Prachachat BITE SIZE โดย พฤฒินันท์ สุดประเสริฐ
เป็นประเด็นที่ไม่พูดถึงไม่ได้ สำหรับคดี “ดิไอคอนกรุ๊ป” บริษัทขายของออนไลน์ ที่ตกเป็นข่าวหลอกประชาชนมาลงทุน มาทำธุรกิจ ซึ่งตอนนี้จำนวนผู้เสียหายที่เข้าแจ้งความ และมูลค่าความเสียหายยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้าคดีนี้ ยังมีอีกหลายคดีหลอกลงทุนที่มูลค่าความเสียหาย ใหญ่ใช่เล่น
Prachachat BITE SIZE ชวนดูเรื่องราวของแชร์ลูกโซ่ เริ่มต้นขึ้นได้ยังไง และที่ผ่านมา มีคดีไหนที่น่าสนใจ
จุดเริ่มต้น “แชร์ลูกโซ่”
คำว่า “แชร์ลูกโซ่” ถือกำเนิดขึ้นจากกรณีของผู้ชายที่ชื่อ ชาร์ลส์ พอนซี (Charles Ponzi) ชายชาวอิตาลี ผู้ที่ได้รับโอกาสทำงานหลายอย่าง จนถึงการทำงานที่ธนาคาร ทำให้เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับการลงทุนและดอกเบี้ย
ปี 1919 Ponzi เริ่มธุรกิจใหม่ที่เรียกว่า Securities Exchange Company โดยอ้างว่าเขาสามารถทำกำไรจากการซื้อขาย International Reply Coupons (IRC) ซึ่งเป็นคูปองที่ใช้ในการส่งจดหมายระหว่างประเทศ
เขาอ้างว่าสามารถซื้อ IRC ในประเทศที่มีค่าเงินอ่อนแอและขายในประเทศที่มีค่าเงินแข็งกว่า ทำให้สามารถให้ผลตอบแทนสูงถึง 50% ภายใน 45 วัน และ 100% ภายใน 90 วัน
แต่ความจริงเบื้องหลัง คือ เขานำเงินจากนักลงทุนรายใหม่มาจ่ายคืนให้กับนักลงทุนรายเก่า ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่มีการลงทุนจริงในสินทรัพย์ใด ๆ การดำเนินงานนี้สามารถสร้างความน่าเชื่อถือในระยะสั้น แต่เมื่อไม่มีนักลงทุนใหม่เข้ามา ระบบก็จะล้มเหลว
และด้วยผลตอบแทนที่ยั่วยวนใจ ผู้คนจึงเข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมาก ไล่ไปตั้งแต่ประชาชน คนทั่วไป นักธุรกิจ จนถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังเข้ามาลงทุน และในช่วงที่รุ่งเรือง เฟื่องฟูที่สุด เขาสามารถระดมทุนได้ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์
ผลตอบแทนที่สุดแสนยั่วยวนใจนักลงทุนทั้งหลาย ก็กลายเป็นที่สงสัยของสื่อมวลชน เดือนกรกฎาคม 1920 หนังสือพิมพ์ Boston Post เริ่มตีพิมพ์บทความวิพากษ์วิจารณ์ธุรกิจของ Ponzi อย่างหนัก ทำให้นักลงทุนเริ่มตื่นตระหนกและพากันมาไถ่ถอนเงินลงทุนคืน
ก่อนที่สิงหาคม ปีเดียวกัน ทางการพบว่าเขามีหนี้สินมากกว่า 7 ล้านดอลลาร์ นำไปสู่การถูกจับในข้อหาฉ้อโกงทางไปรษณีย์
และการล่มสลายของแชร์ลูกโซ่นี้ ไม่ได้จบเพียงแค่นี้ เหตุดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของบอสตัน ธนาคารหลายแห่งล้มละลาย นักลงทุนสูญเสียเงินออม และความเชื่อมั่นในระบบการเงินถูกทำลาย Ponzi ถูกตัดสินจำคุก 5 ปี แต่ได้รับการปล่อยตัวหลังจากผ่านไป 3 ปีครึ่ง ก่อนที่เขาพยายามฉ้อโกงอีกครั้งในฟลอริดาแต่ถูกจับและเนรเทศกลับอิตาลีในปี 1934
อีกทั้งเหตุการณ์ครั้งนี้ นำไปสู่การรู้จักคำว่า “แชร์ลูกโซ่” หรือ “Ponzi Scheme” ซึ่งมาจากชื่อของ พอนซี
ย้อนตำนาน คดีแชร์ลูกโซ่ไทย
กลับมาที่ประเทศไทย นอกจากคดี “ดิไอคอนกรุ๊ป” ซึ่งเป็นคดีล่าสุด และเพิ่งเป็นการเปิดฉากดำเนินคดีกับเหล่าบอสทั้ง 18 คน เท่านั้น ในอดีตที่ผ่านมา มีคดีเก่า ๆ ที่มูลค่าความเสียหาย เยอะไม่ใช่เล่น
คดีหนึ่งที่น่าสนใจ คือ คดีแชร์แม่ชม้อย เกิดขึ้นในช่วงปี 2520-2528 โดย นางชม้อย ทิพย์โส หลอกลวงประชาชนให้นำเงินมาลงทุนในธุรกิจค้าน้ำมัน โดยอ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูงถึง 6.5% ต่อเดือน หรือ 78% ต่อปี แต่ความจริงคือ แม่ชม้อยนำเงินจากเหยื่อรายใหม่ หมุนเวียนมาจ่ายให้เหยื่อรายเก่า
จนนักลงทุนหน้าใหม่มีจำนวนน้อยลง เงินที่หามาได้ก็ค่อย ๆ ร่อยหรอจนไม่สามารถจ่ายผลตอบแทนคืนได้เหมือนที่การันตีไว้ ปี 2528 แม่ชม้อยไม่สามารถหาเงินมาจ่ายผลตอบแทนได้อีกต่อไป จึงยุติการจ่ายทั้งหมด ไม่ว่าจะเงินปันผลหรือเงินต้น ทำให้ผู้เสียหายรวมกันเข้าแจ้งความดำเนินคดีในเวลาต่อมา
คดีในตอนนั้น มีผู้เสียหายถึง 16,000 ราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 4 พันล้านบาท ถ้าคิดเป็นมูลค่าในปัจจุบัน เยอะไม่ใช่เล่นแน่ ๆ ส่วนแม่ชม้อยและพวกถูกฟ้องฐานฉ้อโกงประชาชน รวมกว่า 20,000 กระทง และถูกตัดสินจำคุกคนละ 154,005 ปี แต่ตามกฎหมายติดคุกได้ไม่เกิน 20 ปี ก่อนจะได้รับการลดโทษ แม่ชม้อยติดคุกจริงเพียง 7 ปี 11 เดือน 5 วัน
และคดีแชร์แม่ชม้อย ก็นำไปสู่การออกกฎหมาย คือ พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการฉ้อโกงประชาชนในรูปแบบการกู้ยืมเงินที่ไม่เป็นธรรม โดยกำหนดบทลงโทษที่เข้มงวดสำหรับผู้ที่กระทำการฉ้อโกงประชาชนผ่านการกู้ยืมเงิน
และยังมีอีกหลายคดีที่น่าสนใจ เช่น คดียูฟัน ผู้เสียหายกว่า 2,400 คน ความเสียหายรวมกว่า 350 ล้านบาท หรือคดี Forex 3D ที่มีคนบันเทิง มีส่วนในคดีนี้จำนวนไม่น้อย มีผู้เสียหายกว่า 9,000 คน ความเสียหายมากกว่า 2,400 ล้านบาท
ส่วนคดี ดิไอคอนกรุ๊ป ความเคลื่อนไหวสำคัญ ณ ตอนนี้ จับกุมผู้ต้องหา หรือ “บอส” แล้ว 18 ราย ซึ่งเป็นผู้ต้องหากลุ่มแรก ในข้อกล่าวหาหลักคือ การฉ้อโกงประชาชน และการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และต้องจับตากันต่อว่า การจับกุมทั้ง 18 คนนี้ จะนำไปสู่การขยายผลจับกุมกลุ่มที่ 2 เพิ่มเติมอีกหรือไม่
จับไต๋ กลโกง “แชร์ลูกโซ่”
แชร์ลูกโซ่ ถือเป็นหนทางหนึ่งของกลุ่มคนที่หวังรวย บนความโลภ ความอยากรวยของคนอื่น ๆ
กลวิธีในการหลอกลวงของแชร์ลูกโซ่ ส่วนใหญ่จะโชว์ผลตอบแทนแบบเว่อร์ ๆ ผลตอบแทนสูง ๆ ใช้เวลาลงทุนแค่เพียงสั้น ๆ ก็ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ แต่ในผลตอบแทนที่สูง อาจมีความไม่ชัดเจนเรื่องแผนหรือรูปแบบการลงทุนในนั้น
หรือใช้วิธีการดึงดารา ดึงคนดัง หรือจัดงานใหญ่ ๆ ชักชวนผู้คนให้ลงทุน หรือมีวิธีการ มีผลตอบแทนพิเศษ เพื่อชักชวนคนอื่นให้มาร่วมลงทุน เช่น ชวนเพื่อนเยอะ ยิ่งได้โบนัสเยอะ
หากคุณกำลังถูกล่อซื้อ ถูกเชื้อเชิญให้ลงทุนด้วยวิธีการเหล่านี้ ขอให้คุณพึงระลึกไว้เสมอว่า คุณกำลังจะถูกหลอกแน่นอน
การลงทุนทุกอย่างที่ถูกกฎหมาย จะหุ้น กองทุน หรือทองคำ เราก็ต้องศึกษาให้รอบด้านอยู่เสมอ แม้ผลตอบแทนจะดีแค่ไหน แม้แต่ในเอกสารชี้ชวนการลงทุน หรือโฆษณาโปรโมตผลิตภัณฑ์การลงทุน มักบอกไว้เสมอว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน” เพราะในความเป็นจริง การลงทุนทุกอย่าง มีทั้งกำไร มีทั้งขาดทุน มีความเสี่ยงอยู่ในนั้นเสมอ การศึกษาให้รอบคอบก่อนลงทุน ก็เป็นภูมิคุ้มกัน และช่วยตัดสินใจการลงทุนให้ชัดเจนขึ้นได้
สุดท้ายนี้ คำว่า “ความจนมันน่ากลัว” เป็นคำที่ยังพูดได้เสมอ ยิ่งเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจไม่ดี แต่การลงทุนโดยไม่รู้ หรือการลงทุนด้วยความโลภ ลงทุนด้วยความไม่รู้เท่าทัน น่ากลัวกว่าความจน เพราะอาจทำให้คุณหมดตัวได้ ไม่ต่างจากการเล่นพนัน
ติดตาม Prachachat BITE SIZE EP.77 ได้ที่ https://youtu.be/tCdrE8gi89c
เข้าใจง่าย ได้ความรู้ ทุกสถานการณ์ข่าว กับ “Prachachat BITE SIZE” ทุกวันเสาร์ 11.00 น. ทุกช่องทางออนไลน์ของประชาชาติธุรกิจ


