นักเศรษฐศาสตร์เสนอไอเดียปรับโครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ให้แจกเฉพาะกลุ่มครอบครัวที่มีเด็กเล็ก-ผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป เผยใช้งบประมาณลดลง แบ่งงบประมาณส่วนที่เหลือ ลงทุนพัฒนาแรงงาน-SMEs-เพิ่มขีดความสามารถ เป็นประโยชน์ในระยะยาว
วันที่ 4 กันยายน 2567 นโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท นโยบายระดับเรือธงของรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย ที่เป็นความหวังในการสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจ แต่ระหว่างทางของการสร้างนโยบายนี้ เต็มไปด้วยความกังวลและเสียงคัดค้าน ทั้งรูปแบบการแจก และผลที่จะเกิดขึ้นจากเศรษฐกิจ
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงตุลาคม 2566 นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ 99 คน ลงชื่อคัดค้านนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท โดยมีเหตุผลหลักในการคัดค้านคือ 1.เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว ไม่จำเป็นต้องกระตุ้นด้วยการแจกเงิน เนื่องจากโดยภาพรวมกำลังขยายตัว ไม่ได้กำลังติดลบเหมือนสมัยโควิด 2.ควรนำงบประมาณไปใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล จะเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในระยะยาว
3.เงินงบประมาณมีจำนวนจำกัด ควรใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ 4.การแจกเงิน 560,000 ล้านบาท อาจไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก เนื่องจากตัวทวีคูณทางการคลังต่ำ หมายความว่าเงินที่แจกไปจะไม่หมุนเวียนในระบบมากนัก
5.การแจกเงินจำนวนมากจะเพิ่มภาระหนี้สาธารณะ และอาจทำให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นในอนาคต 6.ควรมีเงินสำรองไว้เผื่อรับมือกับวิกฤตในอนาคต และรองรับสังคมสูงวัย และ 7.เทคโนโลยี blockchain ยังไม่เหมาะสมกับการนำมาใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงินในปัจจุบัน เนื่องจากมีความเร็วในการประมวลผลที่ช้า
ดร.ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ขณะนี้แถลงการณ์คัดค้านดังกล่าวมีอายุเกือบจะครบ 1 ปีแล้ว หมายความว่า ประเทศไทยเสียเวลาไปกับความพยายามทำนโยบายที่ไม่สมเหตุผลในทางเศรษฐศาสตร์ เป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสของประเทศที่ผู้บริหารระดับสูงสุด และหน่วยงานเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง สามารถใช้เวลาและทรัพยากรมนุษย์ไปทำงานอันสามารถเป็นประโยชน์กับประเทศในระยะยาว
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ระหว่างวันที่ 3-5 กันยายน 2567 มีการอภิปรายโครงการนี้ ซึ่งทุกท่านน่าจะเห็นตรงกันว่า จนป่านนี้แล้ว เรายังไม่เห็นรูปธรรมชัดเจนว่า จะทำอย่างไรกันแน่สำหรับทั้งโครงการ
นอกจากนี้ มีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องยืนยันว่า หากมีการเปลี่ยนชื่อโครงการก็สามารถใช้งบประมาณได้ เนื่องจากยังอยู่ในวัตถุประสงค์กระตุ้นเศรษฐกิจ และระบุมีโอกาสจะดำเนินการแจกให้ “กลุ่มเปราะบาง” ภายในเดือนกันยายนนี้
อย่างไรก็ตาม ตามหลักวิชาการเรื่องความคุ้มครองทางสังคมของวิชาเศรษฐศาสตร์สาธารณะ เป็นที่ทราบกันดีว่า ความพยายามที่จะให้สวัสดิการกำหนดเป้าหมายคนจน (poverty targeting) จะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นแน่นอน ทั้งคนจนไม่ได้รับสิทธิ หรือคนรวยได้รับสิทธิ อีกทั้งต้นทุนสูงและอาจจะไม่คุ้มกับความพยายามทำ poverty targeting
ดร.ทีปกรระบุอีกว่า ดังนั้น จึงขอเสนอให้พิจารณาว่า เพื่อให้ดำเนินการได้รวดเร็วและโปร่งใส ให้แจกเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กอายุ 0-5 ขวบ และผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป ซึ่งมีจำนวนรวมกัน 8.5 ล้านคน จะใช้งบประมาณ 85,000 ล้านบาท โดยครัวเรือนร่ำรวยก็ให้สามารถมีสิทธิได้ประโยชน์จากสวัสดิการถ้วนหน้าสำหรับกลุ่มอายุนี้ด้วย เพราะได้เป็นกำลังสำคัญร่วมจ่ายภาษี
งบฯปี 2568 ที่เตรียมไว้รองรับโครงการ 187,700 ล้านบาท ก็จะเหลือเงินประมาณ 100,000 ล้านบาท เอามาลงทุนพัฒนาทักษะแรงงาน ยกระดับ SMEs และใช้ลงทุนวิจัยพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ น่าจะเป็นประโยชน์ในระยะยาวมากกว่า เหมือนเอาเงินที่มีอยู่อย่างจำกัดไปซื้อเบ็ดมาแจกให้หาปลาต่อไป แทนที่ไปซื้อปลามาแจกให้บริโภคครั้งเดียว
“แจกเงินดิจิทัล” ไปต่อ แต่อาจปรับรูปแบบ
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวก่อนเข้าร่วมการประชุมสภา พิจารณางบประมาณปี 2568 ในวันนี้ (4 ก.ย. 2567) โดยเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาทสามารถชี้แจงให้ความมั่นใจแก่ฝ่ายค้านได้มากน้อยแค่ไหน นายจุลพันธ์กล่าวว่า เราสามารถยืนยันได้ว่า นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ได้แสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนว่าจะเดินหน้าโครงการดิจิทัล 10,000 บาท
แต่แน่นอนว่ารูปแบบอาจจะมีการปรับเปลี่ยน แต่ตราบใดที่ยังไม่มีการแถลงนโยบาย แม้ว่าตนเองจะพอรับทราบโครงสร้างใหม่มาแล้วบ้าง แต่ก็ยังไม่สามารถพูดได้อย่างชัดเจน ต้องรอให้กระบวนการครบถ้วนก่อน ซึ่งคาดว่าประมาณ 10 วันน่าจะรู้เรื่อง
ทั้งนี้ ช่วงราว 15-17 ก.ย. คาดว่าจะมีการแถลงนโยบาย ซึ่งหากเป็นไปตามกรอบเวลาก็จะทราบว่าโครงสร้างของโครงการปรับเปลี่ยนเป็นอย่างไรบ้าง
อย่างไรก็ตาม เงินที่ได้มีการเตรียมไว้ ไม่ว่าจะเป็นงบฯกลางปี’67 จำนวน 1.22 แสนล้าน และงบฯ 68 ที่กำลังพิจารณาอยู่ จะนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเติมเงินให้กับประชาชนได้อย่างแน่นอน
เมื่อถามว่า เรื่องการจ่ายเงินสดเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ เนื่องจากกลัวว่าการจ่ายเงินสดจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และไม่กระจายลงฐานรากอย่างแท้จริง นายจุลพันธ์ยอมรับว่ามีหลายมุมมอง เพราะลักษณะการดำเนินนโยบายสาธารณะมีมุมมองที่แตกต่าง และในวันที่เราจะทำในรูปแบบดิจิทัล 100% ก็มีข้อท้วงติงบอกว่าให้ไปดูกลุ่มเปราะบาง และทางวุฒิสภา (สว.) ก็เห็นร้องห่มร้องไห้ให้แจกเป็นเงินสด
ซึ่งต้องยอมรับว่าได้ยินมาจริง ๆ จากตัวแทนของประชาชน ซึ่งทางเราก็รับฟัง และตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา มาจนถึงรัฐบาลแพทองธาร ก็เชื่อว่าเป็นรัฐบาลที่รับฟังเสียงสะท้อนของประชาชนและทุกฝ่าย รวมถึงฝ่ายค้านและภาคราชการ ซึ่งเมื่อมีเสียงสะท้อนมาเราก็รับฟัง