กยท.หนุนราวกันชนยางพารา ลดนำเข้า-เพิ่มใช้ยางในประเทศ 21 ตันต่อกิโลเมตร
กยท.สนับสนุนทุนวิจัยกว่า 14.6 ล้านบาท ผลักดันนวัตกรรม “ราวกันชนลูกกลิ้งยางพารา” สู่การใช้งานจริง ช่วยดูดซับแรงกระแทก ลดความรุนแรงอุบัติเหตุบริเวณทางโค้งและจุดเสี่ยง พร้อมลดพึ่งพาอุปกรณ์นำเข้า ประหยัดต้นทุนไม่น้อยกว่า 10,000 บาทต่อระยะราวกันชน 1 เมตร และเพิ่มการใช้ยางพาราในประเทศประมาณ 21 ตันต่อระยะราวกันชน 1 กิโลเมตร
นายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.ได้สนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพัฒนายางพารา ตามมาตรา 49 (4) วงเงินรวมกว่า 14.6 ล้านบาท ให้แก่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565-2568 เพื่อพัฒนา “ราวกันชนชนิดลูกกลิ้งยางพาราต้นแบบ” หรือ Rolling Guard Barrier สำหรับกันกระแทกบริเวณทางโค้งถนนทางหลวง จนสามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมยางที่นำไปใช้งานจริงได้
ราวกันชนลูกกลิ้งยางพาราถูกออกแบบให้เป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยบริเวณทางโค้งและจุดเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ มีคุณสมบัติช่วยดูดซับแรง กระจายแรง และเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ของรถเมื่อเกิดการชน เพื่อลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ ขณะเดียวกันยังเป็นการส่งเสริมการใช้ยางพาราในอุตสาหกรรมยางปลายน้ำ และลดการพึ่งพาการนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศ
ปัจจุบันอุปกรณ์ลักษณะดังกล่าวเดิมใช้ยาง EVA ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 50,000 บาทต่อระยะทางราวกันชน 1 เมตร แต่หากใช้ยางธรรมชาติในประเทศจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ไม่น้อยกว่า 10,000 บาทต่อเมตร และเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศได้ประมาณ 21 ตันต่อระยะราวกันชน 1 กิโลเมตร
นายโกศลกล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีความก้าวหน้าอย่างชัดเจน โดยสามารถผลิตลูกกลิ้งจำนวนมาก พร้อมจัดเตรียมชุดราวและเสาเหล็กสำหรับติดตั้ง ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในห้องปฏิบัติการ และเริ่มทดสอบการชนภาคสนามจริง โดยประยุกต์ใช้แนวทางมาตรฐาน MASH 2016 TL-3
“ผลิตภัณฑ์ราวกันชนลูกกลิ้งยางพารา นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของการผลักดันงานวิจัยสู่การใช้งานจริง จากการสนับสนุนของ กยท. ที่มีเป้าหมายยกระดับงานวิจัยยางพาราให้สามารถสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์” นายโกศลกล่าว
นายโกศลกล่าวเพิ่มเติมว่า กยท.มุ่งหวังว่าการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ใช้ยางพาราในประเทศต่อยอดเชิงพาณิชย์ จะช่วยเพิ่มมูลค่ายาง สร้างรายได้ให้เกษตรกรและภาคอุตสาหกรรม และสร้างรายได้เข้าประเทศถึง 700,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม และความปลอดภัยอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ กยท.ยังได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับ วว. เรื่อง “การส่งเสริมการใช้ทรัพยากรร่วมกันด้านการอบรม วิจัย พัฒนา และนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” เพื่อขยายระยะเวลาความร่วมมือจากที่ทั้งสองหน่วยงานได้ลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2564 โดยจะส่งเสริมการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมยางพาราร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งใช้ทรัพยากร องค์ความรู้ และศักยภาพของรัฐวิสาหกิจร่วมกัน ลดต้นทุนซ้ำซ้อนของหน่วยงาน พร้อมบูรณาการด้านการวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การอบรม และถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา และสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน
