เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ธี่หยด 2 ทุบสถิติหนังไทย รายได้เปิดตัววันแรก-รายได้ทะลุ 200 ล้าน เร็วที่สุด

16 ต.ค. 2567 | 12:32น.

บล.เอเซีย พลัส เผย “ธี่หยด 2” สร้างปรากฏการณ์โรงภาพยนตร์แตกอีกครั้ง ทุบสถิติหนังไทยทำ “รายได้เปิดตัววันแรก 80 ล้าน สูงสุดตลอดกาลของหนังไทยทุกเรื่องตั้งแต่ที่เคยฉายในโรงภาพยนตร์ และรายได้ทะลุ 200 ล้าน เร็วที่สุด คาดมีผลบวกต่อกำไร MAJOR ในไตรมาส 4/67 ส่วนกำไรไตรมาส 3/67 จะอ่อนตัวตามฤดูกาล คาดกำไร 43 ล้านบาท ลดลง 59%

วันที่ 16 ตุลาคม 2567 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด รายงานว่า หลังเกิดปรากฏการณ์หนังไทยทำเงินถล่มทลาย 3 เรื่องรวดในงวดไตรมาส 4/2566 คือ สัปเหร่อ, ธี่หยด และ 4 King 2 ทำให้หลายคนจับตาว่าไตรมาส 4/2567 บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) จะมีหนังทำเงินถล่มทลายเหมือนปีก่อนหรือไม่

ล่าสุดเกิดปรากฏการณ์โรงภาพยนตร์แตกอีกครั้ง จากภาพยนตร์ไทยภาคต่อ “ธี่หยด 2” ที่เข้าฉายวันแรกวันที่ 10 ต.ค. 2567 ทำรายได้เปิดตัว 80 ล้านบาท นับเป็นสถิติรายได้เปิดตัววันแรกสูงสุดตลอดกาลของหนังไทยทุกเรื่องตั้งแต่ที่เคยฉายในโรงภาพยนตร์ หากเปรียบเทียบกับภาพยนตร์ “ธี่หยด” ที่ทำรายได้เปิดตัววันแรก 39 ล้านบาท และทำรายได้รวมทั้งหมด 500 ล้านบาท และภาพยนตร์ “สัปเหร่อ” ที่เป็นภาพยนตร์ไทยทำเงินสูงสุด 730 ล้านบาท และยังทำรายได้ทะลุ 200 ล้านบาท เร็วที่สุดอีกด้วย

 

ฝ่ายวิจัยเชื่อว่ามีโอกาสสูงมากที่ภาพยนตร์ “ธี่หยด 2” จะทำรายได้รวมสูงกว่า “ธี่หยด” และมีลุ้นทำรายได้แซง “สัปเหร่อ” โดย “ธี่หยด 2” มีรายได้ 4 วัน หลังเข้าฉาย (10-13 ต.ค. 67) สูงถึง 350 ล้านบาท สำหรับภาพยนตร์ “ธี่หยด 2” จัดสร้างโดยความร่วมมือระหว่างช่อง 3 และ M Studio ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ MAJOR สัดส่วน 50 : 50 ดังนั้น MAJOR จะได้รับกำไรเพิ่มเติมในฐานะผู้สร้างหนัง (งบฯสร้างหนัง 50 ล้านบาท) ซึ่งเป็นส่วนนอกเหนือจากส่วนแบ่งรายได้ตามปกติที่ MAJOR จะได้รับผ่านการขายตั๋วภาพยนตร์ในสัดส่วน 50% ของรายได้ทั้งหมด

นอกเหนือจาก “ธี่หยด 2” แล้ว ในไตรมาส 4/2567 ยังมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์หลายเรื่อง ที่ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าจะได้รับความนิยมสูงจากผู้ชม ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “VENOM” และ “Gladiator II” รวมถึงหนังไทยที่จะมีอีก 22 เรื่อง เรื่องเด่น ๆ เช่น “วัยเป้ง 2” เป็นผลงานของผู้กำกับชื่อดัง พจน์ อานนท์ ต่อด้วย “วัยหนุ่ม” จากทีมผู้สร้าง 4 King และเรื่อง “คุณชาย” ที่นำแสดงโดย จ๋าย ไททศมิตร และ 4 สาว วง 4EVE ปิดท้ายปีด้วยภาพยนตร์ไทบ้านเรื่อง “ผู้บ่าวนิกะห์” จากทีมผู้สร้างสัปเหร่อ

“เรามองว่าความคาดหวังต่อ MAJOR กลับมาอีกครั้ง หลังภาพยนตร์ ‘ธี่หยด 2’ เข้าฉายและสร้างปรากฏการณ์เปิดตัวแรงที่สุดของหนังไทยเท่าที่เคยมีมา น่าจะสร้างผลบวกต่อกำไรไตรมาส 4/2567”

แต่สำหรับแนวโน้มกำไรไตรมาส 3/2567 จะอ่อนตัวตามฤดูกาล มีภาพยนตร์ทำรายได้เกินร้อยล้านเพียงเรื่องเดียว คาดกำไร 43 ล้านบาท ลดลง 59% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) และเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QOQ) ที่มีกำไรสุทธิ 104 ล้านบาท กำไรที่ปรับตัวลงแรง เกิดจากไตรมาส 3/2566 ทาง MAJOR มีการบันทึกรายได้ภาษีจากการขายหุ้น MPIC จำนวน 100 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาสนี้ MAJOR ต้องเสียภาษีตามอัตราปกติ

โดยรายได้โรงภาพยนตร์ไตรมาส 3/2567 คาดไว้ 780 ล้านบาท ลดลง 5% YOY ถือเป็นฐานรายได้ค่อนข้างต่ำเพราะเป็นช่วง Low Season ของธุรกิจโรงภาพยนตร์ มีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จาก Hollywood ออกฉายไม่มาก ไตรมาสนี้มีภาพยนตร์ออกฉายรวม 61 เรื่อง ประกอบด้วยหนังไทย 13 เรื่อง และหนัง Hollywood 48 เรื่อง โดยมีภาพยนตร์ทำรายได้เกิน 100 ล้านบาท นับรายได้เฉพาะโรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์เพียงเรื่องเดียว คือ “Deadpool 3” ทำรายได้ 178 ล้านบาท ส่วนภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้สูงสุดคือ “วิมานหนาม” ทำได้ 93 ล้านบาท

สำหรับธุรกิจอื่น ๆ ได้แก่ ธุรกิจป๊อปคอร์นและเครื่องดื่ม หรือ “Concession” คาดจะมีรายได้ลดลง 12% YOY โดยเป็นการลดลงทั้งยอดขายในและนอกโรงภาพยนตร์ เนื่องจากภาพยนตร์ที่ออกฉายไตรมาสนี้เป็นภาพยนตร์ฟอร์มเล็ก และมีการฉายภาพยนตร์ไทยหลายเรื่อง ทำให้ลวดลายบนถังป๊อปคอร์นไม่ดึงดูดใจเท่ากับหนังฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวูด อีกทั้ง MAJOR ลดการจัดโปรโมชั่นและปรับขึ้นราคาป๊อปคอร์นในช่องทาง Delivery เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

ส่วนธุรกิจโฆษณาในโรงภาพยนตร์มีรายได้ลดลง 5% YOY ตามหน้าหนังที่ไม่แข็งแรง ธุรกิจที่ยังมีรายได้เติบโตคือธุรกิจโบว์ลิ่ง คาดรายได้เติบโต 8% YOY จากการทำการตลาดเชิงรุกในกลุ่มลูกค้า Corporate และธุรกิจร้านค้า Retail คาดรายได้เติบโต 8% YOY ในภาพรวมฝ่ายวิจัยคาดรายได้จากธุรกิจหลักงวด 3Q67 จะอยู่ที่ 1,646 ล้านบาท (-19% QOQ, -5% YOY)

แม้แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/2567 จะออกมาไม่สดใส ทำให้ประมาณการกำไร 9 เดือนแรกปีนี้ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 47% ของประมาณการกำไรปี 2567 ที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ที่ 879 ล้านบาท จึงมีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายวิจัยอาจต้องปรับลดประมาณการกำไรปี 2567 ลงจากเดิม 15-20% เหลือประมาณ 700-750 ล้านบาท

แต่รายได้ของ MAJOR ขึ้นอยู่กับความนิยมของภาพยนตร์ที่ออกฉาย ซึ่งมีโอกาสสร้างเซอร์ไพรส์ได้ทั้งทางบวกและลบ ฝ่ายวิจัยจึงขอรอดูรายได้หนังก่อนที่จะตัดสินใจปรับประมาณการหลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2567 ช่วงกลางเดือน พ.ย.นี้

แม้ประมาณการกำไรปี 2567 จะมี Downside Risk แต่ฝ่ายวิจัยยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการดำเนินกลยุทธ์ของ MAJOR ทั้งการเพิ่มจำนวนโรงภาพยนตร์ในต่างจังหวัด การหาโอกาสเติบโตในธุรกิจป๊อปคอร์นนอกโรงหนัง บวกกับกระแสตอบรับที่ดีของภาพยนตร์ไทย

โดยมีภาพยนตร์ไทยหลายเรื่องทำรายได้ทะลุหลักร้อยล้านบาทได้หลังเข้าฉายเพียงไม่กี่วัน ทำให้ MAJOR ไม่ต้องพึ่งพิงภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จาก Hollywood เหมือนในอดีต นอกจากนี้ปี 2568 ยังจะเป็นปีที่ค่ายผลิตภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ของโลกเตรียมนำภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ออกฉาย

อาทิ Avatar3, Mission Impossible8 และ Captain America ในขณะที่ผู้ผลิตภาพยนตร์ไทยหลายค่ายก็จะมีการสร้างหนังไทยออกสู่ตลาดจำนวนมากเช่นกัน จึงส่งผลบวกโดยตรงต่อ MAJOR ในฐานะผู้นำตลาดโรงภาพยนตร์ของไทยที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 70%

ฝ่ายวิจัยประเมินราคาเหมาะสม (Fair Value) ปี 2568 อิงวิธี DCF อยู่ที่ 21.50 บาท เทียบเท่า PER 19 เท่า ให้น้ำหนักการลงทุน Outperform โดยราคาหุ้น MAJOR มีเกราะป้องกันจากโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน วงเงินจำนวนไม่เกิน 1,000 ล้านบาท มีกำหนดระยะเวลาซื้อหุ้นคืนตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค. 2567 ถึงวันที่ 16 ม.ค. 2568

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ภาพยนตร์ สร้างรายได้