คำถามเดียว เปลี่ยนมุมมอง พลิกเกมธุรกิจ
คอลัมน์ : SD Talk
ผู้เขียน : อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
ในเช้าวันจันทร์ที่แสนวุ่นวาย ธนากำลังจ้องมองตัวเลขยอดขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่องของบริษัทอุปโภคบริโภคที่เขาบริหารอยู่ด้วยความตึงเครียด แรงกดดันจากคณะกรรมการและคู่แข่งรายใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยบีบให้เขาต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
ด้วยความรีบร้อนที่จะเห็นผลลัพธ์ทันที ธนาเลือกที่จะอนุมัติงบประมาณการตลาดก้อนโตเพื่ออัดฉีดโฆษณา และออกคำสั่งให้ทีมขายเพิ่มชั่วโมงการทำงานเพื่อเร่งปิดยอดขาย ผลลัพธ์ในเดือนแรกดูเหมือนจะไปได้ดี ยอดขายกระเตื้องขึ้นมาเล็กน้อย ทว่าเมื่อเข้าสู่เดือนที่สามยอดขายกลับดิ่งลงไปจุดเดิม พร้อมกับความระส่ำระสายภายในองค์กร
ทีมงานเริ่มหมดไฟเพราะความเหนื่อยล้า และงบประมาณก้อนโตถูกใช้ไปโดยไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน เหตุการณ์ของธนาเป็นภาพสะท้อนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในองค์กรไทย ผู้นำจมอยู่กับปัญหาระดับพื้นผิว วิ่งวุ่นดับไฟรายวัน และแก้ไขปัญหาด้วยวิธีแก้แบบชั่วคราว อันเป็นผลมาจากการขาดทักษะสำคัญอย่าง “การแสดงความลุ่มลึกทางความคิด” (Demonstrating Intellectual Insights) ที่จะช่วยให้มองเห็นแก่นแท้ของอุปสรรคและพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้อย่างแท้จริง
เมื่อหันไปมองในเวทีระดับโลก ความท้าทายในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นโจทย์หินของผู้นำยุคใหม่ จากการศึกษาวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่ในรายการพอดคาสต์ของฮาร์วาร์ด บิสซิเนส รีวิว (Harvard Business Review) ภายใต้หัวข้อความสำคัญของความเร็วและความไว้วางใจในการแก้ปัญหายาก ๆ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2026 แอนน์ มอร์ริส ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะผู้นำและผู้ร่วมเขียนหนังสือเกี่ยวกับการขับเคลื่อนความเร็วและแก้ไขปัญหาด้วยความไว้วางใจ
ได้นำเสนอมุมมองที่น่าสนใจว่า ผู้นำส่วนใหญ่มักตกหลุมพรางสองประการเมื่อเจอกับปัญหาที่ซับซ้อนและทับซ้อน ประการแรกคือการใช้เวลานานเกินไปในการวิเคราะห์จนเกิดอาการอัมพาตทางความคิด หรือประการที่สองคือการด่วนตัดสินใจแบบฉาบฉวยโดยไม่มีเป้าหมายระยะยาว
มอร์ริสเสนอว่า การจะก้าวข้ามปัญหายาก ๆ เหล่านี้ได้ผู้นำต้องมีความลุ่มลึกในการกลั่นกรองข้อมูลที่ซับซ้อนเพื่อคัดแยกเอาปมปัญหาที่สำคัญที่สุดออกมาให้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการสร้างความไว้วางใจให้ทีมงานกล้าที่จะตั้งคำถามและท้าทายสมมติฐานเดิม ๆ ข้อมูลนี้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่ว่า หากผู้นำขาดความลุ่มลึกทางความคิด ปัญหาเหล่านั้นจะกลายเป็นเนื้อร้ายที่กัดกินองค์กรอย่างไม่มีวันสิ้นสุด
เรื่องราวความจำเป็นของทักษะนี้ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดลอย ๆ แต่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญภายใต้กลุ่มทักษะความเป็นผู้นำระดับสากลที่เรียกว่า IMPACT Leadership Model ซึ่งสลิงชอท กรุ๊ป ได้ศึกษาวิจัยร่วมกับ Center for Creative Leadership สถาบันพัฒนาผู้นำระดับโลก เพื่อค้นหาว่าทักษะแบบใดที่จะทำให้ผู้นำไทยสามารถยืนหยัดและแข่งขันได้ในระดับสากล
ทักษะการแสดงความลุ่มลึกทางความคิด (Demonstrating Intellectual Insights) ถูกกำหนดให้เป็นรากฐานสำคัญของคุณสมบัติผู้นำกลุ่ม Initiator ผู้เป็นแรงขับเคลื่อนนวัตกรรมและการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
ทักษะนี้ไม่ได้หมายถึงการที่ผู้นำต้องเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในห้องประชุม หรือเป็นผู้ที่มีคำตอบสำเร็จรูปให้ทุกเรื่อง แต่คือความสามารถอันยอดเยี่ยมในการมองสถานการณ์จากมุมมองใหม่ ๆ การคัดแยกความสับสนอลหม่านรอบตัวเพื่อจับแก่นกลางของปัญหา และที่สำคัญที่สุดคือความสามารถในการถามคำถามที่ทรงพลังและเฉียบคมเพื่อปลดล็อกศักยภาพทางความคิดของทีมงาน
หากเราต้องการเห็นภาพการนำทักษะนี้ไปใช้งานจริงในบริบทของประเทศไทย ตัวอย่างที่ชัดเจนและน่าชื่นชมที่สุดคนหนึ่งคือ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ในช่วงเวลาที่ธุรกิจโรงแรมต้องเผชิญกับมรสุมครั้งใหญ่และต้องปิดตัวโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ชั่วคราวเพื่อพัฒนาโครงการใหม่
ผู้นำทั่วไปอาจเลือกมองปัญหาเพียงแค่การรักษาตัวเลขทางบัญชีและตัดลดค่าใช้จ่าย แต่คุณศุภจีกลับแสดงความลุ่มลึกทางความคิดอย่างโดดเด่น เธอตั้งคำถามใหม่กับทีมงานว่า สินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของดุสิตธานีคืออะไร คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวตึก แต่อยู่ที่หัวใจของการบริการแบบไทยและพนักงานทุกคน
การมองปัญหาจากแง่มุมใหม่นี้ทำให้ดุสิตธานีไม่เพียงแค่รักษาพนักงานไว้ได้ แต่ยังสามารถกระจายความเสี่ยงด้วยการขยายไปสู่ธุรกิจใหม่ ๆ เช่น ธุรกิจอาหาร และการบริหารจัดการสินทรัพย์ประเภทอื่นที่ใช้บริการอันเป็นเลิศเป็นตัวนำ
ผลลัพธ์จากการมองอย่างลุ่มลึกและตั้งคำถามที่ถูกทิศทางในวันนั้น ช่วยเปลี่ยนผ่านดุสิตธานีจากกลุ่มโรงแรมดั้งเดิมไปสู่กลุ่มธุรกิจบริการที่หลากหลายและเติบโตอย่างยั่งยืนในปัจจุบัน
สำหรับผู้นำที่ต้องการเริ่มต้นเพาะพันธุ์ทักษะความลุ่มลึกทางความคิดนี้ในตัวเอง มีแนวทางปฏิบัติพื้นฐานที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที ประการแรกคือการหัดชะลอการด่วนสรุปเพื่อสืบสาวไปถึงต้นตอที่แท้จริงของปัญหา ทุกครั้งที่เผชิญหน้ากับอุปสรรค ลองถามตัวเองและทีมงานด้วยคำว่าทำไมอย่างน้อยห้าครั้งเพื่อก้าวข้ามผ่านอาการภายนอกและเจาะลึกไปถึงรากเหง้าของปัญหา
ประการที่สองคือการเปิดรับและแบ่งปันมุมมองจากภายนอกอยู่เสมอ ลองสละเวลาศึกษาแนวโน้มและนวัตกรรมใหม่ ๆ จากอุตสาหกรรมอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจของคุณ แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาจุดประกายบทสนทนาในทีมเพื่อช่วยกันระดมสมองมองหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ
และประการสุดท้าย คือการฝึกเป็นผู้ฟังที่ดีและตั้งคำถามเชิงรุกในการประชุมครั้งถัดไป แทนที่จะเป็นผู้บอกคำตอบทั้งหมด ลองเปลี่ยนมาใช้คำถามที่ช่วยท้าทายสมมติฐานเดิม ๆ เพื่อกระตุ้นให้ทีมงานได้ฝึกฝนการคิดเชิงวิเคราะห์ไปพร้อมกัน
สุดท้าย ความจริงที่น่ายินดีคือการเป็นผู้นำที่มีความลุ่มลึกทางความคิดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ผู้บริหารระดับสูงหรือบุคคลในหน้าประวัติศาสตร์เท่านั้น ไม่ว่ากำลังทำหน้าที่ในบทบาทใดก็ตาม หากเริ่มตระหนักรู้ถึงความสำคัญของทักษะนี้และตั้งใจฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เริ่มต้นจากการกล้าที่จะมองปัญหาในแง่มุมที่ต่างออกไป และหมั่นตั้งคำถามเพื่อค้นหาความจริง ก็จะสามารถเป็นผู้นำที่ดีขึ้นและประสบความสำเร็จได้ในแบบฉบับที่เป็นตัวของตัวเองในทุก ๆ วัน
ในขณะที่ก้าวเดินออกจากห้องประชุมในวันนี้ ลองหยุดคิดสักนิดแล้วถามตัวเองว่า ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ตรงหน้าเป็นปัญหาที่แท้จริง หรือเป็นเพียงอาการภายนอกที่กำลังรอคำถามที่เฉียบคมเพื่อปลดล็อกทางตันอยู่กันแน่ ?