สรรพากร มั่นใจปีงบฯ 67 รีดภาษีเข้าเป้า 2.28 ล้านล้านบาท
กุลยา ตันติเตมิท
สรรพากรมั่นใจปีงบฯ 67 จัดเก็บรายได้ตามเป้า 2.28 ล้านล้านบาท พร้อมตั้งเป้าจัดเก็บรายได้ปีงบฯ 68 ที่ 2.37 ล้านล้านบาท เติบโต 4.2% จากปีก่อน ชี้อยู่ระหว่างแก้ไขกฎหมายเก็บภาษีจากนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่-พร้อมลุยแก้กฎหมายเก็บภาษีผู้มีเงินได้จากต่างประเทศ สำหรับผู้พำนักในไทยเกิน 180 วัน แม้ไม่ได้นำเงินเข้ามาไทย
วันที่ 7 สิงหาคม 2567 นางสาวกุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมมั่นใจว่าปีงบประมาณ 67 (สิ้นสุด ต.ค. 67) จะสามารถจัดเก็บรายได้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ 2.28 ล้านล้านบาท เนื่องจาก 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ (ต.ค. 66-ส.ค. 67) สามารถจัดเก็บภาษีได้กว่า 1.96 ล้านล้านบาท สูงกว่าประมาณการเอกสารงบประมาณ 8,482 ล้านบาท หรือ 0.4% และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 47,911 ล้านบาท หรือกว่า 2.5% ประกอบกับมาตรการด้านภาษีของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา
โดยเฉพาะมาตรการ Easy E-Receipt เป็นตัวที่กระตุ้นการบริโภคภาคเอกชน ที่ช่วยเหลือประชาชนและร้านค้าที่เข้าร่วมออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) ซึ่งเป็นมาตรการภาษีสำหรับประชาชนที่ใช้บริการหรือซื้อสินค้าจากร้านค้าดังกล่าว สามารถนำมาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2567
นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศ ที่เป็นแรงส่งให้การจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการบริโภคภายในประเทศยังขยายตัวได้ดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนกว่า 7.7%
“ในปีงบประมาณ 2567 ใน 11 เดือนเราได้เกินเป้าคาดกว่า 8 พันล้านบาท ในอีก 1 เดือนที่เหลือ ยังมั่นใจว่าจะสามารถที่จะจัดเก็บได้ตามเป้าหมายไว้ที่ประมาณ 2.28 ล้านล้านบาท ขณะที่ปีงบประมาณ 2568 ตั้งเป้าจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรไว้ที่ 2.37 ล้านล้านบาท เติบโต 4.2% จากปีงบประมาณ 67” นางสาวกุลยากล่าว
ทั้งนี้การที่กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บรายได้ได้ตามเป้าหมายที่กระทรวงการคลังได้มอบหมายไว้
เป็นส่วนสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางการคลังของประเทศเอาไว้ได้ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์ ณ ขณะจัดทำประมาณการปี 2567 ซึ่งคาดว่า GDP จะขยายตัวกว่า 3.2% แต่ล่าสุดสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ปรับลดแนวโน้ม GDP ปี 2567 ว่าจะขยายตัวเพียง 2.5% จากตัวเลข GDP ครึ่งปีที่ขยายตัวต่ำที่เพียง 1.9% ถือเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้น จากความร่วมมือร่วมใจของเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากร
นางสาวกุลยากล่าวว่า กรมสรรพากรยังเดินหน้าสานต่อนโยบาย oneRD : ONE TEAM ONE SEAMLESS TAX ECOSYSTEM ที่ทำภาษีให้ง่ายและไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น โดยเตรียมความพร้อมสู่ระบบภาษีอาการที่เป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบ ในช่วงปี’68 กรมจะยกระดับบริการทางภาษีและแสดงข้อมูลทางภาษีให้ครบถ้วน โดยเปิดให้บริการ One Portal : My Tax โดยจะเริ่มให้บริการกลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และต่อยอดการกำหนดให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.3 ทางอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ซึ่งได้เริ่มใช้ในปีที่ผ่านมากับแบบ ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.1 ก และ ภ.ง.ด.1 ก พิเศษ
“My Tax คือจะเข้าไปทีเดียว และรู้ข้อมูลทุกอย่าง ว่าเคยถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ไหนบ้าง โดยจะขึ้นโชว์ทั้งหมด และในอนาคตอาจจะไม่ต้องเก็บเอกสารไว้แสดงให้กับกรม เนื่องจากข้อมูลจะเข้ามาทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นการเสียภาษีได้อย่างง่ายดาย” นางสาวกุลยากล่าว
นอกจากนี้ ได้วางแผนการพัฒนาน้องอารีย์ Chatbot ด้วยการนำ ChatGPT เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการตอบคำถาม ในมิติของการทำงานของเจ้าหน้าที่ กรมสรรพากรยังมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยการใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และการใช้เทคโนโลยี AI กับการประมวลผลข้อมูลภายในของกรมสรรพากร ร่วมกับข้อมูลที่ได้รับจากการเชื่อมโยง หรือแลกเปลี่ยนจากภายนอก เช่น ข้อมูลบัญชีทางการเงินที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะ ข้อมูลบัญชีพิเศษ จากอิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์ม ข้อมูลที่ได้รับจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศแบบอัตโนมัติ เป็นต้น
โดยจะช่วยในการประเมินและวิเคราะห์หาพฤติกรรมของผู้เสียภาษี ซึ่งจะช่วยเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรในการจัดกลุ่มผู้เสียภาษีตามความเสี่ยงและสามารถเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมในมิติต่าง ๆ เช่น การตรวจสอบก่อนการคืนเงินภาษี หากเป็นผู้เสียภาษีกลุ่มเสี่ยง ก็จะต้องถูกตรวจสอบอย่างละเอียด ก่อนคืนเงินภาษี สำหรับการสร้างความเป็นธรรมและความทั่วถึงในการจัดเก็บภาษีอากร
สำหรับการสร้างความเป็นธรรมและความทั่วถึงในการจัดเก็บภาษีอากร กรมสรรพากรยังคงให้ความสำคัญในการเสนอแนะและจัดทำนโยบายทางภาษีที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน เช่น การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขาย Low-Value Goods รวมทั้งปรับปรุงหลักเกณฑ์หรือกฎหมายการจัดเก็บภาษีให้มีความทันสมัย
โดยกรมอยู่ระหว่างเร่งเสนอกฎหมายและเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม ตามหลักการ Pillar2 การจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำ (Global Minimum Tax) ที่กำหนดให้กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่เสียภาษีเงินได้ในอัตราภาษีที่แท้จริงไม่น้อยกว่า 15% ซึ่งภาษีดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงระหว่างประเทศ ที่อยู่ในกรอบความตกลง องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD) ที่บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่จะต้องเสียภาษีในอัตราไม่น้อยกว่า 15% ซึ่งหากประเทศเราดำเนินการจะสามารถเก็บภาษีดังกล่าวได้เช่นเดียวกัน ซึ่งเรื่องนี้อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในการออกกฎหมาย
ขณะเดียวกันกรมอยู่ระหว่างเสนอ ครม. ยกร่างหลักการ เตรียมแก้กฎหมายมาตรา 41 ที่เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีเงินได้จากต่างประเทศของบุคคลธรรมดาที่อยู่ในประเทศไทยเกิน 180 วัน ที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี ซึ่งปัจจุบันหากมีเงินได้จากต่างประเทศ และนำเงินเข้ามาในประเทศไทยมีหน้าที่จะต้อง Declare และเสียภาษีเงินได้นั้น ๆ
อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบันหากยังไม่ได้นำเงินเข้ามาจะไม่ได้มีการเสียภาษี แต่หากในมุมของความเป็นธรรม World Wide Income เงินได้ไม่ว่าจะได้จากที่ใด หากพำนักอยู่ในประเทศนั้น ๆ เช่น สำหรับประเทศไทย ตามกฎหมาย หากอยู่เกิน 180 วันมีหน้าที่ต้องเสียภาษี โดยไม่จำเป็นต้องดูว่านำเงินเข้ามาหรือไม่ ซึ่งส่วนนี้จะต้องแก้ไขกฎหมาย เพื่อจะทำให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้เสียภาษี และต้องการที่จะบังคับใช้ให้ได้เร็วที่สุดในช่วงปี’68
“จากเมื่อก่อนบุคคลที่มีรายได้จากต่างประเทศและนำเงินเข้าประเทศถึงจะเสียภาษี แต่ในอนาคต หากอยู่ในไทยเกิน 180 วัน แต่มีรายได้จากต่างประเทศ จะเสียภาษีทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีดังกล่าว จะไม่เกิดการเสียภาษีซ้ำซ้อนระหว่างกัน ซึ่งหากบุคคลนั้นเสียภาษีแล้วในต่างประเทศ ไม่จำเป็นต้องเสียภาษีอีก แต่ทั้งนี้จะต้องมาสำแดงให้ทราบ” อธิบดีกรมสรรพากรกล่าว
ส่วนการจัดเก็บภาษีนำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาทนั้น ขณะนี้กรมศุลกากรเป็นผู้ดำเนินการจัดเก็บให้ ซึ่งขณะนี้กรมได้ร่วมกับผู้ประกอบการ แพลตฟอร์มต่าง ๆ กำลังพัฒนาระบบ เพื่อจัดเก็บจากแพลตฟอร์ม โดยแพลตฟอร์มจะเป็นผู้นำส่งภาษีสำหรับภาษี VAT 7% ของมูลค่านำเข้าสินค้านั้น ๆ ซึ่งขณะนี้เป็นช่วงการหารือและพัฒนาระบบ ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการใช้ได้ในช่วงต้นปี 2568