“โตเกียวมารีนกรุ๊ป” กางแผน3ปี ขยายธุรกิจเอเชียดันกำไรโต 8% เล็งเจราจาดีล M&A บริษัทประกันวินาศภัย
นายชินอิจิ ฮิโรเสะ กรรมการบริหารอาวุโส โตเกียวมารีนโฮลดิ้งส์ เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่บริษัทเริ่มใช้แผนการบริหารระยะกลางฉบับใหม่ครอบคลุมตั้งแต่ปี 2561-2563 เนื่องจากบริษัทตั้งเป้าหมายที่จะเป็นบริษัทที่เติบโตต่อเนื่อง โดยในปี 2560 ที่ผ่านมาบริษัทมีกำไรที่ปรับปรุงแล้วของกลุ่มอยู่ที่ 116,040 ล้านบาท มาจากธุรกิจประกันภัยในต่างประเทศจำนวน 43,230 ล้านบาท คิดเป็น 37% ของพอร์ตรวมทั้งกลุ่ม ส่งผลให้อัตราส่วนรายได้จาก 3 ธุรกิจหลัก ประกอบด้วย 1.ธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศญี่ปุ่น คิดเป็น 37% 2.ธุรกิจประกันชีวิตในประเทศญี่ปุ่น คิดเป็น 25% และ 3.ธุรกิจประกันภัยในต่างประเทศ คิดเป็น 37% ซึ่งใกล้เคียงกับความสมดุลของพอร์ตโฟลิโอของบริษัทที่ตั้งเป้าไว้
“ธุรกิจประกันในต่างประเทศถูกจัดอยู่ในธุรกิจที่มีบทบาทในการกระจายความเสี่ยง และยังเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของผลกำไรของกลุ่ม เมื่อตลาดในประเทศญี่ปุ่นอยู่ในสภาวะอิ่มตัว บทบาทของธุรกิจประกันในต่างประเทศจะยิ่งมีความสำคัญมากกว่าที่เคย ทำให้การมีพอร์ตฟอริโอที่มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี มีการเติบโตสูงทั้งด้านรายรับและผลกำไรจะสามารถให้ความอุ่นใจกับลูกค้าทั่วโลกได้ในทุกเวลา” นายฮิโรเสะกล่าว
ทั้งนี้ในส่วนของธุรกิจประกันภัยต่างประเทศ บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะขยายผลกำไรให้กลุ่มบริษัทโดยมีกลยุทธ์ คือ 1.ส่งเสริมการเติบโตภายในอย่างยั่งยืนผ่านการแสวงหาความร่วมมือกลุ่มบริษัทในเอเชีย (Organic Growth) อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินเดีย อินโดนีเซีย และไทย พร้อมกับการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ 2.ส่งเสริมกลยุทธ์การควบรวมและการซื้อกิจการ (Mergers and Acquisitions) ซึ่งปัจจุบันบริษัทกำลังศึกษาและพิจารณาการทำ M&A โดยลิสต์ส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจประกันวินาศภัยเป็นหลัก ทั้งนี้การพิจารณาจะใช้หลักการชี้วัดจากภาระความรับผิดชอบหรือความเสี่ยง (Risk) ที่จะเข้าไปเทคโอเวอร์ และกำไรจากผลการดำเนินงานที่คาดหวังจะได้รับกลับมาเป็นอย่างไร เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับเงินลงทุนซื้อกิจการ และยังรวมไปถึงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารบริษัทนั้นด้วย
“ก่อนหน้านี้บริษัทได้ทำ M&A เข้าซื้อกิจการ HCC Insurance Holdings, Inc. ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันที่มีมูลค่าสูงกว่า 9,000 ร้อยล้านเยน หรือประมาณ 270,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบค่อนข้างมหาศาลพอสมควร โดยปัจจุบันพอร์ตของ HCC คิดเป็น 1 ใน 4 ของพอร์ตโตเกียวมารีนกรุ๊ป ถือว่าเป็นดีลครั้งใหญ่ของบริษัท แต่สำหรับบริษัทในเอเชียไซต์อาจจะไม่ได้ใหญ่เทียบเท่า ซึ่งบริษัทไม่ได้กำหนดจำนวนเงินที่ชัดเจนว่าการทำ M&A มีมูลค่าเท่าไร หากโอกาสดีๆเข้ามาและ Value ที่ทำร่วมกันสามารถเติบโตไปด้วยกันได้ บริษัทก็มีงบประมาณที่จะใช้ดำเนินการได้ทันที” นายฮิโรเสะกล่าว
นายฮิโรเสะ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ในช่วง 6-7 ปีก่อนช่วงที่ธุรกิจของอเมริกาและยุโรปเติบโตไม่ดีนัก เวลาทำ M&A ก็จะได้บริษัทมาในราคาสมเหตุสมผล ในจังหวะเดียวกันเมื่อ 5-6 ปีที่แล้วในเอเชียราคาค่อนข้างแพงจึงไม่ได้สนใจทำ M&A ในเอเชียเลย แต่ปัจจุบันนี้อาจจะต้องดูจังหวะเล็กน้อยเพราะว่าสภาพเศรษฐกิจยังค่อนข้าง Sensitive เม็ดเงินฟันด์โฟลว์ไหลออกจากตลาดเอเชียค่อนข้างมาก จึงอาจจะต้องพิจารณาราคาที่จะทำ M&A ว่ามีโอกาสมากขึ้นขนาดไหน
อย่างไรก็ตาม บริษัทต้องการเพิ่มสัดส่วนกำไรของธุรกิจประกันในเอเชียให้สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งปัจจุบันกำไรธุรกิจในเอเชียคิดเป็น 5-6% ของกำไรทั้งกลุ่ม ซึ่งคาดหวังอย่างมากต่อผลงานของ บมจ.โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) ที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเอเชีย โดยแผนการบริหารระยะกลางฉบับใหม่นี้จะให้ความสำคัญกับการเติบโตของธุรกิจประกันในเอเชียอย่างมาก ซึ่งอาจจะเติบโตเพิ่มขึ้นอีกราว 2% หรือแตะระดับ 8% อาจจะเบียดเติบโตในระดับแตะ 10% ค่อนข้างยาก เนื่องจากธุรกิจในอเมริกาเฉพาะบริษัท HCC สัดส่วนกำไรคิดเป็น 25% และบริษัทฟิลาเดลเฟีย คอนโซลิเดท และบริษัทฟินในสหรัฐฯ ทั้งสองแห่งรวมกันกำไรเกือบ 30%
นายฮิโรเสะ กล่าวว่า ส่วนธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทย คาดหวังว่าภายใน 3 ปี ตามแผนระยะกลางจะส่งผลให้เบี้ยประกันชีวิตรับรวมเติบโตเฉลี่ย 10% หรือคิดเป็นเบี้ยรับรวมแตะ 8,000 กว่าล้านบาท โดยช่องทางตัวแทนของไทยถือว่ามีคุณภาพสูงภายใต้การบริหารงานของ “นายสมโพชน์ เกียรติไกรวัล” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งบริษัทมีความคาดหวังอย่างสูงกับช่องทางตัวแทนของไทย เนื่องจากการเติบโตของช่องทางตัวแทนถือว่ามีความโดดเด่น อัตราการเติบโตเฉลี่ย 3 ปี ของเบี้ยประกันภัยรับปีแรก (FYP) เท่ากับ 13% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดที่ 2% เป็นอย่างมาก แม้จะอยู่ท่ามกลางสภาวะที่ขายประกันอย่างยากลำบาก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แต่ช่องทางตัวแทนที่มีคุณภาพสูงก็ยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
“ผมมีความไว้วางใจกับช่องทางตัวแทนของไทยเป็นอย่างมาก และเชื่อว่าจะสามารถเติบโตไปพร้อมกับคุณภาพสูงได้ในอนาคต” นายฮิโรเสะกล่าว
นายสมโพชน์ เกียรติไกรวัล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าเบี้ยประกันชีวิตรับรวมอยู่ที่ 6,924 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน มาจากเบี้ยประกันรับปีแรกจำนวน 1,816 ล้านบาท โดยช่องทางตัวแทนยังคงเป็นช่องทางหลัก คาดว่าปีนี้จะขยายตัวด้วยเบี้ยรับรวมประมาณ 5,064 ล้านบาท เติบโต 15% และมีจำนวนตัวแทนใหม่เพิ่มขึ้นให้ได้ 4,500 คน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของช่องทางตัวแทนในอนาคตต่อไป
“ทั้งนี้ช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-เม.ย.61) ช่องทางตัวแทนของบริษัทมีเบี้ยรับรวมแล้วจำนวน 1,082 ล้านบาท มาจากการที่บริษัทมุ่งเน้นขายโปรดักต์วางแผนเกษียณอายุ (Pension) และขยายเจาะกลุ่มคนทำงานเพิ่มมากขึ้น โดยเลือกชำระเบี้ยแบบรายเดือน ซึ่งทำให้สัดส่วนลูกค้าจ่ายเบี้ยแบบรายเดือนขยับขึ้นมาเป็น 15% แล้ว ในขณะที่การชำระเบี้ยแบบรายปีจากเดิมอยู่ที่ 95%” นายสมโพชน์กล่าว
นายสมโพชน์ กล่าวว่า ในช่วงเดือน ก.ค.61 นี้ บริษัทเตรียมออกโปรดักต์เกษียณอายุแบบใหม่ รวมถึงแบบประกันสุขภาพ ซึ่งสามารถที่จะออกมาแข่งขันกับคู่แข่งได้อย่างแน่นอน เนื่องจากประกันสุขภาพจะเป็นแบบประกันที่จะเข้าไปตอบโจทย์ในส่วนที่ลูกค้าขาดหรือซื้อเพิ่มเป็นรายชิ้น เช่น ซื้อประกันสุขภาพในส่วนค่าห้องเพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนสัญญาเพิ่มเติมคิดเป็น 20% ของพอร์ตรวม
“แนวโน้มธุรกิจประกันชีวิตในปีนี้มีโอกาสเติบโตดีต่อเนื่อง จากการที่ประชาชนให้ความสำคัญกับการออมเพื่อรับมือกับชีวิตวัยเกษียณและตระหนักถึงค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น บริษัทจึงให้ความสำคัญในเรื่องนี้ตั้งแต่เริ่มต้น” นายสมโพชน์กล่าว