021-1.1178 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (30/8) ที่ระดับ 1.1090/93 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวันจันทร์ (26/8) ที่ระดับ 143.63/65 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (23/8) ที่ระดับ 146.13/15 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยนายปิแอร์-โอลิเวียร์ ภูรินชาส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF กล่าวในการประชุมประจำปีที่แจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิงว่า ภายใต้การประเมินของ IMF ความเร็วในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของญี่ปุ่นจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลัก ทั้งอัตราเงินเฟ้อ การขยายตัวของค่าจ้าง และการคาดการณ์เงินเฟ้อ
ซึ่งปัจจุบันเงินเฟ้อของญี่ปุ่นสูงกว่า 2% และการคาดการณ์เงินเฟ้อเริ่มปรับตัวสู่เป้าหมายของ BOJ ที่ระดับ 2% หรืออาจปรับตัวสูงกว่านั้นเล็กน้อย จึงคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นสามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเป็นพิเศษกลับสู่ภาวะปกติมากขึ้น
นอกจากนี้ นายเรียวโสะ ฮิมิโนะ รองผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเยว่า BOJ มีความพร้อมที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก หากเงินเฟ้อของญี่ปุ่นยังคงอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับการคาดการณ์ แม้ว่า BOJ จำเป็นต้องจับตาความผันผวนในตลาดการเงินที่เกิดขึ้นในขณะนี้อย่างใกล้ชิด
ซึ่งการแสดงความเห็นของฮิมิโนะ สอดคล้องกับที่คาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการ BOJ ได้แถลงต่อรัฐสภาญี่ปุ่นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (23/8) ซึ่งนักลงทุนจำนวนมากในตลาดมองว่าถ้อยแถลงของอุเอดะเป็นการส่งสัญญาณว่า BOJ จะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากความผันผวนในตลาดยังคงอยู่ในระดับสูง
ต่อมารัฐบาลญี่ปุ่นยกระดับประมาณการเศรษฐกิจเป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน ในวันพฤหัสบดี (29/8) ซึ่งการปรับทบทวนแนวโน้มเศรษฐกิจในทิศทางขาขึ้นนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่ญี่ปุ่นมีตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริง (real GDP) ในช่วงเดือน เม.ย.-มิ.ย. อยู่ที่ 3.1 % ซึ่งเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 2 ไตรมาส
โดยการเติบโตดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สำคัญของญี่ปุ่น ต่อมาในวันศุกร์ (30/8) กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมูลอัตราว่างงานของญี่ปุ่นแตะที่ระดับ 2.7% ในเดือน ก.ค. 2567 เพิ่มขึ้นจากระดับ 2.5% ในเดือน มิ.ย. อีกทั้งกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น รายงานข้อมูล ยอดค้าปลีกของญี่ปุ่นในเดือน ก.ค. 2567 ขยายตัว 2.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 143.58-145.55 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (30/8) ที่ระดับ 144.97/99 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ