Skip to content

ต่างชาติ ขาย “หุ้น-ตราสารหนี้” ประเทศไทย 10 เดือนแรกปีนี้ 1.6 แสนล้าน

02 พ.ย. 2567 | 10:00น.
ต่างชาติ ขาย “หุ้น-ตราสารหนี้” ประเทศไทย 10 เดือนแรกปีนี้ 1.6 แสนล้าน

ต่างชาติ ขาย “หุ้น-ตราสารหนี้” ประเทศไทย 10 เดือนแรกปีนี้ 1.6 แสนล้าน เดือน ต.ค. 2567 ขายไปกว่า 6 หมื่นล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานสรุปภาพรวมเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ในช่วง 10 เดือนแรกปี 2567 (2 ม.ค.- 31 ต.ค.) ในตลาดหุ้นไทยและตลาดตราสารหนี้ไทย โดยพบว่า นักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิหุ้นไทย 122,757 ล้านบาท และขายตราสารหนี้ไทย 40,347 ล้านบาท รวมมูลค่า 163,104 ล้านบาท

โดยในเดือน ต.ค. 2567 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 27,968 ล้านบาท และขายสุทธิตราสารหนี้ไทย 33,447 ล้านบาท รวมมูลค่า 61,415 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด วิเคราะห์ว่า ในเดือน ต.ค. นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่องเกือบทุกวัน ขณะที่เม็ดเงินกองทุนวายุภักษ์หนุน โดยสถาบันในประเทศซื้อหุ้นด้วยมูลค่าสูงกว่าปกติ แต่มาช่วงท้าย ๆ เดือน ต.ค. เริ่มเห็นแรงซื้อเบาลง เหลือเพียง 3 – 4 พันล้าบาทต่อวัน ลดลงจากสูงสุดช่วงต้น ๆ เดือนที่ 8 – 9 พันล้านบาทต่อวัน ซึ่งกลับมาอยู่ในปริมาณการซื้อปกติ เฉลี่ยในเดือน ม.ค. – ก.ย. ที่ 4.3 พันล้านบาท

ส่วนช่วงที่เหลือของปี ฟันด์โฟลว์มีโอกาสถูกกดดันต่อจากประเด็นการเมืองทั้งในและต่างประเทศ เป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่คอยติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะในอดีตเคยกดดันทิศทางฟันด์โฟลว์ไหลออกตลาดหุ้นไทยรุนแรงหลายครั้ง อาทิ เวลาการเมืองไทยร้อนแรง อย่างช่วงเดือน พ.ค. – มิ.ย. 2567 เกิดนิติสงครามทางการเมือง 4 คดีความ กดดันรัฐบาล พร้อมกับฟันด์โฟลว์ไหลออกตลาดหุ้นไทย 27 วันทำการติดต่อกัน กว่า 5.1 หมื่นล้านบาท

หรืออย่างช่วงเดือน ต.ค. – พ.ย. 2561 มีประเด็นสงครามการค้าจีน-สหรัฐ กดดันฟันด์โฟลว์ไหลออกตลาดหุ้นไทย 22 วันทำการติดต่อกัน กว่า 6.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 เหตุการณ์ เคยส่งผลให้ฟันด์โฟลว์ไหลออกติดต่อกันยาวนานเป็นอันดับที่ 1 และอันดับที่ 7 ตั้งแต่ตลาดเก็บข้อมูลมาตลอด 32 ปี

หากโฟกัสที่การเลือกตั้งสหรัฐ ล่าสุดเริ่มเห็นโอกาสที่ ทรัมป์ จะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ ตามคะแนนความนิยมที่เร่งขึ้นมาในช่วงโค้งสุดท้าย รวมถึงเว็บพนันถูกกฏหมายหลายแห่งให้ ทรัมป์ มีโอกาสชนะ 65.2% ส่งผลให้เห็นการโยกย้ายเม็ดเงินไปสู่สินทรัพย์ที่ได้กระแสเชิงบวก อาทิ บิตคอยน์ รวมถึงบอนด์ยีลด์สหรัฐ 10 ปีสหรัฐ ที่ขึ้นมาแรงเกิน 60 BPS ในช่วง 1 เดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมา หลังธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ประกาศลดดอกเบี้ยท้ายเดือน ก.ย. ตามกลไกยังกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า 5% และฟันด์โฟลว์ไหลออกจากตลาดหุ้นไทย 2.1 หมื่นล้านบาท

และหาก ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งจริง ตามผลโพล และบอนด์ยีลด์สหรัฐ 10 ปี ที่วิ่งขึ้นนำบอนด์ยีลด์ไทย 10 ปี ไทย ไปถึง 1.86% (ส่วนต่างดังกล่าวเร่งเพิ่มขึ้นมาเร็ว 78 BPS ในช่วง 1 เดือนกว่า ๆ เท่านั้น) สภาวะดังกล่าว จะกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า และมีโอกาสขยับขึ้นไปที่ 36 – 37 บาท/เหรียญ ได้ พร้อมกับกดดันให้ฟันด์โฟลว์อาจชะลอการไหลเข้าหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปี เพราะนักลงทุนต่างชาติมีโอกาสขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มเติม และยังมีนโยบายของพรรค REPUBLICAN ที่จะลดภาษีนิติบุคคลลงจาก 21% เหลือ 15% ส่งผลให้กำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นสหรัฐ มีโอกาสปรับขึ้น คอยกดดันให้ฟันด์โฟลว์บางส่วนเลือกไหลกลับไปที่ตลาดหุ้นสหรัฐได้

“สรุปฟันด์โฟลว์มีโอกาสไหลเข้าหุ้นไทยน้อยลงในช่วงที่เหลือของปี หาก ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง เนื่องจากค่าเงินบาทมีโอกาสชะลอการแข็งค่า และ EPS ตลาดหุ้นสหรัฐ มีโอกาสถูกปรับเพิ่มประมาณการ ส่งผลให้ฟันด์โฟลว์ไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐน้อยลง ในทางกลับกันหาก แฮร์ริส ชนะ ค่าเงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่า รวมถึงฟันด์โฟลว์มีโอกาสไหลกลับเข้ามาตลาดหุ้นไทยเช่นกัน”

มุมมองตลาดหุ้นไทยเดือน พ.ย.67

สำหรับมุมมองแนวโน้มตลาดหุ้นไทยเดือน พ.ย. 2567 มองกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index เดือน พ.ย. 2567 ไว้ที่ 1,435 – 1,510 จุด แม้เศรษฐกิจไทยยังเติบโตช้า แต่มีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง จากนโยบายการตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น จากเม็ดเงินคงเหลือของงบประมาณปี 2567 บวกกับเม็ดเงินใหม่จากการอนุมัติงบประมาณปี 2568 เพื่อทยอยขับเคลื่อน GDP Growth ไทยในช่วงไตรมาส 4/2567 จนถึงปี 2568

ขณะที่เป้าหมายการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยของภาครัฐ ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน และการบริโภคภาคครัวเรือนเป็นหลัก ซึ่งมีเพียงความเสี่ยงหากก่อหนี้มากเกิน อาจถูกหั่นเครดิตเรทติ้งลงได้ ขณะที่ปัจจัยการเมืองไทยมีแนวโน้มร้อนแรงขึ้นตามลำดับ กดดันให้ SET Index มีโอกาสถูกกดดันได้ในอนาคต

โดยฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่าในช่วงต้น-กลางเดือน พ.ย. 2567 น่าจะเห็นความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม แต่จะยังไม่เห็นข้อสรุปเรื่องการยุบพรรคตามคำร้องต่าง ๆ จึงทำให้ฟันด์โฟลว์มีโอกาสไหลเข้าหุ้นไทยน้อยลงในช่วงที่เหลือของปี

ทั้งจากส่วนของต่างชาติและสถาบันในมุมมูลค่าหุ้น (Valuation) มองผ่าน MEYG หรือส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนในดอกเบี้ยนโยบายกับตลาดหุ้นไทยได้ 3.8% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับเท่าค่าเฉลี่ยในอดีต โดยฝ่ายวิจัยฯ ประเมินกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2567 ที่ 91.4 บาทต่อหุ้น และปี 2568 ที่ 98.8 บาทต่อหุ้น ภายใต้การคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.25% และอิง MEYG ที่ 3.8% จะได้ดัชนีเป้าหมายปี 2567 ที่ 1,510 จุด และปี 2568 ที่ 1,633 จุด แนะนำสะสมหุ้นพื้นฐานแกร่งกำไรปีหน้าเติบโต และมี ESG Rating สูง อาทิ BDMS, PLANB, WHA, CPAXT, SC, AOT