Skip to content

เงินหมื่นปลุกชีพเศรษฐกิจท้องถิ่น ทั่วประเทศแห่ช็อป-รอเฟส 2 กระตุ้นซ้ำ

02 ต.ค. 2567 | 08:00น.
เงินหมื่นปลุกชีพเศรษฐกิจท้องถิ่น ทั่วประเทศแห่ช็อป-รอเฟส 2 กระตุ้นซ้ำ

ทั่วประเทศพอใจแจกเงินหมื่นปลุกชีพเศรษฐกิจท้องถิ่น ประธานเอสเอ็มอีภาคเหนือชี้แก้ตรงจุด เงินหมื่นถือเป็นความหวัง แต่อยากให้ต่อยอดช่วยพัฒนาทักษะกลุ่มรากหญ้าด้วย ห้างดังแพร่เผยร้านค้าท้องถิ่นได้ประโยชน์โดยตรง แต่หากเป็นเงินดิจิทัลน่าจะได้มากกว่านี้ ประธานพัฒนาเศรษฐกิจอีสาน มองช่วยลดแรงกดดันด้านเศรษฐกิจให้ประชาชน ส่วนห้างใหญ่ภาคใต้ประเมินช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ระดับหนึ่ง

ภาคเหนือชี้แจกหมื่น-แก้ตรงจุด

ความคืบหน้าการแจกเงิน 1 หมื่นบาทให้กลุ่มคนพิการและเปราะบางเฟสแรก ทำให้การจับจ่ายในพื้นที่หลายจังหวัดทั่วประเทศคึกคักมากขึ้น โดยนายบุญชู กมุทมาโนชญ์ ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ภาคเหนือ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในขณะนี้เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง ไม่มีเงินหมุนเวียน การเดินหน้าแจกเงินหมื่นเป็นเงินสดให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางหรือยากจน ถือว่ารัฐบาลได้แก้ไขปัญหาตรงจุด เพียงแต่เป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจขนาดเล็กที่สร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจได้ในระยะสั้นเท่านั้น

“เงิน 10,000 บาทถือเป็นความหวัง เพราะประชาชนกลุ่มเปราะบางมักเป็นกลุ่มที่อยู่ในท้องที่ตัวเอง ทำให้ค่าใช้จ่ายหลัก คือด้านสินค้าอุปโภค-บริโภค นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสที่ดีสำหรับบางครอบครัวได้นำเงินส่วนนี้ไปต่อยอดธุรกิจ เพราะชาวบ้านบางส่วนไปรอตั้งแต่ตี 4 ตี 5 เขาน่าจะจนจริง ๆ เพราะถ้าจนไม่จริงจะไม่รีบใช้เงินขนาดนั้น บางคนบอกว่าไม่ได้จับธนบัตรใบละ 1,000 บาทมานาน จำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ บางคนกำไว้แน่น กลัวหาย” นายบุญชูกล่าว

ชงต่อยอดอุ้มรากหญ้า

นายบุญชูกล่าวต่อไปว่า ในกรณีที่ประชาชนบางส่วนนำเงินไปใช้หนี้ จนอาจจะไม่เหลือเงินมาใช้สอยตามวัตถุประสงค์ของโครงการ มองว่าไม่มีความกังวล เพราะส่วนใหญ่ในต่างจังหวัดเป็นการกู้ยืมเงินในเครือญาติ ที่สุดท้ายแล้วเงินจะถูกนำไปหมุนเวียนในเศรษฐกิจอยู่ดี แต่หลังจากนี้รัฐจะต้องทำอย่างไรต่อไป ที่จะสร้างประโยชน์จากแรงกระเพื่อมครั้งนี้ได้ เช่น กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน จะต้องเร่งพัฒนาทักษะอาชีพพื้นฐาน โดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้าให้สามารถหารายได้ภายในชุมชนได้

“โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมา มีช่องว่างเรื่องการคัดกรองกลุ่มเปราะบาง ทำให้เงินไม่ไปลงกับกลุ่มเปราะบางอย่างทั่วถึง หากเป็นไปได้อยากให้รัฐกลับมาทบทวน โดยการใช้ประชาคมหมู่บ้านจัดสรรให้ผู้นำชุมชน หรือผู้นำท้องถิ่นได้เป็นผู้คัดกรองเอง”

ส่วนเงินดิจิทัลวอลเลต ในเฟส 2 ทำให้เกิดการใช้เงินที่เป็นระบบมากขึ้น ช่วยจำกัดการใช้หนี้ที่ไม่เกิดประโยชน์ สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ผู้ประกอบการร้านธงฟ้าฯ กลับมาคึกคัก อย่างไรก็ตาม อาจเกิดความเหลื่อมล้ำในหมู่ผู้ประกอบการ เนื่องจากโครงการดังกล่าวใช้ได้เฉพาะร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น ดังนั้น ร้านค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ เช่น ร้านอาหารข้างทางรายเล็กก็จะไม่ได้รับประโยชน์ในส่วนนี้

แพร่แห่ใช้แบงก์พันซื้อสินค้า

นางปวีณา เปรมนิรันดร ผู้บริหาร บริษัท แสงไทย แพร่ จำกัด ผู้ดำเนินกิจการห้างสรรพสินค้ามาร์คโฟร์ แพร่ และมาร์คโฟร์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต (ห้างท้องถิ่นของจังหวัดแพร่) กล่าวว่า ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากรัฐบาลแจกเงิน 10,000 บาท ยอดขายของมาร์คโฟร์ ซุปเปอร์มาร์เก็ตทั้ง 11 สาขา ขยับเพิ่มขึ้นราว 30%

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 10 สาขาที่อยู่ต่างอำเภอ ยอดการจับจ่ายซื้อสินค้าค่อนข้างคึกคักอย่างมาก ในกลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภค อาทิ น้ำมัน น้ำปลา และของกินของใช้ต่าง ๆ โดยพบว่าประชาชนนำธนบัตรใบละ 1,000 บาทมาซื้อสินค้าเพิ่มมากขึ้น จากเดิมก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่จะจ่ายเงินโดยวิธีการสแกน QR code

ประกอบกับทางห้างจัดให้มีโปรโมชั่น “ธงฟ้าประชารัฐ” ตั้งแต่วันที่ 25-30 ของทุกเดือน ซึ่งจัดต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว เป็นโปรโมชั่นสินค้าราคาถูก ลดแลก แจกแถม ทำให้เกิดการกระตุ้นการจับจ่ายได้เพิ่มมากขึ้นจากปกติ ขณะเดียวกัน ซัพพลายเออร์หลายบริษัทจัดโปรโมชั่น ลดแลกแจกแถมในช่วงนี้เพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นพลังการจับจ่ายจากเงิน 10,000 บาท

ร้านค้าท้องถิ่นได้ประโยชน์

นางปวีณากล่าวต่อว่า ส่วนห้างสรรพสินค้ามาร์คโฟร์ แพร่ สาขาใหญ่ในตัวเมืองจังหวัดแพร่ พบว่าการจับจ่ายในส่วนของดีพาร์ตเมนต์สโตร์ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย

อาทิ เสื้อผ้าและสินค้าอื่น ๆ ยอดขายไม่ขยับ ซึ่งคาดว่าประชาชนที่ได้รับเงิน 10,000 บาท จะนำเงินไปซื้อสินค้ากลุ่มพื้นฐานที่จำเป็นมากกว่า

ในภาพรวมถือว่าเงิน 10,000 บาท เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของร้านค้าท้องถิ่นได้เพิ่มมากขึ้นในระดับหนึ่ง และช่วยกระตุ้นการจับจ่ายให้มีความคึกคัก อย่างไรก็ตาม คาดว่าการจับจ่ายอาจจะคึกคักในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก ซึ่งประชาชนอาจจะนำเงินที่เหลือบางส่วนไปใช้จ่ายส่วนตัวอย่างอื่น เพราะเป็นเงินสด คงไม่นำมาซื้อสินค้าจำเป็นพื้นฐานทั้งหมด ซึ่งหากเป็นบัตรดิจิทัลอาจจะจำกัดการใช้ได้มากกว่า และเงินอาจจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เพิ่มมากขึ้นหลายเท่า

อีสานแห่ใช้เงิน-ลดกดดัน

นายสวาท ธีระรัตนนุกูลชัย รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลแจกเงิน 10,000 บาท ช่วยให้เศรษฐกิจในภูมิภาคคึกคักขึ้น ประชาชนนำเงินมาใช้จ่ายอุปโภค-บริโภค ในขณะที่บางกลุ่มได้นำเงินส่วนนี้ไปใช้หนี้ ทำให้สามารถลดความกดดันด้านค่าใช้จ่ายแล้วนำรายได้ไปจุนเจือครอบครัวมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยไม่ดี เนื่องจากกำลังซื้อลดลงและปัญหาหนี้สินล้น ดังนั้น เงิน 10,000 บาท ก่อให้เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจในระดับย่อม ๆ ประชาชนหลั่งไหลเข้าห้างสรรพสินค้า เพราะเงิน 10,000 บาทนี้นำไปช่วยปิดช่องว่างบางส่วน หรือเป็นการเติมความฝันเท่านั้น อย่างร้านสุกี้ชื่อดังมีคนมาต่อคิวยาว

“การแจกเป็นเงินสดถือเป็นเรื่องที่ดี ให้ประชาชนนำเงินไปใช้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ใช้ที่ไหนก็ได้ จริงอยู่คนเป็นหนี้อาจจะไปลดหนี้ แต่หนี้ในกลุ่มคนชนบทมีไม่มาก” นายสวาทกล่าว

แนะเฟส 2 แบ่งจ่ายเป็นงวด

นายสวาทกล่าวต่อไปว่า ถ้าหากมีการแบ่งจ่ายเป็นงวด ที่อยู่ในกรอบวงเงิน 10,000 บาท จะเป็นวิธีที่ดีมากกว่า เพื่อให้เงินหมุนเป็นระบบมากขึ้น ถึงแม้ตอนนี้หลายธุรกิจเริ่มกลับมาคึกคัก แต่ยังไม่เห็นภาพของพายุหมุนที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว ซึ่งในเฟสต่อไปที่จะมีการแจกในรูปแบบเงินดิจิทัลวอลเลต มองว่าเป็นความต้องการของรัฐบาลมากกว่าประชาชน ส่งผลเสียกับกลุ่มร้านโชห่วย เพราะไม่มีระบบรองรับได้เหมือนกับร้านค้าแบรนด์ใหญ่

“การแจกเงินหมื่นครั้งนี้เป็นเงินเยียวยามากกว่าเงินกระตุ้น เพราะเราอ่อนกำลังมานาน เงินนี้เป็นเหมือนการเติมยาชูกำลังที่ต่อลมหายใจในยะยะสั้น รัฐควรหามาตรการในระยะยาว เช่น มาตรการเศรษฐกิจเชิงพัฒนา การแก้ไขค่าแรง การพัฒนาคน ให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ เพื่อสร้างมูลค่าให้กับตนเองและท้องถิ่นได้อย่างเข้มแข็ง”

ยืนยันว่าเป็นโครงการที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง แต่รัฐต้องทบทวนกลุ่มร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ โดยรัฐไม่ควรใช้ Data Base หรือฐานข้อมูลร้านค้าประชารัฐเป็นส่วนนำในโครงการ ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ จำเป็นต้องทบทวนให้เกิดความเสมอภาค ให้เปิดระบบใหม่ ให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจร้านค้ารายเล็ก เพื่อเปิดกว้างให้เข้าร่วมได้อย่างทั่วถึง

ภาคใต้หวังมี “เที่ยวด้วยกัน”

นายกวิศพงษ์ สิริธนนนท์สกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคแอนด์เค ซุปเปอร์สโตร์ เซาท์เทิร์น จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภค อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กล่าวว่าต้องให้เครดิตรัฐบาลที่กล้าตัดสินใจจ่ายเงินสด 10,000 บาท ที่รัฐบาลระบุว่าทำให้เกิดเป็นพายุทางเศรษฐกิจ คิดว่าจะสามารถทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น และเป็นการสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนได้

สำหรับในกลุ่มห้างค้าส่งค้าปลีก ยังไม่เป็นผลบวกที่ดีเท่ากับโครงการบัตรประชารัฐรายละ 300 บาท ที่ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคได้ตามห้างร้านค้าชุมชน และเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเงินสด 10,000 บาทมีการใช้จ่ายได้อิสระ สามารถนำไปซื้ออะไรก็ได้

“รัฐบาลควรหาแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจในโครงการต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่น โครงการเราเที่ยวด้วยกัน และโครงการคนละครึ่ง เพราะทุกฝ่ายทุกคนจะได้มีส่วนในการใช้จ่าย ที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจการค้าหมุนเวียนได้ดีด้วย” นายกวิศพงษ์กล่าว

ปัจจัยบวกหนุนเศรษฐกิจโต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มุมมองจากบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ชี้ว่า ขณะนี้เห็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ชัดเจนขึ้น เริ่มจากผลของการกระจายเม็ดเงินให้กลุ่มเปราะบาง 1.4 แสนล้านบาท, งบประมาณปี 2568 วงเงิน 3.75 ล้านล้านบาท ที่เริ่มเบิกจ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2567, การเข้ามาลงทุน Data Center ของผู้เล่นระดับโลก รวมถึงการเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของภาคการท่องเที่ยว

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า องค์ประกอบดังกล่าว น่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตในอัตราที่สูง อย่างน้อยในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ซึ่งเป็นภาพที่เศรษฐกิจไทยถูกขับเคลื่อนด้วยกำลังภายใน

นอกจากนี้นโยบายที่ถูกพูดถึงมากที่สุดช่วงนี้ คือ โครงการดิจิทัลวอลเลตที่ รมช.คลัง ระบุว่า พร้อมเดินหน้าต่อ หลังมีการตั้งงบฯกลาง ซึ่งรวมถึงการแจกเงินดิจิทัลวอลเลต เฟส 2 จำนวน 1.87 แสนล้านบาทไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งต้องรอคณะกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจสรุปว่า จะจ่าย 5,000 บาท หรือ 10,000 บาท