กยท.ดันปุ๋ย 70:30 ลดต้นทุนสวนยาง หนุนตรวจดินก่อนใส่ปุ๋ย
กยท.ขานรับนโยบายกระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าแนวทางใช้ปุ๋ย 70:30 ส่งเสริมชาวสวนยางใช้ปุ๋ยเคมีให้ตรงค่าวิเคราะห์ดิน ควบคู่ปุ๋ยอินทรีย์-น้ำหมักชีวภาพ ลดพึ่งพาปุ๋ยเคมีอย่างเดียว หลังราคาปัจจัยการผลิตผันผวน หวังลดต้นทุน ฟื้นฟูคุณภาพดิน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยางพาราอย่างยั่งยืน
นายดิษฐเดช วัฒนาพร รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ กยท. เปิดเผยว่า กยท. เดินหน้าสนองนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขับเคลื่อนแนวทางใช้ปุ๋ย 70:30 เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว โดยสนับสนุนให้ใช้ปุ๋ยเคมีอย่างคุ้มค่าและตรงตามความต้องการของต้นยางตามค่าวิเคราะห์ดิน ควบคู่กับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนการผลิต ฟื้นฟูคุณภาพดิน เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต และยกระดับการผลิตยางพาราให้มีความยั่งยืนมากขึ้น
ท่ามกลางสถานการณ์ต้นทุนปัจจัยการผลิตภาคเกษตรที่ยังผันผวนสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งระหว่างประเทศ ส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและปัจจัยการผลิตภาคเกษตร โดยเฉพาะราคาปุ๋ยเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงกำหนดนโยบายสำคัญในการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยตามแนวทาง 70:30 ควบคู่กับการสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน และการพัฒนางานวิจัยด้านสารปรับปรุงดินและเกษตรชีวภาพ
สาระสำคัญของนโยบายดังกล่าว คือ การส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการใช้ปุ๋ยเคมีเป็นหลักเพียงอย่างเดียว ไปสู่การใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเหมาะสมและแม่นยำตามค่าวิเคราะห์ดิน ร่วมกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดต้นทุนการผลิต และฟื้นฟูสมบัติทางกายภาพของดินในระยะยาว
นายดิษฐเดชกล่าวว่า กยท.จึงมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางใส่ปุ๋ยเคมีอย่างคุ้มค่า ในอัตราที่เหมาะสมตามค่าวิเคราะห์ดิน ควบคู่กับการเลือกใช้ปัจจัยการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยสนับสนุนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากปลาหมอคางดำ และน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบจาก กยท.
ด้านนางสาวนภาวรรณ เลขะวิพัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กล่าวว่า ปัจจุบันปุ๋ยเคมีในท้องตลาดมีราคาสูงขึ้นต่อเนื่อง และบางรายอาจมีการจำหน่ายปุ๋ยผสมที่มีราคาแพงแต่ไม่ได้คุณภาพ ส่งผลให้ต้นยางพาราไม่ได้รับธาตุอาหารตามความต้องการอย่างเหมาะสม
ขณะเดียวกัน พื้นที่ปลูกยางแต่ละแห่งยังมีปัจจัยที่แตกต่างกัน ทั้งชนิดดิน คุณสมบัติของดิน ความต้องการธาตุอาหารตามอายุต้นยาง และพันธุ์ยาง ทำให้การใช้ปุ๋ยสูตรสำเร็จโดยไม่ทราบปริมาณธาตุอาหารในดิน อาจทำให้ต้นยางได้รับธาตุอาหารไม่เพียงพอ หรือเกินความจำเป็น
ปัญหาดังกล่าวไม่เพียงส่งผลกระทบต่อต้นยาง แต่ยังทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นโดยไม่เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น การตรวจวิเคราะห์ดินก่อนใส่ปุ๋ยจึงเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการใช้ปุ๋ยได้ถูกต้องตามหลักวิชาการ คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดกับต้นยาง
นางสาวนภาวรรณกล่าวเพิ่มเติมว่า เกษตรกรชาวสวนยางที่ต้องการทราบค่าปริมาณธาตุอาหารในดินก่อนปลูกยาง หรือก่อนการใส่ปุ๋ยยาง สามารถสอบถามวิธีการเก็บตัวอย่างดินจากเจ้าหน้าที่ กยท.ทุกแห่ง และสามารถส่งตัวอย่างดินมาวิเคราะห์ธาตุอาหารในดินได้ที่ศูนย์วิจัยยาง จังหวัดบุรีรัมย์ สถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย ตำบลร่อนทอง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ 31150 หรือโทรศัพท์ 0 4466 6079 และ 063 359 4199
ศูนย์วิจัยยางบุรีรัมย์มีห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ดินที่ได้รับการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และสามารถให้บริการวิเคราะห์ธาตุอาหารในดินตามวิธีมาตรฐานสากล เช่น ค่าความเป็นกรด-ด่างของดิน หรือ pH อินทรียวัตถุ หรือ OM ฟอสฟอรัส หรือ P โพแทสเซียม หรือ K แคลเซียม หรือ Ca แมกนีเซียม หรือ Mg และซัลเฟอร์ หรือ S
พร้อมกันนี้ ยังมีการส่งผลวิเคราะห์และคำแนะนำการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินให้แก่เกษตรกร เพื่อให้สามารถนำไปใช้วางแผนการจัดการสวนยางได้อย่างเหมาะสม
สำหรับการเก็บตัวอย่างดินในพื้นที่ปลูกยางพารา ควรเก็บก่อนการใส่ปุ๋ย หรือหากใส่ปุ๋ยไปแล้วควรเว้นระยะอย่างน้อย 45-60 วัน เพื่อหลีกเลี่ยงผลตกค้างของปุ๋ย โดยควรเก็บในขณะที่ดินมีความชื้นพอเหมาะ และกำจัดวัชพืชบริเวณหน้าดินออกก่อนเก็บตัวอย่าง
วิธีการเก็บตัวอย่างให้เก็บดินที่ระดับความลึกประมาณ 30 เซนติเมตรจากผิวดิน โดยสุ่มเก็บให้ทั่วแปลงจำนวน 10 จุดในปริมาณเท่า ๆ กัน แล้วนำมารวมเป็นตัวอย่างดิน 1 ตัวอย่าง ให้ได้น้ำหนักประมาณครึ่งกิโลกรัม คลุกเคล้าให้เข้ากัน ก่อนเก็บใส่ถุงพลาสติกที่สะอาด
ทั้งนี้ ควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีสิ่งปนเปื้อน เช่น ผงถ่าน มูลสัตว์ หรือจอมปลวก เพื่อให้ผลวิเคราะห์มีความแม่นยำมากขึ้น
การขับเคลื่อนนโยบายปุ๋ย 70:30 ในสวนยางจึงเป็นอีกแนวทางสำคัญในการช่วยเกษตรกรบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากราคาปุ๋ยเคมีที่ผันผวน และวางฐานการผลิตยางพาราที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับทิศทางเกษตรยั่งยืนในระยะยาว