Skip to content

เปิดบัญชี YLG พุ่ง ทองปรับราคาเดือด-ลุ้น 45,000 บาท

25 ต.ค. 2567 | 08:11น.
เปิดบัญชี YLG พุ่ง ทองปรับราคาเดือด-ลุ้น 45,000 บาท
คอลัมน์ : สัมภาษณ์

ราคาทองคำกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง สร้างสถิติจุดสูงสุดใหม่ (All Time High) อย่างต่อเนื่อง ทั้งทองโลก (Gold Spot) และทองไทย จนล่าสุด Gold Spot ทะลุแนวต้านสำคัญขึ้นมายืนเหนือ 2,700 ดอลลาร์/ออนซ์แล้ว

ขณะที่ทองแท่งในประเทศก็ทะลุ 43,000 บาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้พูดคุยกับ “พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) ถึงสถานการณ์ แนวโน้ม และมุมมองต่อราคาทองคำในระยะต่อไป

เป้า 45,000 บาทอีกไม่ไกล

โดย “พวรรณ์” ฉายภาพว่า ปี 2567 นี้ เป็นอีกหนึ่งปีทองของทองคำ สะท้อนจากการทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 2 เดือนแรกของปี Gold Spot เปิดตลาดที่ระดับ 2,062 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนจะปรับตัวลงไปทดสอบระดับต่ำสุดที่ 1,984.31 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตาม ราคาทองปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือน มี.ค. เป็นต้นมา จนปัจจุบัน Gold Spot ทำนิวไฮที่ระดับ 2,731.43 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 32.42% จากต้นปี (YTD)

ขณะที่ทองในประเทศ ปรับตัวขึ้นแรงเช่นกัน จากต้นปี ที่ 33,550 บาท ปัจจุบันทำนิวไฮ ที่ระดับ 43,200 บาท เพิ่มขึ้น 28.76% (YTD)

“ปกติแต่ละปี ทองคำจะแกว่งไม่เกิน 650 ดอลลาร์ แต่ปีนี้ทองคำมาไกลมากเกิน 700 ดอลลาร์ ถ้ามองตามปัจจัยทางเทคนิค จะเห็น 3,000 ดอลลาร์ในปีนี้ แต่อาจจะยังสูงเกินไป จึงประเมินว่าปีนี้ราคาทองจะอยู่ที่ระดับ 2,850 ดอลลาร์ และ 3,000 ดอลลาร์ในปีหน้า ส่วนทองคำในประเทศมองระดับ 45,000 บาท”

ปัจจัยหนุนราคาทองพุ่งต่อเนื่อง

มองไปข้างหน้า “พวรรณ์” บอกว่า ภาพรวมมองว่าทองคำยังสดใส โดยปัจจัยที่สนับสนุนราคาทองคำให้สามารถไปต่อได้ ขึ้นอยู่กับนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะจัดประชุมอีก 2 ครั้งในปีนี้ หากเฟดยังลดดอกเบี้ยต่อไป ก็จะเป็นปัจจัยที่สนับสนุนราคาทองคำในระยะยาว แต่จะสูงขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานที่กระทบหลัก โดยเฉพาะประเด็นทางด้านภูมิรัฐศาสตร์

นอกจากนี้ ปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำสูงขึ้น ยังมาจากการเข้าซื้อสะสมทองคำของธนาคารกลางในโลกเพิ่มมากขึ้น จากกระแส De-Dollarization โดยทั่วโลกขุดทองคำได้เพียงประมาณ 3,000 ตัน ขณะที่ธนาคารกลางจีนและธนาคารกลางอินเดียเข้าซื้อแห่งละประมาณ 1,000 ตัน ที่เหลือประเทศเล็ก ๆ รวมถึงประเทศไทย

“หลัก ๆ การเข้าซื้อทองปีนี้ น่าจะมาจากธนาคารกลาง จากที่ผ่านมาดีมานด์ไม่เคยเกิน 450 ตัน แต่ปีนี้ ครึ่งปีแรก ธนาคารกลางถือครองทองคำสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 5% ขณะที่ปัจจัยที่มีอยู่ในปัจจุบัน เป็นปัจจัยบวกทั้งหมด ทั้งตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐ การลดดอกเบี้ยเฟด การเลือกตั้งสหรัฐ จากปัจจุบันไปถึงวันที่ 5 พ.ย. มี 1 ลุ้นการประชุมเฟด หลังจากนั้นเดือน ธ.ค. มีอีก 1 ลุ้น รวมถึงสงครามที่คาดการณ์ได้ค่อนข้างยาก ทั้งหมดนี้คอยซัพพอร์ตทองคำ ดังนั้น ราคาก็ต้องไปต่อ”

เตือนระวังแรงเทขายทำกำไร

อย่างไรก็ดี “พวรรณ์” ชี้ว่า จากทิศทางราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นทำสถิติใหม่ต่อเนื่อง ทะลุเป้าที่ตั้งไว้ทั้งหมด และสูงเกินกว่าราคาทองคำที่ควรจะเป็น จึงแนะนำนักลงทุนระวังแรงเทขาย มองว่าน่าจะเกิดแรงเทขาย 1 รอบ โดยครั้งที่ผ่านมา ตอนทำจุดสูงสุดที่ประมาณ 2,700 ดอลลาร์ และปรับตัวย่อลงกว่า 100 ดอลลาร์ ทั้งนี้ แนะนำผู้ที่ไม่มีทองคำอยู่ในมือ ใช้การพักตัวของราคาในระยะสั้น เพื่อเป็นโอกาสทยอยซื้อ และเข้าซื้อในปริมาณที่รับความเสี่ยงได้

“นักลงทุนสามารถทยอยเข้าสะสมทองคำ เมื่อราคาพักตัวลงในระยะสั้นได้ แนะนำเข้าซื้อไม้แรก หากราคาอ่อนตัวลงและไม่หลุด 2,667 ดอลลาร์ หากหลุดคาดว่าราคาจะพักตัวลึก อาจต้องปรับกลยุทธ์ในช่วงที่เหลือของปีมารอซื้อในแนวรับระดับต่ำกว่า แนวรับถัดไป 2,600 ดอลลาร์ หากไม่หลุด 2,667 ดอลลาร์ ราคาจะไปถึง 2,800-2,850 ดอลลาร์ในปีนี้ ส่วนผู้ที่มีทองคำในมือเป็นจำนวนมาก แนะนำแบ่งขายทำกำไรบางส่วน เมื่อราคาทองคำปรับตัวขึ้น”

ยอดเปิดบัญชีทะลุ 1 แสนราย

“ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร YLG” กล่าวว่า จากภาวะที่ราคาทองปรับตัวขึ้น ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ตลาดทองคำจึงคึกคัก ส่งผลให้บริการออมทองได้รับความสนใจอย่างมากในปีนี้ โดยตั้งแต่ต้นปี 2567 มา มีนักลงทุนเปิดบัญชีใหม่เพิ่มมากขึ้น ในสัดส่วนที่แตกต่างกัน อย่าง Gold Wallet ในแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง ซึ่งผู้ที่สนใจเปิดบัญชีจะอยู่ในช่วงวัยตั้งแต่ 20-70 ปี ขณะที่แอปพลิเคชั่น Get Gold บริการซื้อทองแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง ที่ลงทุนขั้นต่ำเพียง 100 บาท ซื้อสูงสุด 80 กิโลกรัมทองคำ จะช่วงอายุประมาณ 20-50 ปี ขณะที่การลงทุน Gold Spot อายุจะประมาณ 40-70 ปี ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นร้านทอง หรือนักลงทุนที่ซื้อในปริมาณที่ค่อนข้างสูง ที่รับซื้อและส่งทองโดยตรง มีการเทรดบ้างแต่ไม่สูงมากนัก

“เทรนด์การลงทุน นักลงทุนนิยมการซื้อขายผ่านแอปเป๋าตังมากที่สุด เพราะสะดวก หากนักลงทุนเคยเปิดพอร์ตกับธนาคารกรุงไทย สามารถซื้อทองคำได้เลย โดยยอดสมัครเข้ามาอย่างต่อเนื่องเป็นรายวัน ตกเดือนละประมาณ 10,000 บัญชี รวม ๆ แล้ว ยอดเปิดบัญชีนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีมากกว่า 100,000 บัญชีแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าออมทองและเทรดทองคำ แต่จะมีการลงทุนที่สูงกว่า Get Gold เนื่องจาก Get Gold ลงทุนเริ่มต้นแค่ 100 บาท หรือเป็นสายออมทอง ซึ่งตรงนี้ยอดเปิดบัญชีอยู่ที่ประมาณ 1,000 บัญชีต่อเดือน” ซีอีโอ YLG กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

YLG ทองคำ ราคาทอง