เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

“กรมบัญชีกลาง” วอนเลิกนัดชุมนุม แจงระเบียบคลังไม่ใช้กับการจ้างลูกจ้างชั่วคราวของ สธ.

25 พ.ค. 2561 | 18:26น.

“กรมบัญชีกลาง” แจงจัดระเบียบส่วนราชการใช้เงินนอกงบประมาณจ้างลูกจ้างชั่วคราว ยันใช้กับทุกส่วนราชการยกเว้นกระทรวงสาธารณสุขไม่ต้องปฏิบัติตาม เหตุ สธ.มีระเบียบเงินบำรุงของตัวเอง วอนกลุ่มแพทย์ชนบนไม่ต้องนัดชุมนุมมาที่กระทรวงการคลัง 1 มิ.ย. แล้ว ด้านเลขาฯ ก.พ.ชี้รัฐต้องมีฐานข้อมูลเพื่อนำไปสู่การจ้างงานแบบใหม่ ๆในอนาคตที่ลดระยะเวลาจ้างลง

นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า การที่กรมบัญชีกลางออกระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ้างพนักงาน หรือ ลูกจ้างโดยใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณ พ.ศ. 2561 ที่ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา ก็เพื่อจัดระเบียบการใช้เงินนอกงบประมาณให้อยู่บนมาตรฐานเดียวกับเงินในงบประมาณ โดยเป็นการออกมาบังคับใช้กับทุกส่วนราชการ ยกเว้นส่วนราชการที่ได้รับการตกลงเป็นการเฉพาะกับกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง อย่างกรณีกระทรวงสาธารณสุข ที่มีข้อตกลงเรื่องระเบียบเงินบำรุงไปแล้ว

ดังนั้น จึงขอย้ำว่า กระทรวงสาธารณสุขไม่ต้องมาปฏิบัติตามระเบียบของกระทรวงการคลังที่ออกมาแต่อย่างใด ส่วนระเบียบเงินบำรุงนั้น หากมีข้อติดขัดในรายละเอียดคงต้องไปถามทางกระทรวงสาธารณสุขที่เป็นเจ้าของเรื่อง ซึ่งกรณีที่มีกลุ่มแพทย์ชนบทมีการนัดหมายจะมาชุมนุมที่กระทรวงการคลังในวันที่ 1 มิ.ย.นั้น คงไม่ต้องมาแล้ว เนื่องจากไม่เกี่ยวกับระเบียบกระทรวงการคลัง

“ลูกจ้างชั่วคราว คือลูกจ้างที่มีอายุการจ้างงานไม่เกิน 1 ปี ถือว่าเป็นกำลังคนของรัฐ โดยการจ่ายเงินค่าจ้าง จ่ายได้จาก 2 แหล่ง คือเงินในและเงินนอกงบประมาณ ซึ่งปัจจุบันการจ้างลูกจ้างชั่วคราวโดยใช้เงินในงบประมาณแทบจะไม่มีแล้ว เหลือเฉพาะบางหน่วยงานที่มีภารกิจต่อเนื่องหรือสำคัญ ก็จะเหลือแต่การจ้างจากเงินนอกงบประมาณ จึงต้องมีการออกระเบียบรองรับ” นางสาวสุทธิรัตน์กล่าว

ทั้งนี้ ปัจจุบันกรมบัญชีกลางไม่มีตัวเลขการใช้เงินนอกงบประมาณทั้งหมด ว่าแต่ละปีมีการใช้จ่ายไปเท่าใด เนื่องจากเป็นเงินนอกงบประมาณ ซึ่งแม้แต่สำนักงบประมาณก็มีตัวเลขไม่ครบทั้งหมด

“ปัจจุบันรัฐบาลไม่รู้ว่า มีการนำเงินนอกงบประมาณไปจ้างลูกจ้างเป็นเงินเท่าไหร่บ้าง ใช้ทำอะไรบ้าง แล้วก็ทำให้เกิดความลักลั่นที่แต่ละหน่วยงาน อาจจะจัดจ้างไม่เหมือนกัน เราเลยต้องจัดระเบียบ โดยออกระเบียบตัวนี้ขึ้นมา ซึ่งใช้เฉพาะส่วนราชการ ดังนั้นหน่วยงานไหนไม่ใช่ส่วนราชการก็ไม่จำเป็นต้องใช้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน ศาลยุติธรรม” นางสาวสุทธิรัตน์กล่าว

นางสาวสุทธิรัตน์ กล่าวว่า นอกจากกระทรวงสาธารณสุขที่ได้ตกลงกับกระทรวงการคลัง ที่จะใช้ระเบียบเงินบำรุงของตัวเองไปแล้วนั้น ส่วนราชการอื่น ๆจะต้องปฏิบัติตามระเบียบของกระทรวงการคลัง โดยส่วนราชการใดที่มีการจ้างลูกจ้างชั่วคราว ไปก่อนหน้าระเบียบนี้บังคับใช้ ก็ให้ดำเนินการต่อไปตามเดิมจนกระทั่งหมดสัญญา แต่หลังจากนั้นเมื่อจะจ้างต่อ ก็ค่อยส่งเรื่องมาให้กระทรวงการคลังอนุมัติ

ทั้งนี้ กรมบัญชีกลาง ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีปฏิบัติในการจ้างลูกจ้างชั่วคราวเงินนอกงบประมาณไว้ ดังนี้ 1) หลักเกณฑ์พิจารณา จะพิจารณาตำแหน่ง หน้าที่ วุฒิการศึกษา อัตราค่าจ้าง เหตุผลความจำเป็น หากสอดคล้องเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ก็ต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กำหนดไว้ ซึ่งจะกำหนดเป็นรายตำแหน่ง

หรือหากต้องการขอเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนด เช่น กรณีขอจ้างเกินระยะเวลา 1 ปี เช่น ต้องเป็นไปตามนโยบาย หรืองาน/โครงการที่มีกำหนดระยะเวลาเกิน 1 ปี หรือกรณีการขอเกินกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ก็จะพิจารณาความรู้ความสามารถ ความเหมาะสม ประสบการณ์ทำงาน ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความสามารถเฉพาะด้าน

นอกจากนี้ กรมบัญชีกลางยังได้กำหนดปฏิทินการดำเนินการ โดยกำหนดให้ส่วนราชการยื่นขอตกลงกับกรมบัญชีกลางภายในเดือน ก.ค. ก่อนสิ้นปีงบประมาณ ซึ่งจะมีระยะเวลาพิจารณาภายใน 1 เดือน หลังจากได้รับหนังสือขอทำความตกลง ทั้งนี้ จะมีการกำหนดแบบฟอร์มในการขอข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาให้ด้วย

“ถ้าหน่วยงานขอมาในกรอบที่กำหนด ก็จบเลย แต่ถ้าหน่วยงานอยากขอจ้างเป็นพิเศษ เพราะเขามีความรู้ มีประสบการณ์ จึงอยากจ่ายค่าจ้างเขามากกว่าขั้นต่ำ ก็แจ้งมาในใบคำขอ ซึ่งถ้าแจ้งมาเราก็ให้ แต่ถ้าไม่แจ้งมาเราก็ให้ไม่ได้ ดังนั้นก็บอกความต้องการของหน่วยงานมา เรามีหน้าที่พิจารณา ถ้ามีเหตุผลความจำเป็น เราก็ตัดไม่ได้ ก็ให้เป็นไปตามที่ขอมา” นางสาวสุทธิรัตน์กล่าว

นางเมธินี เทพมณี เลขาธิการ ก.พ. กล่าวว่า ตามยุทธศาสตร์ชาติ จะมีการพูดถึงการบริหารกำลังคนภาครัฐ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของทุกประเทศ เนื่องจากประชากรอายุยืนขึ้น ทำให้การบริหารจัดการด้านสาธารณสุขจะยากขึ้น ดังนั้นภาครัฐจึงต้องมีข้อมูลฐานกำลังคนที่ชัดเจน เพื่อจะสามารถหมุนกำลังคนไปทำเรื่องใหม่ ๆได้ รวมถึงเรื่องค่าตอบแทนก็ต้องมองเป็นภาพใหญ่ จะได้รู้ว่าค่าตอบแทนเหมาะสมหรือไม่ และในอนาคตจะกำหนดการจ้างงานเป็นระยะที่สั้นลงในบางประเภท บางตำแหน่งงาน เนื่องจากกำลังคนในส่วนที่ว่านี้จะไปทำงานภาคเอกชนกันมากขึ้น

“ดังนั้นคนที่เราจะรักษาไว้ในระบบราชการ ก็จะต้องดูความพอดี วันนี้ที่มีการทำระเบียบกระทรวงการคลังขึ้นมา จะทำให้เราได้ตัวเลขฐานข้อมูลที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งสำคัญกับ ก.พ. ที่ไม่ได้ดูเฉพาะข้าราชการพลเรือนที่มี 4 แสนคนเท่านั้น แต่ต้องดูกำลังคนภาครัฐอีก 3 ล้านคน ดังนั้นค่าใช้จ่ายในการดูแลกำลังคนก็ต้องพอดี และนำไปสู่การบริหารจัดการกำลังคนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเราจะได้มีโอกาสว่าจ้างงานแบบใหม่ ๆเพิ่มขึ้นอีก” นางเมธินีกล่าว