ทองคำแท่ง
ประวัติศาสตร์ทองคำตั้งแต่เป็นแร่ธาตุ เครื่องประดับ เบื้องหลังระบบการเงินโลก จนถึงเครื่องมือของเหล่ามิจฉาชีพ
ย้อนไป 40,000 ปีก่อนคริสตกาล มนุษย์เริ่มรู้จักทองคำครั้งแรกรูปแบบเกล็ด จากร่องรอยที่พบในสุสานวาร์นา ประเทศบัลแกเรีย ก่อนเริ่มนำมาใช้ช่วงอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ด้วยความแวววาวสวยงาม, ความเป็นโลหะที่มีมากกว่าแร่ธรรมชาติชนิดอื่น ทั้งขุดพบเจอได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ทองคำจึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องประดับด้วยเครื่องมือพื้นฐานยุคนั้น
โดยเฉพาะ “ยุคอียิปต์” ที่ให้ความสำคัญกับทองคำมาก ถูกใช้ตกแต่งในพิธีกรรมทางศาสนา และยกให้เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ผู้ที่สวมใส่ทองยุคนั้นจึงมีแต่ผู้มียศถาบรรดาศักดิ์
ตัวกลางครั้งแรก “เชเกล (Shekel)”
ทองคำมีช่วงเวลาสำคัญที่หลากหลาย ต่อไปนี้คือไทม์ไลน์หลักที่น่ารับรู้
- 1,500 ปีก่อนคริสตกาล ทองคำกลายมาเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการ อียิปต์สร้างเหรียญที่ชื่อว่า “เชเกล (Shekel)” มีน้ำหนัก 11.3 กรัม ทำมาจากโลหะอิเล็กตรัม ประกอบด้วยทองคำและเงิน
- ช่วงเวลาเดียวกันกับการทดสอบความบริสุทธิ์ของทองคำด้วยไฟ ซึ่งถูกค้นพบโดยชาวบาบีโลเนีย
- 560 ปีก่อนคริสตกาล เมืองลิเดีย อาณาจักรเอเชียไมเนอร์ เริ่มผลิตเหรียญทองคำบริสุทธิ์ครั้งแรกเรียกว่า “ออเรียส (Aureus)” เป็นที่มาของสัญลักษณ์ทางเคมี Au ในตารางธาตุ
- ค.ศ. 1284 สาธารณรัฐฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลีได้ผลิต “Ducat” เหรียญกษาปณ์ที่ทำจากทองคำครั้งแรก และกลายมาเป็นสกุลเงินทองคำที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก
- ค.ศ. 1344 บริเตนใหญ่ ประเทศอังกฤษได้ผลิต “ฟลอริน” เหรียญทองคำเหรียญแรก
- ค.ศ. 1787 สหรัฐอเมริกาได้ผลิตเหรียญทองคำขึ้น
- ค.ศ. 1792 สหรัฐผ่านพระราชบัญญัติเหรียญกษาปณ์ ซึ่งทำให้ประเทศมีมาตรฐานเงิน-ทอง คงอยู่ในรูปแบบเดียว
- ค.ศ. 1848 มาร์แชลพบสะเก็ดทองคำในลำธาร จุดเริ่มต้นของ “การตื่นทองในแคลิฟอร์เนีย (California Gold Rush)” จนเกิดการตั้งถิ่นฐานในอเมริกาตะวันตกเพิ่มมากขึ้น
- ค.ศ. 1868 George Harrison ค้นพบทองในทวีปแอฟริกา หลังจากนั้นหลายประเทศเริ่มทำเหมืองขุดทองคำมากขึ้น และมูลค่าของทองคำก็ถูกผูกเข้ากับเงิน จนเกิดเป็น “ระบบมาตรฐานทองคำ”
ทองคำค้ำค่าเงิน
สหราชอาณาจักรเป็นประเทศแรกที่เริ่มผูกค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงไว้กับปริมาณทองคำ โดยเรียกวิธีการนี้ว่า “ระบบมาตรฐานทองคำ (The Gold Standard)” ที่ใช้ทองคำในการค้ำประกันค่าเงินสำหรับการพิมพ์ธนบัตร ทองคำเลยถูกผูกไว้กับระบบการเงินของประเทศต่าง ๆ มากขึ้น และได้รับความนิยมในฐานะตัวชี้วัดความมั่งคั่งทางการเงินของแต่ละประเทศ
อังกฤษจึงกลายมาเป็นผู้นำการปฏิวัติอุตสาหกรรม, การค้าระหว่างประเทศ และเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลก ทำให้เงินปอนด์สเตอร์ลิงได้รับความน่าเชื่อถือเป็นอย่างมาก ประกอบกับการรุ่งเรืองของเหมืองทองคำในสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และแอฟริกาใต้ ในขณะนั้นที่ทำให้ปริมาณทองคำของโลกเพิ่มขึ้น
ดำเนินมาจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ค.ศ. 1914 ประเทศต่าง ๆ ที่เข้าร่วมสงครามประกาศยกเลิกแลกเปลี่ยนเงินตรากับทองคำ รวมถึงห้ามส่งออกทองคำเพื่อรักษาทุนสำรองของประเทศ เป็นเหตุให้ประเทศอื่นได้ทยอยยกเลิกใช้ระบบนี้เช่นเดียวกัน ทำให้ระบบมาตรฐานทองคำถูกลดความสำคัญลงอย่างมากในปี ค.ศ. 1932
ก่อนจะมีระบบมาตรฐานใหม่ขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยสหรัฐอเมริกาที่ต้องการพิมพ์ธนบัตรมาใช้จ่ายในการทำสงคราม เป็นผลให้ทั้งโลกหันมาใช้ “เบรตตันวู้ด (Breton Wood)” ระบบที่ผูกสกุลเงินดอลลาร์ไว้กับทองคำเพียงสกุลเดียว ส่งผลให้ประเทศอื่นเปลี่ยนการค้ำประกันทองคำมาเป็นเงินดอลลาร์แทน และดอลลาร์ก็กลายมาเป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลก
แต่ด้วยสภาวะสงครามที่ยังไม่จบลง อังกฤษต้องการนำเงินดอลลาร์ที่มีอยู่แลกกับทองคำจำนวนมาก ซึ่งสหรัฐไม่สามารถหามาให้ได้ ทำให้ความเชื่อมั่นในระบบเบรตตันวู้ดลดลง สุดท้ายแล้ว “ริชาร์ด นิกสัน” ประธานาธิบดีสหรัฐ จึงยกเลิกการผูกเงินดอลลาร์ไว้กับทองคำอย่างเป็นทางการ นับเป็นจุดสิ้นสุดของระบบมาตรฐานนี้ในปีคริสต์ศักราช 1971
สำหรับข้อเสียของระบบมาตรฐานทองคำ หนังสือชื่อ “เศรษฐศาสตร์ 101” เขียนโดย “อัลเฟรด มิลล์” นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ ระบุว่า แม้จะเป็นระบบที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย และนำมาใช้ในระดับสากลโลก แต่มันกลับจำกัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่โดยปกติแล้วเมื่อกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ปริมาณเงิน (Money Supply) ก็ควรเติบโตขึ้นด้วย
หากแต่มาตรฐานนี้กำหนดให้เงินต้องหนุนด้วยทองคำ เมื่อเกิดภาวะทองคำหายาก จึงเป็นการจำกัดความสามารถในการผลิตสินค้าทุนให้เติบโตได้อย่างไม่เต็มที่ ด้วยเหตุผลนี้ การมองความมั่งคงของประเทศหนึ่งด้วยปริมาณทองคำจึงไม่ใช่เรื่องถูกต้อง แต่ควรมองผลรวมของสินค้าและบริการที่ผลิตออกมามากกว่า
เพราะเมื่อธุรกิจขยายตัว ความต้องการในการซื้อเครื่องมือ โรงงาน และอุปกรณ์จะเพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการในการผลิตและอุปสงค์ของผู้บริโภค
ปัจจุบันยังสำคัญ ?
แม้ว่าระบบมาตรฐานทองคำจะถูกลดความสำคัญลง แต่ทองคำยังคงมีบทบาทสำคัญต่อโลก สังเกตได้จากเมื่อเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง หรือชะลอการเติบโต ราคาทองคำจะเพิ่มขึ้นสวนทางกับทิศทางของเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างสถานการณ์ระหว่างรัสเซียกับยูเครนเมื่อเดือนมีนาคม 2567 ที่ยกระดับความตึงเครียดมากขึ้น เป็นเหตุให้ราคาทองพุ่งขึ้นกว่า 20 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ราคาเฉียด 2,180 เหรียญ
คล้ายกับกรณีสงครามอิสราเอล-ฮามาส ส่งผลให้ราคาทองในไทยเดือนเมษายนที่ผ่านมา ปรับขึ้นถึงจุดสูงสุดทะลุ 40,000 บาท ผลมาจากความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความต้องการทองคำของธนาคารกลางจากกระแสการลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์ที่มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ จึงหันมาถือทองคำในเงินทุนสำรองมากขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยง
ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีแรงซื้อทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกอย่างแข็งแกร่ง เป็น 2 ใน 3 ปัจจัย นั่นคือคำตอบว่า ทำไมทองคำจึงกลายมาเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” (Safe Haven Asset) ที่มีความผันผวนต่ำกว่าหุ้น บิตคอยน์ หรือสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ
แต่ความแน่นอน คือ ความไม่แน่นอน
ขณะที่คณาจารย์จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ จุฬาฯ แสดงความเห็นโดยเขียนระบุไว้ในบทความ “ทองคำยังเป็นสรวงสวรรค์แห่งความปลอดภัยอยู่หรือไม่” ว่า ทองคำเป็น 1 ในสินทรัพย์ที่สำคัญของนักลงทุนในการกระจายความเสี่ยง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ความแน่นอน คือ ความไม่แน่นอน” (Uncertainty is Centainty)
การที่ทองคำเคยเป็นสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยที่แข็งแกร่งในอดีต อาจไม่ใช่สิ่งที่สามารถยืนยันอนาคตได้ว่าจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป ปัจจุบันทองคำจึงเป็นเพียงสินทรัพย์ในการกระจายความเสี่ยง และไม่ได้มีบทบาทสำคัญเป็นอันดับหนึ่งของนักลงทุน
ทั้งนี้ ทองคำยังคงมีบทบาทด้านการเป็นเครื่องประดับและเครื่องสะสมมูลค่า (Stove of Value) ในประเทศตะวันออกกลางและอินเดีย จากการครองตลาดใหญ่ที่สุดด้านเครื่องประดับทองคำมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004 โดยที่อินเดียมีอุปสงค์ในทองคำมากถึง 1 ใน 5 ของโลก
และด้านอุตสาหกรรม ด้วยคุณสมบัติของทองคำที่มีเอกลักษณ์พิเศษ ทำให้ทองคำกลายมาเป็นส่วนประกอบในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ อาทิ อุปกรณ์ทางการแพทย์, รถยนต์, โทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์พกพา ซึ่งอุปสงค์ในทองคำด้านอุตสาหกรรมนี้คิดเป็นร้อยละ 12
การลวงหลอก
ทองคำไม่ได้เป็นแค่แร่ธาตุ เครื่องประดับ สินทรัพย์ในการลงทุนและเก็งกำไรเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่ถูกใช้ในการลวงหลอกของเหล่ามิจฉาชีพ ดังกรณีร้านค้าทองออนไลน์ที่กำลังตกเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ในปัจจุบัน ทางร้านเล่นกับความต้องการและความไม่รู้ของคน โดยใช้ “ราคา” และโปรโมชั่นการตลาดเป็นตัวล่อในการดึงดูดและเชื้อเชิญให้หลงเชื่อ
ปัจจุบันมีผู้ถูกลวงหลอกไม่ต่ำกว่า 155 คน และคาดว่ามูลค่าเสียหายมากกว่า 2 ล้านบาท
หนึ่งในผู้ถูกหลอกพูดผ่านสื่อว่า ตัดสินใจซื้อทองกับร้านนี้มูลค่ากว่าหนึ่งแสนบาท เนื่องจากแม่ค้ามีภาพลักษณ์น่าเชื่อถือ เป็นคนใจบุญ ชอบช่วยเหลือคนผ่านคอนเทนต์ให้เห็นมากมาย จึงคิดว่าเงินที่ตนจ่ายไปจะนำไปช่วยเหลือคนที่กำลังลำบาก ขณะที่ตนก็ได้ทองมาสะสม และได้ช่วยเหลือคนอื่นในเวลาเดียวกัน
สิ่งสำคัญที่ผู้บริโภคควรทราบคือ ทองคำมี “ราคากลาง” ในการซื้อขาย ซึ่ง สมาคมค้าทองคำ เป็นผู้กำหนดราคา โดยพิจารณาจากราคาตลาดโลก ค่าเงินบาท อัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงอุปสงค์และอุปทานภายในประเทศ เพราะฉะนั้นถือเป็นเรื่องเสี่ยงอย่างมากสำหรับราคาซื้อขายที่ต่ำกว่าตลาด หรือมีโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมจนน่าตกใจ
อ้างอิงข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ, มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, MoneyBuffalo