เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
News ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
Economic บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
Economic ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
Business SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
News 148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
Tech เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
Finance มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
Finance ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
Uncategorized โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
Economic ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
ดูทั้งหมด

‘กอบศักดิ์’ ชี้ เศรษฐกิจไทยพ้นดงหนาม แต่ยังต้องจับตา 3 ปัจจัยเสี่ยง

29 ต.ค. 2567 | 09:58น.
กอบศักดิ์ ภูตระกูล

‘กอบศักดิ์’ ธนาคารกรุงเทพ มองเศรษฐกิจไทยพ้นดงหนาม คาดปี’68 จีดีพีโตเกิน 3% อานิสงส์ 4 เครื่องยนต์ขับเคลื่อน จับตา “เลือกตั้งสหรัฐ-เศรษฐกิจจีน-หนี้ครัวเรือน” ปัจจัยเสี่ยงกระเทือนการโต ด้านสินเชื่อแบงก์คาดโต 3-4% ชี้ต่างประเทศโตดี ชดเชยในประเทศชะลอตัว หนุนสัดส่วนสินเชื่อต่างประเทศแตะ 25%

วันที่ 29 ตุลาคม 2567 ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัทและกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2567 ภาพรวมอยู่ในทิศทางสบายใจขึ้น แม้ว่าอัตราการขยายตัวจีดีพีจะต่ำกว่า 3% เล็กน้อย เนื่องจากมีปัจจัยเรื่องน้ำท่วมเข้ามากระทบ แต่หากมองไปข้างหน้าในปี 2568 เศรษฐกิจน่าจะเรียกว่า “พ้นดงหนาม” โดยขยายตัวในระดับ 3% บวกลบ

ทั้งนี้ แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2568 จะมาจาก 4 เครื่องยนต์หลัก ได้แก่ 1.การส่งออกที่ยังมีทิศทางไปได้ดี 2.การท่องเที่ยวที่เติบโต มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเฉลี่ย 4 ล้านคนต่อเดือนต่อเนื่อง ทำให้ทั้งปีนักท่องเที่ยวจะอยู่ที่ 36 ล้านคน ถือว่าค่อนข้างดี 3.การกระตุ้นการลงทุนภาครัฐ และ 4.การลงทุนภาคเอกชน ดังนั้น หากเครื่องยนต์ทำงานทั้ง 4 เครื่องยนต์จีดีพีน่าจะขยายตัวได้เกินระดับ 3%

อย่างไรก็ดี ปัจจัยเสี่ยงหรือความกังวลใจจะมีอยู่ด้วยกัน 3 เรื่อง ได้แก่ 1.การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 ซึ่งจะเกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้นเป็นสิ่งที่คาดเดายากและไม่แน่นอน เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) การทำสงครามการค้า (Trade War) การตั้งกำแพงภาษีนำเข้าโดยเฉพาะกับทางจีน หรือความรุนแรงเกี่ยวกับสงครามเทคโนโลยี (Tech War) จะมาต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ในระยะข้างหน้าจากผู้นำคนใหม่ของสหรัฐ

และ 2.เศรษฐกิจจีน ที่มีความเสี่ยงและมองว่ายัง “ไม่พ้นน้ำ” เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่ออกมาอ่อนแอลง เครื่องยนต์น่าห่วงหลายตัวน่าห่วง เช่น การนำเข้าเติบโตเพียง 0.3% สะท้อนว่าเศรษฐกิจจีนไม่มีกำลังซื้อ และราคาบ้านปรับตัวลดลง 6-7% ซึ่งเป็นตัวเลขลดลงติดต่อกันหลายเดือน ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจจีนไม่พ้นน้ำ

อย่างไรก็ดี ทุกวิกฤตจะมีจุด Turning Point หรือจะเจอจุดเปลี่ยนได้ คือการเอาหนี้เข้ากระเป๋าภาครัฐ หากภาครัฐของจีนสามารถบริหารจัดการหนี้เสียได้ ซึ่งจะคล้ายกับวิกฤตต้มย้ำกุ้งปี 2540 ที่เผชิญวิกฤต และสามารถผ่านพ้นวิกฤตดังกล่าวได้ เป็นผลมาจากภาครัฐมีการดูดหนี้เสียออกจากระบบ และเปิดให้มีสภาพคล่องออกมาสู่ระบบ ทำให้หนี้เสียในระบบถูกบริหารจัดการ ซึ่งทำให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

ดังนั้น ทิศทางของจีนครั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลจีนเช่นเดียวกัน ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ในการบริหารหนี้เสียในอนาคต เพราะที่ผ่านมาแม้จะมีการลดดอกเบี้ย ปล่อยสภาพคล่อง ลดภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่สามารถลดหนี้ได้

และ 3.หนี้ครัวเรือน ปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง ทำให้ระบบยังไม่สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ จากการมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง 89-90% ในปัจจุบัน โดยเฉพาะหนี้กลุ่มที่มีการค้างชำระเกิน 30 วัน หรือสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) สินเชื่อรถยนต์ เริ่มเห็นคนจ่ายไม่ไหวมากขึ้นสูงถึง 16% และสินเชื่อบ้านที่เริ่มเห็นการถูกยึดขายทอดตลาดมากขึ้น เหล่านี้เริ่มเป็นปัญหามากขึ้น เพราะรถและบ้านเป็นสินทรัพย์ที่เป็นเครื่องมือทำมาหากินของประชาชน ของภาคธุรกิจ จึงเป็นสิ่งที่น่ากังวลใจมากขึ้น เพราะในช่วงโควิด-19 ที่เกิดขึ้น 2 ปีกว่า ทำให้คนต้องนำเงินออมออกมาใช้ แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจยังไม่กลับมา จึงในท้ายที่สุดต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ

Advertisement

“หากดูทิศทางเศรษฐกิจโลกวันนี้เริ่มพ้นน้ำแล้ว ธนาคารทั่วโลกเริ่มลดดอกเบี้ย และลดต่อไปเรื่อย ๆ หลังจากนี้โลกจะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ก็อาจต้องรออีก 6 เดือน หรือกว่า 1 ปี หลังจากนี้ที่จะเริ่มเห็นการส่งผ่านดอกเบี้ยไปสู่ระบบเศรษฐกิจจริง และการฟื้นตัวรอบใหม่ก็จะเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่จะช่วยดึงให้เราขยายตัวได้หลังจากนี้ หรือหากมี Recession มองว่าจะเป็นเพียงช่วงสั้น ๆ เพราะอยู่ในช่วงดอกเบี้ยลง เงินเฟ้อไม่เยอะ หลังจากนี้ทุกอย่างจะดีขึ้น มีอย่างเดียวที่จะทำให้การฟื้นตัวของโลกมีปัญหา คือสงครามหลังการเลือกตั้ง“

ดร.กอบศักดิ์กล่าวอีกว่า สำหรับภาพรวมสินเชื่อของธนาคารกรุงเทพ โดยปกติจะขยายตัวกว่าจีดีพีประมาณ 1 เท่า หากคาดการณ์จีดีพีขยายตัวได้ราว 3% คาดว่าสินเชื่อจะขยายตัวในระดับ 3-4% อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมาสินเชื่อโดยรวมในภาคธุรกิจจะชะลอตัวไปบ้าง แต่จะเห็นว่าสินเชื่อในด้านต่างประเทศยังขยายตัวได้ แม้อาจจะสะดุดเล็กน้อยในช่วงค่าเงินบาทผันผวน แต่ปัจจุบันกลับมาเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อขนาดใหญ่
มีความต้องการลงทุนต่อเนื่อง ทั้งอินโดนีเซีย เวียดนาม และประเทศอื่นที่อยู่ในช่วงของการขยายโรงงาน การลงทุนเพิ่มเติม ซึ่งจะหนุนให้สัดส่วนสินเชื่อต่างประเทศอยู่ที่ 25%

“แม้ว่าสินเชื่อในประเทศเติบโตไม่ได้ดีนัก แต่ด้านต่างประเทศยังเห็นสินเชื่อเติบโตสูง โดยเฉพาะในอินโดนีเซีย ซึ่งจะเห็นสินเชื่อของธนาคารเพอร์มาตาเห็นการเติบโตค่อนข้างสูงถึง 10% เมื่อเทียบกับภาพรวมสินเชื่อต่างประเทศ 25% ซึ่งครึ่งหนึ่งมาจากอินโดนีเซีย เพราะมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานตามศักยภาพเศรษฐกิจอินโดนีเซียที่ขยายตัวได้ 6%”