หุ้นเครื่องสำอางยอดขายฝืด “เมจิกสกิน-ลีน” ฉุดระยะสั้น
2 โบรกเกอร์ส่งซิกไตรมาส 2-3 ยอดขาย “หุ้นเครื่องสำอาง” ชะลอ แรงกดดันทั้งกระแสข่าว “คดีเมจิกสกิน-ลีน” และช่วงโลว์ซีซั่น ชี้ข่าวลบกดดันช่วงสั้น มองระยะยาวเป็นการตัดคู่แข่งสินค้าเถื่อนออกจากระบบ ชี้หุ้นคาร์มาร์ทกระทบหนักฉุดโตลดลง ส่องหุ้น “บิวตี้-อาร์เอส” ไปต่อ ลุ้น 2-3 เดือนหน้า ผู้บริโภคกลับมามั่นใจ ปลุกยอดขายฟื้นตัว บิ๊กสเนลไวท์จ่อซื้อแบรนด์เวชสำอางปีนี้ คาดไตรมาส 2 โตต่อเนื่อง มั่นใจทั้งปีโต 35%
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปี 2561 ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในกลุ่มหุ้นเครื่องสำอาง ยังคงเติบโตโดดเด่น หลังจากเศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงในช่วงไตรมาส 1/61 ซึ่งสะท้อนกำลังซื้อของผู้บริโภคยังมีค่อนข้างมาก แม้ช่วงนี้มีแรงกดดันจากปัจจัยลบเรื่องคดีเมจิกสกินและลีน ทำให้กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคค่อนข้างมาก โดยหุ้นที่ได้รับผลกระทบหนักสุด คือ บมจ.คาร์มาร์ท (KAMART) เพราะกระจายสินค้าไปยังจุดขายทั่วประเทศ ขณะที่ บมจ.บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) มีร้านค้าเป็นของตัวเองและวางภาพลัษณ์ที่ดีมาโดยตลอด และ บมจ.อาร์เอส (RS) ก็มีช่องทางในการโฆษณาสินค้าเป็นของตัวเองเหมือนกัน จึงอาจได้รับผลกระทบน้อยกว่า
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ไตรมาส 2/61 หุ้น BEAUTY จะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น เพราะปีนี้ได้มีการเซ็นสัญญากับผู้จัดจำหน่าย (distributor) ที่มีช่องทางการขายผ่านออนไลน์ น่าจะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และราคาหุ้นยังมีอัพไซด์พอสมควร ขณะที่คาดการณ์ปี 2561 นี้ จะมีรายได้รวม 4,777 ล้านบาท เติบโต 28.5% จากปี 2560 ที่ทำได้ 3,700 ล้านบาท และคาดกำไรสุทธิ 1,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อน
ส่วนหุ้น KAMART อาจจะเติบโตไม่ดีนักจากปัจจัยลบข้างต้น โดยปี 2561 คาดการณ์มีรายได้อยู่ที่ 1,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.9% จากปีที่แล้วที่อยู่ 1,514 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 430 ล้านบาท โต 56% ส่วนใหญ่เป็นกำไรจากรายการพิเศษประมาณ 120 ล้านบาท ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานเพียง 310 ล้านบาท
“ผลกระทบจากคดีเมจิกสกินและลีนจะเกิดขึ้นในระยะสั้น โดยระยะยาวจะถือเป็นโอกาสดีเพราะได้ตัดคู่แข่งจำพวกเครื่องสำอาง ยาบำรุงสุขภาพ และอาหารเสริมเถื่อน ที่ทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดียไปได้มาก ทำให้ต่อไปสินค้าจะต้องมีความน่าเชื่อถือสูงถึงจะขายได้” นายประกิตกล่าว
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า นักลงทุนอาจชะลอการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบระยะสั้น น่าจะต้องใช้เวลาราว 2-3 เดือนข้างหน้า ที่จะทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคกลับมาและเห็นยอดขายเริ่มกลับมาได้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาส 2 และ 3 เป็นช่วงโลว์ซีซั่นของตลาดค้าปลีกเครื่องสำอางอยู่แล้ว จึงอาจเห็นการชะลอตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QOQ) แต่ยังโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY)
“ไตรมาส 4 เป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว และประชาชนก็จับจ่ายใช้สอย ทำให้ภาพรวมกำไรหุ้นกลุ่มเครื่องสำอางทั้งปียังเติบโตได้สูง” นายอภิชาติกล่าว
ทั้งนี้ บล.ทิสโก้คาดการณ์ว่า หุ้น BEAUTY แนวโน้มปีนี้ ยังมีทิศทางที่ดี โดยคาดกำไรสุทธิ 1,614 ล้านบาท จากการขยายสาขาและช่องทางการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น โดยมีราคาเป้าหมาย 25 บาท ส่วนหุ้น RS ที่มีธุรกิจเฮลท์และบิวตี้ อาจจะได้รับผลกระทบจากการโฆษณาสินค้าอวดอ้างเกินจริงประมาณ 3 ตัว จึงต้องใช้เวลาปรับเวิร์ดดิ้งไม่ให้อวดอ้างสรรพคุณจนเกินไป ซึ่งการปรับครั้งนี้จะส่งผลยอดขายชะลอตัวลงได้
นายปิยวัชร ราชพลสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานบัญชีและการเงิน บมจ.ดู เดย์ ดรีม (DDD) หรือแบรนด์สินค้าสเนลไวท์ กล่าวว่า ช่วงไตรมาสแรกนี้ยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า ทำความสะอาดผิวกาย และชุดของขวัญเติบโตดี ส่วนผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้า ดูแลผิวกาย ครีมกันแดดจะหดตัวลงเช่นเดียวกับยอดขายจากต่างประเทศที่ลดลงมาอยู่ที่ 75.27 ล้านบาท ซึ่งลดลงติดต่อกัน 3 ไตรมาส สะท้อนความนิยมที่ลดลง แม้บริษัทจะเริ่มขายสินค้าในช่องทาง mainstream ของจีนที่เป็นตลาดใหญ่แล้ว จึงได้หยุดจำหน่ายเพื่อปรับปรุงตามมาตรฐาน อย.ของจีน
ส่วนแนวโน้มผลดำเนินงานไตรมาส 2 นี้คาดว่าโตต่อเนื่องจากการขยายตลาด ทั้งขายในแบบซองและขายผ่านร้านค้าโชห่วย โดยพันธมิตร Sino Pacific และขยายช่องทางจำหน่ายที่คิงเพาเวอร์อีก 2 สาขา จากปัจจุบันมี 4 สาขา ขณะที่ยอดขายจีนจะกลับมาเติบโตเป็นปกติได้ภายในไตรมาส 2/61 เป็นต้นไป และทั้งปีคาดว่ายอดขายอยู่ที่ 650-700 ล้านบาท เนื่องจากได้ปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐาน China Food and Drug Administration (CFDA) ซึ่งจะทำให้รายได้บริษัททั้งปีเข้าเป้า 2,167 ล้านบาท หรือโต 30-35% จากปีก่อน
นอกจากนี้บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการเข้าซื้อแบรนด์เวชสำอางอีก 1 รายในปีนี้