อิ่ม-ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ เป็นหนึ่งในรัฐมนตรีหน้าใหม่ ที่เข้าป้ายในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร
เป็น สส.ของพรรคเพื่อไทย คนเดียวในเขต กทม. สามารถแหวกกระแสพรรคส้ม ก้าวไกลได้สำเร็จ
เป็น รมช.มหาดไทย ที่เป็นผู้หญิงคนแรกในรอบ 28 ปี นับจากคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่นั่งเก้าอี้ตัวนี้ในรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา
หากไม่นับ ซาบิดา ไทยเศรษฐ์ ที่ถูกเปลี่ยนตัวมาเป็น รมช.มหาดไทย แทนบิดา ชาดา ไทยเศรษฐ์ ในนาทีสุดท้ายเพราะติดปมคุณสมบัติ
เส้นทางการเมือง อิ่ม-ธีรรัตน์ เล่าว่า คุณพ่อ (วิบูลย์ สำเร็จวาณิชย์) ทำงานการเมืองท้องถิ่น เคยเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ปี 2518 แต่ด้วยความที่ลูกเยอะ มีพี่น้องทั้งหมด 8 คน พ่อเลยถอยออกมา เพราะมีภาระทางบ้าน จึงมาอยู่เบื้องหลังการเมือง แม้พ่อไม่มีตำแหน่งอะไร แต่พ่อกับแม่พื้นเพดั้งเดิม เป็นชาวลาดกระบัง ทำให้เราได้เจอชาวบ้านเยอะมาก
บ้านปิดตอนเที่ยงคืน ตี 1 ตี 2 ใครผ่านมาเจอก็คุยกัน เอาปัญหามาเล่า มาให้ความช่วยเหลือ เราจึงซึมซับตรงนี้ ช่วงที่เรียนจบจากต่างประเทศ (สหวิทยาการศึกษา จากมหาวิทยาลัยเซ็นทรัลควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย) ได้ไปทำงานที่ธนาคารกสิกรฯ สำนักงานใหญ่ได้ 1 ปี
ปรากฏว่ามีพรรคเพื่อไทยถามผ่านมายังคุณพ่อจะให้ลงเล่นการเมือง พ่อก็ให้พรรคไปถามลูกสาวเอาเอง ในช่วง 1 ปี ก่อนการเลือกตั้ง เราก็เลยลงพื้นที่มาเรื่อย ๆ ลงไปสัมผัสงานในชุมชน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ได้เข้ามา
ทว่าตอนที่ “ธีรรัตน์” ได้รับการทาบทามจาก “วิชาญ มีนชัยนันท์” ประธานภาค กทม.พรรคเพื่อไทย ให้ลงเล่นการเมืองผ่านผู้เป็นพ่อ แต่การเมืองช่วงปี 2552-2553 เป็นปีที่การเมืองลุกเป็นไฟ
“ตอนนั้นการเมืองดุเดือด เพราะมีเรื่องของเสื้อเหลือง เสื้อแดง และเสื้อแดงถูกมองว่าเหมือนจะเป็นฝ่าย Aggressive สร้างความรุนแรงในบ้านเมือง และตอนนั้นสื่อก็ค่อนข้างน้อยที่เสนอข่าวสองด้าน ส่วนใหญ่โปรในฝั่งของเสื้อเหลืองที่เป็นอำนาจรัฐอยู่ในขณะนั้นมากกว่า”
ในออฟฟิศ (ธนาคารกสิกรฯ) ก็มีการพูดเรื่องการเมือง เสื้อเหลือง เสื้อแดงเหมือนกัน แต่เราไม่ได้ Take Side ว่าฝั่งไหน
“เพื่อนที่ออฟฟิศก็รับข่าวทั้งสองด้าน ไม่ได้มากน้อยกว่ากัน พอเราไปลงสมัคร ส.ส.ด้วยความคุ้นเคยก็แสดงความยินดี เพราะเราต้องออกจากงานเก่า เพื่อมาเริ่มงานเป็นนักการเมือง เขาก็เชื่อมั่นในตัวเรา ว่าเราจะมาแก้ปัญหาที่เกิดความขัดแย้งได้ ปัจจุบันก็ยังติดต่อเพื่อน ๆ อยู่
แม้เป็นนักการเมือง “หน้าใหม่” ลงสนามเลือกตั้งเป็นครั้งแรก แต่ก็เอาชนะ “สลวยเลิศ กิมสูนจันทร์” จากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคที่เป็นเจ้าของพื้นที่เดิมไปได้กว่า 2 หมื่นคะแนน
“ต้องยอมรับว่าความที่เราอยู่กับประชาชน สั่งสมมาตั้งแต่อดีต และความคุ้นเคยกัน บางคนเป็นเสื้อแดง แต่ไม่รู้หรอกว่าจะลงเพื่อไทย เขาบอกว่าถ้าทำงานขนาดนี้ก็คือเลือก ทั้งที่เขาไม่รู้ว่าเราจะลงพรรคไหน พอลงพรรคเพื่อไทยเขาก็ดีใจมาก โดยที่ไม่ต้องพูดอะไรเยอะ”
“ส่วนพื้นที่ที่อยู่เสื้อเหลือง ด้วยความคุ้นเคยกับเรา เห็นเราทำงาน คิดว่าเป็นเหตุผลหนึ่งที่ประสบความสำเร็จ เรามีไอเดียให้เขาเห็นว่าเราอยากทำตรงนี้ และเขารู้สึกว่าถ้าตรงนี้เกิดขึ้นจริง ๆ ก็จะเกิดการพัฒนา”
ด้วยความที่พื้นที่ลาดกระบังเป็นพื้นที่เกษตรกร อุตสาหกรรม นักศึกษา คนนอกพื้นที่เข้ามาอยู่รวมกัน ดังนั้น ความหลากหลายเยอะ

ปี 2554 ที่ได้รับการเลือกตั้ง ได้ประสานให้น้ำประปาเข้าพื้นที่ได้ แม้ไม่ใช่หน้าที่ แต่ก็ทำให้เขาเห็นว่าคือความตั้งใจจริง เราไม่ได้มีหน้าที่ไปออกกฎหมายอย่างเดียว เรื่องอื่นไม่ต้องสนใจ…ไม่ได้
อีกอย่างคือนโยบายที่พรรคเพื่อไทยเคยทำแล้วประสบความสำเร็จ มันถูกตอกย้ำ เพราะพื้นที่ลาดกระบังได้รับประโยชน์จากนโยบายในอดีต ทั้งพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชนมาเยอะ มีการสืบเนื่องมากันมา ไม่ใช่จากเราเพรียว ๆ แต่ความเชื่อในตัวพรรคมีอยู่แล้ว เราก็มาตอกย้ำว่าเราจะสานต่อในสิ่งที่จะถึงมือประชาชนจริง ๆ
“เช่น พื้นที่มีเกษตรกร เราสามารถพูดเรื่องจำนำข้าวได้ ประชาชนก็รับนโยบายนี้ เพราะชีวิตเขาดีขึ้น เขารวยขึ้น มีเงินใช้มากขึ้น”
ธีรรัตน์ได้เคยพูดถึงบทบาท “แพทองธาร” ครั้งที่ยังเป็นเพียงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในนามพรรคเพื่อไทย “ธีรรัตน์” มองว่า
“คุณอิ๊งค์ เคยพูดบนเวทีว่าเรียนรู้การเมืองตั้งแต่อายุ 12 เห็นมาตลอดว่าประชาชนโดนกระทำยังไง โดนกดขี่ข่มเหงยังไง และตรง ๆ เลย ท่านนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ได้เป็นตัวอย่างให้เขาในการทำงานทางการเมือง ดังนั้น คุณสมบัติตรงนี้สามารถที่จะมาเป็นประโยชน์กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกับประเทศได้”
“คุณอิ๊งค์มีผลงานในการประสบความสำเร็จในฐานะผู้บริหารบริษัท และยังมีคนรอบข้างที่ให้การสนับสนุนด้วย มีที่ปรึกษาที่ดี เรียกว่าความพร้อมที่จะเข้ามาทำงาน คือตัวเลือกหนึ่งที่ประชาชนสามารถเลือกได้ว่าอยากให้ใครเข้ามาทำงานเป็นตัวแทนของเขา”
“ถ้าถามว่าเป็นนายกฯ ได้ไหม ก็เป็นได้นะ เพราะประเทศเราตอนนี้เปิดกว้างให้คนรุ่นใหม่ คุณอิ๊งอายุน้อยกว่าเรา แต่ความสามารถเยอะมาก ดังนั้น ถามว่าเราต้องจำกัดนายกฯ เหรอว่าอายุเท่าไหร่ขึ้นไป แต่ถ้าเขามีความสามารถก็เป็นได้เหมือนกัน” เธอกล่าวปิดท้าย