Skip to content

สภาผู้บริโภคชี้ องุ่นไชน์มัสแคท แค่ตัวเปิดประเด็น ความไม่ปลอดภัยด้านอาหาร

25 ต.ค. 2567 | 12:55น.
สภาผู้บริโภคชี้ องุ่นไชน์มัสแคท แค่ตัวเปิดประเด็น ความไม่ปลอดภัยด้านอาหาร

ผลสุ่มตรวจองุ่นไชน์มัสแคท พบสารเคมีตกค้างอื้อ สะท้อนการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในกระบวนการเฝ้าระวัง-เตือนภัย กรรมการสภาผู้บริโภคแนะ อย.ขยายผลไปยังผักผลไม้ชนิดอื่น และเร่งกำหนดสารเคมี ให้ครอบคลุม ทันโลกที่เปลี่ยนไป

กรณีเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) ร่วมกับนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สุ่มตรวจองุ่นไชน์มัสแคท 24 ตัวอย่าง ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยสุ่มตรวจสารเคมีเกษตรมากกว่า 400 ชนิด พบสารเคมีเกษตรตกค้างในทุกตัวอย่างที่ตรวจ และพบตกค้างเกินค่ามาตรฐานมากถึงร้อยละ 95.8 นั้น

ภก.ภาณุโชติ ทองยัง กรรมการสภาผู้บริโภค ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ กล่าวว่า การตรวจพบองุ่นไชน์มัสแคทมีสารเคมีตกค้าง ไม่ได้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติอาหารอย่างเดียว แต่เกี่ยวกับประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องอาหารที่มีสารพิษตกค้าง ซึ่งกำหนดให้อาหารที่มีสารพิษตกค้างต้องมีมาตรฐาน โดยตรวจไม่พบวัตถุอันตรายทางการเกษตร ชนิดที่ 4 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย   

มองในมุมผู้บริโภค ประธานอนุกรรมการด้านอาหาร ยาฯ กล่าวว่า กฎหมายเมืองไทยการกำหนดสารเคมีที่ไม่ให้นำมาใช้ในอาหารยังไม่ครอบคลุม ขณะที่โลกเปลี่ยนไป มีสารเคมีเกิดขึ้นใหม่ ๆ แต่กฎหมายบ้านเราไม่ได้ถูกปรับปรุง ทำให้การเก็บตัวอย่างองุ่นไชน์มัสแคททั้งหมด 24 ตัวอย่าง จาก 15 สถานที่จำหน่ายในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล

พบสารพิษตกค้างทั้งหมด 50 ชนิด พบว่าเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 จำนวน 26 ชนิด เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งยกเลิกการใช้ในประเทศไทยจำนวน 2 ชนิด ได้แก่ Chlorpyrifos และ Endrin aldehyde และเป็นสารที่อยู่นอกบัญชีวัตถุอันตรายมากถึง 22 ชนิด ซึ่งเป็นสารที่ยังไม่มีการประเมินใด ๆ ภายใต้กฎหมายไทย

“การเฝ้าระวังความปลอดภัยผักผลไม้เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค โดยเฉพาะอาหารนำเข้า หน้าที่การแจ้งเตือนภัยเร่งด่วน ประเด็นอาหารไม่ปลอดภัย ที่ผ่านมาจะพบว่า ใน พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 ไม่ได้เขียนให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  มีหน้าที่โดยตรง และไม่ได้บังคับว่าต้องทำเร่งด่วน”

ภก.ภาณุโชติกล่าวต่อว่า ความไม่ปลอดภัยอาหารที่วางจำหน่ายในท้องตลาดทำให้เราเห็นช่องโหว่ พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 ซึ่งบังคับใช้มากว่า 40 ปี มีบทบัญญัติบางประการที่เป็นข้อจำกัดในการควบคุมความปลอดภัยอาหารและการโฆษณาอาหาร เราจะพบว่าความรวดเร็วของภาครัฐที่จะต้องทำงานรวดเร็ว ทั้งการไประงับ หรือไปเตือนภัยผู้บริโภคช้า ไม่ทันยุคเทคโนโลยีสื่อสาร

ปัจจุบันสภาผู้บริโภคได้เสนอแก้ไข พ.ร.บ.อาหารฉบับสภาผู้บริโภค ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน โดยเฉพาะการเพิ่มอำนาจให้ อย.จัดทำแผนพัฒนาความปลอดภัยการบริโภคอาหาร เช่น แผนการรับมือการนำอาหารที่ไม่ปลอดภัยออกจากตลาดอย่างเป็นระบบ รวมถึงระบบเตือนภัยอาหารไม่ปลอดภัย

ส่วนผู้ประกอบธุรกิจอาหาร ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายอาหารที่ไม่ปลอดภัย รวมถึงโฆษณาที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค และรับผิดชอบอาหารที่มีเครื่องหมายการค้าของตน ไม่ว่าสินค้านั้นจะเป็นของปลอม หรือเลียนแบบ กรณีที่พบว่าอาหารไม่ปลอดภัยต้องเรียกเก็บออกจากตลาดได้ทันที และแจ้งให้สาธารณะทราบ นอกจากนี้ หากผู้บริโภคต้องส่งคืนสินค้า จะต้องได้รับชดใช้ค่าอาหารที่เรียกคืน และค่าใช้จ่ายในการนำส่งคืน

“ผลของการสุ่มตรวจองุ่นไชน์มัสแคท จนพบสารเคมีตกค้าง เป็นข้อมูลมาจากผู้บริโภค ไม่ได้มาจากสายวิชาการ หน่วยงานราชการ นี่เป็นการสะท้อนการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในกระบวนการเฝ้าระวัง และเตือนภัยเรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร ขณะเดียวกัน เราได้เห็นระบบการตรวจสอบและเฝ้าระวังผักผลไม้นำเข้ายังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร แม้พยายามตรวจสอบเชิงรุกทั่วประเทศแล้วก็ตาม แต่ก็ยังหลุดรอดออกมาได้”

ภก.ภาณุโชติกล่าวถึงการแก้ไข พ.ร.บ.อาหารฉบับสภาผู้บริโภค เน้นให้ผู้ประกอบการร่วมรับผิดชอบด้วย กรณีเจอองุ่นมีสารเคมีตกค้าง คณะกรรมการอาหารต้องหยิบแผนการรับมือการนำอาหารที่ไม่ปลอดภัยออกมาใช้ ไม่ว่าจะเฝ้าระวังอย่างไร จะเตือนภัยอย่างไร เก็บตัวอย่าง คนรับผิดชอบในกฎหมายอาหาร 2522 เดิมให้เจ้าหน้าที่รัฐรับภาระลงไปจัดการ เก็บออกจากท้องตลาด แต่กฎหมายอาหารฉบับผู้บริโภค มอบภาระให้ผู้ประกอบธุรกิจด้านอาหารต้องทำตรงนี้ ไม่ปฏิบัติหน่วยงานรัฐสามารถดำเนินคดีได้

“ใน พ.ร.บ.อาหารฉบับสภาผู้บริโภค การนำอาหารไม่ปลอดภัยออกจากตลาด จะมีความรวดเร็วกว่า” ประธานอนุกรรมการ ด้านอาหาร ยาฯ กล่าว และว่า สภาผู้บริโภคเรียกร้องให้ผู้ประกอบการ ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ ร้านสะดวกซื้อ รับผิดชอบต่อสังคม เก็บองุ่นไชน์มัสแคท ออกจากท้องตลาด หรือสำแดงหลักฐานไม่มีสารเคมีตกค้างที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ขณะที่หน่วยงานภาครัฐต้องเร่งปรับปรุงข้อกำหนดสารเคมีห้ามใช้ในอาหาร ให้ครอบคลุมถึงสารใหม่ ๆ ในประกาศกระทรวงสาธารณสุข

ภก.ภาณุโชติกล่าวแนะนำผู้บริโภคทิ้งท้ายด้วยว่า หากผักและผลไม้ยังมีความคลุมเครือด้านคุณภาพสินค้า และมีความเสี่ยงในเรื่องของสารพิษตกค้าง ยังไม่มีการรับประกัน การจะซื้อผลไม้ไปฝากใคร หรือรับประทานควรชะลอไว้ก่อน มิเช่นนั้นเท่ากับเรานำของที่เสี่ยงไปให้คนอื่น ควรรอให้หน่วยงานภาครัฐ หรือร้านค้ามีการรับประกันความปลอดภัย รวมทั้งอยากให้ อย.ขยายผลไปถึงผักผลไม้อย่างอื่นด้วย เพราะมองว่าองุ่นไชน์มัสแคท เป็นแค่ตัวเปิดประเด็นเท่านั้น

“ขอให้ผู้บริโภคเวลาซื้อผักหรือผลไม้ อย่าซื้อตามความชอบอย่างเดียว ให้ซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และรับประกัน ผู้บริโภคต้องเปลี่ยนวิธีการคิด ซื้ออะไรต้องมีมาตรฐาน พลังผู้บริโภคคิดแบบนี้มาก ๆ จะกำหนดผู้ประกอบการจะขายอะไรต้องสำแดงมาตรฐาน”

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สารเคมี องุ่น เตือนภัย