กองทุนวายุภักษ์ จ่ายปันผลงวดแรก ไม่ต่ำกว่า 3% เริ่มรับ ก.พ. 68
กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง หรือ VAYU1 เริ่มซื้อขายตลาดหลักทรัพย์ฯ วันแรกราคาเปิด 10.20 บาท/หน่วย ขยายตัว 2% จากราคา IPO 10 บาท ชูจ่ายปันผลรอบแรก ก.พ. 68 อัตราผลตอบแทนขั้นต่ำ 3.0% ต่อปี และขั้นสูงไม่เกิน 9.0% ต่อปี
วันที่ 7 ตุลาคม 2567 นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย ในฐานะบริษัทจัดการกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง (VAYU1) เปิดเผยว่า กองทุนวายุภักษ์ หนึ่ง เตรียมจะจ่ายเงินปันผลครั้งแรกในงวด 3 เดือน คือตั้งแต่วันจดทะเบียน 30 ก.ย. 67 ถึงสิ้น ธ.ค. 67 และคาดว่าจะรับเงินปันผลได้ในช่วงเดือน ก.พ. 68 ให้กับผู้ถือหน่วยประเภท ก. คาดว่าจะจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 3%
สำหรับกองทุนวายุภักษ์ หนึ่ง ยังคงมีนโยบายการลงทุนในหลักทรัพย์ต่าง ๆ ภายใต้การบริหารทั้งแบบเชิงรุก (Active Investment) และแบบเชิงรับ (Passive Investment) ส่วนใหญ่จะลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และจะเน้นลงทุนในหุ้นบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานและสภาพคล่องที่ดี มีความมั่นคงในระยะยาว ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี อาทิ บริษัทที่อยู่ใน SET100 ที่ได้รับคะแนน SET ESG Ratings ระดับ A ขึ้นไป หรือบริษัทนอก SET100 ที่ได้รับคะแนน SET ESG Ratings ที่สูงกว่า เป็นต้น
นอกจากนี้ อาจพิจารณาลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ที่มีอัตราผลตอบแทนดีหรือมีแนวโน้มเติบโตสูง มีสภาพคล่องและมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการะทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังพิธีเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์วันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง หน่วยลงทุนประเภท ก. (VAYU1) ว่า สำหรับการเปิดขายวันแรกนั้น ราคาของหน่วยลงทุนวายุภักษ์ได้ปรับขึ้นเป็น 10.20 บาท หรือขยายตัว 2% ถือว่าค่อนข้างดี โดยมีเป้าหมายที่ 3-9% ต่อปี
โดยมั่นใจ ว่า กองทุนวายุภักษ์ หนึ่ง ช่วยกระตุ้น และฟื้นฟูตลาดหุ้น สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนในและต่างประเทศ โดย 1 ปีเศษหุ้นไทยลดลง เพราะมี ปัญหาหลายด้าน ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ร่วมมือปรับกฏระเบียบสร้างความเชื่อมั่น
ทั้งนี้ เรื่องกรอบเงินเฟ้อ กระทรวงการคลังต้องการเห็นให้สูงขึ้น เนื่องจากเงินเฟ้อปีนี้ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายซึ่งอยู่ที่ 1-3% โดยในเดือนนี้จะมีการหารือกับนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อีกครั้ง เพื่อหาทางทำให้เงินเฟ้อกลับเข้ามาอยู่ในกรอบเป้าหมาย
“เงินเฟ้อเราต่ำกว่าที่คาด ปีนี้มีโอกาสจะต่ำกว่ากรอบล่าง เพราะฉะนั้นต้องคุยกัน หากดูจากเพื่อนบ้านก็แล้วกัน ภูมิภาคนี้เป็นภูมิภาคที่กำลังเติบโต กรอบเงินเฟ้อเขาสูงกว่าเราทั้งนั้น ค่ากลางเขาส่วนใหญ่ก็อยู่ 2-3% ส่วนเงินเฟ้อของเราอยากให้สูงขึ้นหน่อย” นายพิชัยกล่าว
ทั้งนี้หากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง จะเป็นการกระตุ้นการลงทุน ซึ่งขณะนี้พอใจกับบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยแล้ว จากการที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมา สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ