เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

‘กอบศักดิ์’ ชี้ เศรษฐกิจไทยพ้นดงหนาม แต่ยังต้องจับตา 3 ปัจจัยเสี่ยง

29 ต.ค. 2567 | 09:58น.
กอบศักดิ์ ภูตระกูล

กอบศักดิ์ ภูตระกูล

‘กอบศักดิ์’ ธนาคารกรุงเทพ มองเศรษฐกิจไทยพ้นดงหนาม คาดปี’68 จีดีพีโตเกิน 3% อานิสงส์ 4 เครื่องยนต์ขับเคลื่อน จับตา “เลือกตั้งสหรัฐ-เศรษฐกิจจีน-หนี้ครัวเรือน” ปัจจัยเสี่ยงกระเทือนการโต ด้านสินเชื่อแบงก์คาดโต 3-4% ชี้ต่างประเทศโตดี ชดเชยในประเทศชะลอตัว หนุนสัดส่วนสินเชื่อต่างประเทศแตะ 25%

วันที่ 29 ตุลาคม 2567 ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัทและกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2567 ภาพรวมอยู่ในทิศทางสบายใจขึ้น แม้ว่าอัตราการขยายตัวจีดีพีจะต่ำกว่า 3% เล็กน้อย เนื่องจากมีปัจจัยเรื่องน้ำท่วมเข้ามากระทบ แต่หากมองไปข้างหน้าในปี 2568 เศรษฐกิจน่าจะเรียกว่า “พ้นดงหนาม” โดยขยายตัวในระดับ 3% บวกลบ

ทั้งนี้ แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2568 จะมาจาก 4 เครื่องยนต์หลัก ได้แก่ 1.การส่งออกที่ยังมีทิศทางไปได้ดี 2.การท่องเที่ยวที่เติบโต มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเฉลี่ย 4 ล้านคนต่อเดือนต่อเนื่อง ทำให้ทั้งปีนักท่องเที่ยวจะอยู่ที่ 36 ล้านคน ถือว่าค่อนข้างดี 3.การกระตุ้นการลงทุนภาครัฐ และ 4.การลงทุนภาคเอกชน ดังนั้น หากเครื่องยนต์ทำงานทั้ง 4 เครื่องยนต์จีดีพีน่าจะขยายตัวได้เกินระดับ 3%

อย่างไรก็ดี ปัจจัยเสี่ยงหรือความกังวลใจจะมีอยู่ด้วยกัน 3 เรื่อง ได้แก่ 1.การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 ซึ่งจะเกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้นเป็นสิ่งที่คาดเดายากและไม่แน่นอน เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) การทำสงครามการค้า (Trade War) การตั้งกำแพงภาษีนำเข้าโดยเฉพาะกับทางจีน หรือความรุนแรงเกี่ยวกับสงครามเทคโนโลยี (Tech War) จะมาต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ในระยะข้างหน้าจากผู้นำคนใหม่ของสหรัฐ

และ 2.เศรษฐกิจจีน ที่มีความเสี่ยงและมองว่ายัง “ไม่พ้นน้ำ” เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่ออกมาอ่อนแอลง เครื่องยนต์น่าห่วงหลายตัวน่าห่วง เช่น การนำเข้าเติบโตเพียง 0.3% สะท้อนว่าเศรษฐกิจจีนไม่มีกำลังซื้อ และราคาบ้านปรับตัวลดลง 6-7% ซึ่งเป็นตัวเลขลดลงติดต่อกันหลายเดือน ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจจีนไม่พ้นน้ำ

อย่างไรก็ดี ทุกวิกฤตจะมีจุด Turning Point หรือจะเจอจุดเปลี่ยนได้ คือการเอาหนี้เข้ากระเป๋าภาครัฐ หากภาครัฐของจีนสามารถบริหารจัดการหนี้เสียได้ ซึ่งจะคล้ายกับวิกฤตต้มย้ำกุ้งปี 2540 ที่เผชิญวิกฤต และสามารถผ่านพ้นวิกฤตดังกล่าวได้ เป็นผลมาจากภาครัฐมีการดูดหนี้เสียออกจากระบบ และเปิดให้มีสภาพคล่องออกมาสู่ระบบ ทำให้หนี้เสียในระบบถูกบริหารจัดการ ซึ่งทำให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

ดังนั้น ทิศทางของจีนครั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลจีนเช่นเดียวกัน ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ในการบริหารหนี้เสียในอนาคต เพราะที่ผ่านมาแม้จะมีการลดดอกเบี้ย ปล่อยสภาพคล่อง ลดภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่สามารถลดหนี้ได้

และ 3.หนี้ครัวเรือน ปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง ทำให้ระบบยังไม่สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ จากการมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง 89-90% ในปัจจุบัน โดยเฉพาะหนี้กลุ่มที่มีการค้างชำระเกิน 30 วัน หรือสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) สินเชื่อรถยนต์ เริ่มเห็นคนจ่ายไม่ไหวมากขึ้นสูงถึง 16% และสินเชื่อบ้านที่เริ่มเห็นการถูกยึดขายทอดตลาดมากขึ้น เหล่านี้เริ่มเป็นปัญหามากขึ้น เพราะรถและบ้านเป็นสินทรัพย์ที่เป็นเครื่องมือทำมาหากินของประชาชน ของภาคธุรกิจ จึงเป็นสิ่งที่น่ากังวลใจมากขึ้น เพราะในช่วงโควิด-19 ที่เกิดขึ้น 2 ปีกว่า ทำให้คนต้องนำเงินออมออกมาใช้ แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจยังไม่กลับมา จึงในท้ายที่สุดต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ

“หากดูทิศทางเศรษฐกิจโลกวันนี้เริ่มพ้นน้ำแล้ว ธนาคารทั่วโลกเริ่มลดดอกเบี้ย และลดต่อไปเรื่อย ๆ หลังจากนี้โลกจะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ก็อาจต้องรออีก 6 เดือน หรือกว่า 1 ปี หลังจากนี้ที่จะเริ่มเห็นการส่งผ่านดอกเบี้ยไปสู่ระบบเศรษฐกิจจริง และการฟื้นตัวรอบใหม่ก็จะเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่จะช่วยดึงให้เราขยายตัวได้หลังจากนี้ หรือหากมี Recession มองว่าจะเป็นเพียงช่วงสั้น ๆ เพราะอยู่ในช่วงดอกเบี้ยลง เงินเฟ้อไม่เยอะ หลังจากนี้ทุกอย่างจะดีขึ้น มีอย่างเดียวที่จะทำให้การฟื้นตัวของโลกมีปัญหา คือสงครามหลังการเลือกตั้ง“

ดร.กอบศักดิ์กล่าวอีกว่า สำหรับภาพรวมสินเชื่อของธนาคารกรุงเทพ โดยปกติจะขยายตัวกว่าจีดีพีประมาณ 1 เท่า หากคาดการณ์จีดีพีขยายตัวได้ราว 3% คาดว่าสินเชื่อจะขยายตัวในระดับ 3-4% อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมาสินเชื่อโดยรวมในภาคธุรกิจจะชะลอตัวไปบ้าง แต่จะเห็นว่าสินเชื่อในด้านต่างประเทศยังขยายตัวได้ แม้อาจจะสะดุดเล็กน้อยในช่วงค่าเงินบาทผันผวน แต่ปัจจุบันกลับมาเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อขนาดใหญ่
มีความต้องการลงทุนต่อเนื่อง ทั้งอินโดนีเซีย เวียดนาม และประเทศอื่นที่อยู่ในช่วงของการขยายโรงงาน การลงทุนเพิ่มเติม ซึ่งจะหนุนให้สัดส่วนสินเชื่อต่างประเทศอยู่ที่ 25%

“แม้ว่าสินเชื่อในประเทศเติบโตไม่ได้ดีนัก แต่ด้านต่างประเทศยังเห็นสินเชื่อเติบโตสูง โดยเฉพาะในอินโดนีเซีย ซึ่งจะเห็นสินเชื่อของธนาคารเพอร์มาตาเห็นการเติบโตค่อนข้างสูงถึง 10% เมื่อเทียบกับภาพรวมสินเชื่อต่างประเทศ 25% ซึ่งครึ่งหนึ่งมาจากอินโดนีเซีย เพราะมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานตามศักยภาพเศรษฐกิจอินโดนีเซียที่ขยายตัวได้ 6%”