จากการที่รัฐบาลเตรียมนำกองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง กลับมาระดมทุน เพื่อฟื้นฟูและสร้างบรรยากาศการลงทุนในตลาดทุนไทย โดยเตรียมจะเสนอขายหน่วยลงทุนประเภท ก. แก่นักลงทุนทั่วไป (นักลงทุนรายย่อย, นักลงทุนสถาบัน) มูลค่ารวมไม่เกิน 1-1.5 แสนล้านบาท ระยะเวลาการลงทุนเบื้องต้น 10 ปี ซึ่งผู้ลงทุนจะได้รับเงินปันผลในแต่ละปีตามอัตราผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่น้อยกว่าอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำต่อปี และไม่เกินอัตราผลตอบแทนขั้นสูงต่อปีที่กำหนดไว้ โดยกำหนดจ่ายปันผลเป็นเงินสด ปีละ 2 ครั้ง รวมทั้งจะมีกลไกคุ้มครองผู้ลงทุนประเภทหน่วย ก. โดยมีสิทธิได้รับชำระคืนเงินลงทุนก่อนตามลักษณะ Waterfall
ล่าสุด นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ระบุว่า ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาในรายละเอียดเรื่องอัตราผลตอบแทน การจัดสรรหน่วยลงทุน เพราะวงเงินมีจำกัด แต่คาดว่าจะสามารถเปิดให้ซื้อขายหน่วยลงทุนได้ปลายเดือน ก.ย.นี้ หรืออย่างช้าภายในต้นเดือน ต.ค. 2567 ซึ่งเท่าที่รับฟังก็มีทั้งสถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย และนักลงทุนรายย่อยที่ให้ความสนใจ
คปภ.เร่งคลายเกณฑ์หนุนลงทุน
นางสาวอายุศรี คำบรรลือ ผู้ช่วยเลขาธิการ สายพัฒนามาตรฐานการกำกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่า ปัจจุบันสำนักงาน คปภ. อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความเห็นหลักการในการปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณเงินกองทุน สำหรับการลงทุนในกองทุนรวมวายุภักษ์ ของร่างประกาศคณะกรรมการ คปภ. เรื่อง กำหนดประเภทและชนิดของเงินกองทุน รวมทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณเงินกองทุนของบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัย
เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การคำนวณเงินกองทุนสำหรับการลงทุนในหน่วยลงทุนประเภท ก. ของกองทุนรวมวายุภักษ์ เพื่อให้การจัดทำร่างประกาศ คปภ. ที่เกี่ยวข้องกับการดำรงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยง (RBC) มีความครบถ้วนสมบูรณ์ โดยกำหนดให้ทุกบริษัทประกันภัยต้องส่งความคิดเห็นกลับมาภายในวันที่ 11 ก.ย. 2567 และกำหนดประกาศฉบับนี้จะให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. 2567 เป็นต้นไป เพื่อให้สอดรับกับการเปิดขายหน่วยลงทุน
“หลักการของร่างประกาศฉบับนี้ คือ กำหนดหลักเกณฑ์การคำนวณเงินกองทุนสำหรับความเสี่ยงด้านตลาด (Market Risk) จากการลงทุนในหน่วยลงทุนประเภท ก. ของกองทุนรวมวายุภักษ์ เท่ากับผลคูณระหว่างมูลค่าของเงินลงทุนในหน่วยลงทุนประเภท ก. กับค่าความเสี่ยง (Risk Charge) ที่ 0% เนื่องจากเรามองว่า กองทุนรวมวายุภักษ์มีกลไกคุ้มครองผู้ลงทุนประเภทหน่วย ก. เป็นพิเศษกว่าหน่วยลงทุนอื่น ๆ จึงพิจารณาถึงความเสี่ยงดูแล้วใกล้เคียง 0% มาก ๆ จึงกำหนด Risk Charge ในส่วนของ Market Risk เป็น 0%”
ขีดเส้นประกันลงทุนไม่เกิน 10%
นางสาวอายุศรีกล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ดี คปภ.ได้กำหนดหลักเกณฑ์การคำนวณเงินกองทุนสำหรับความเสี่ยงด้านกระจุกตัวจากการลงทุนในหน่วยลงทุนประเภท ก. ของกองทุนรวมวายุภักษ์ โดยกำหนดขีดจำกัดลงทุนได้ไม่เกิน 10% ของสินทรัพย์รวมของแต่ละบริษัท ทั้งนี้ หาก คปภ.ไม่ออกประกาศใหม่ฉบับนี้ บริษัทประกันภัยที่จะลงทุนจะเข้าข่ายการลงทุนตราสารทุน ซึ่งจะเจอ Risk Charge ที่ 25%
“เรามองฟีเจอร์ของกองทุนรวมวายุภักษ์แล้วไม่เหมือนการลงทุนในหุ้นทั่วไป ๆ เพราะมีกลไกคุ้มครองผู้ลงทุนที่มากกว่า ที่การันตีผลตอบแทนขั้นต่ำ ซึ่งดีกว่าการฝากเงิน และมีสิทธิได้รับชำระคืนเงินลงทุนก่อนด้วย ทั้งนี้ เมื่อประกาศมีผลบังคับใช้แล้ว บริษัทประกันภัยรายใดสนใจลงทุน ก็สามารถลงทุนได้เลย โดยไม่ต้องยื่นขอความเห็นชอบจากสำนักงาน คปภ. ซึ่งก็ยังไม่มั่นใจว่าจะจัดสรรเหลือมาถึงบริษัทประกันภัยหรือไม่ เพราะไม่แน่ใจว่าจะจัดสรรแบบ Small Lot First ให้กับนักลงทุนรายย่อยก่อนเหมือนคราวที่แล้วหรือเปล่า”
“เมืองไทย” ตั้งเป้าสูงสุดพันล้าน
นายธนัญชัย สัจจะปรเมษฐ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทสนใจลงทุนกองทุนวายุภักษ์ เนื่องจากเกณฑ์เงินทุนที่รองรับปัจจัยเสี่ยง (Risk Charge) เท่ากับ 0% อย่างไรก็ตาม คงต้องพิจารณาเรื่องอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำและขั้นสูงก่อนว่าจะอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นเรื่องหลักในการตัดสินใจลงทุน ถ้าผลตอบแทนออกมาใกล้ ๆ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) อายุ 10 ปี และมีโอกาสจะได้กำไรด้วยก็อาจจะน่าสนใจ
“เบื้องต้นถ้าจะลงทุนคงจะใช้เงินลงทุนในระดับอย่างน้อยเป็นหลักร้อยล้านบาทไปจนถึงหลักพันล้านบาท ซึ่งขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการลงทุน”
ปัจจุบันพอร์ตลงทุนของเมืองไทยประกันชีวิต มีขนาดสินทรัพย์กว่า 6 แสนล้านบาท ลงทุนอยู่ในตราสารหนี้ 87-86% และที่เหลืออยู่ในตราสารทุน 13-14% (แยกเป็นหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศ 50 : 50) โดยนับจากต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) มีการขายหุ้นต่างประเทศทำกำไรไปบ้าง และเมื่อราคาย่อลงมาก็เข้าไปซื้อเพิ่ม และยังมีการลงทุนเพิ่มในหน่วยลงทุนและพันธบัตร ช่วงที่เหลือของปีจะพิจารณาการลงทุนแล้วแต่สถานการณ์ของตลาดด้วย
“ตลาดหุ้นไทยเริ่มน่าสนใจเข้าไปลงทุนมากขึ้น โดยกองทุนวายุภักษ์ช่วยสร้างความมั่นใจดีขึ้น และถ้าการเมืองดีขึ้นก็มองว่านโยบายต่าง ๆ จะผลักดันเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ความชัดเจนก็จะมีมากขึ้นตามมา”