เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เปิดตัว Tesla Roadster รถบินได้ จองในไทยวันนี้ 178,000 บาท
Automotive เปิดตัว Tesla Roadster รถบินได้ จองในไทยวันนี้ 178,000 บาท
QUICK ฮอต! บิ๊กเนมแห่จอง ‘HUMAN-สุระ-เสี่ยป๋อง-บอย ท่าพระจันทร์’ ร่วมวง
Finance QUICK ฮอต! บิ๊กเนมแห่จอง ‘HUMAN-สุระ-เสี่ยป๋อง-บอย ท่าพระจันทร์’ ร่วมวง
ราคาทองวันนี้ (16 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 150 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (16 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 150 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,900 บาท
เซ็นทรัลบูม ‘คลองหลวง’ ทำเลทองทุนใหญ่ขยับ-จับตาที่ดิน ‘บิ๊กซีนวนคร’
Real Estate เซ็นทรัลบูม ‘คลองหลวง’ ทำเลทองทุนใหญ่ขยับ-จับตาที่ดิน ‘บิ๊กซีนวนคร’
ชัยชนะครั้งใหม่ ของผู้บริโภค
Business ชัยชนะครั้งใหม่ ของผู้บริโภค
CBRE จับมือ SC ขนทัพบ้าน-คอนโดหรูบุกพารากอน แพงสุด 528 ล้าน ดึงเศรษฐีช้อป เป้ายอดขาย 1,000 ล้าน
Real Estate CBRE จับมือ SC ขนทัพบ้าน-คอนโดหรูบุกพารากอน แพงสุด 528 ล้าน ดึงเศรษฐีช้อป เป้ายอดขาย 1,000 ล้าน
มิชลิน ไกด์ ประเทศไทย ครบ 10 ปี ประกาศดาวมิชลิน 10 พ.ย. นี้
Biz Movement มิชลิน ไกด์ ประเทศไทย ครบ 10 ปี ประกาศดาวมิชลิน 10 พ.ย. นี้
ก.ล.ต.ชู 3 นโยบายปลุกตลาดทุนไทย ดัน TISA-BOI to IPO-Tokenization เชื่อมเงินทุนโลก
Finance ก.ล.ต.ชู 3 นโยบายปลุกตลาดทุนไทย ดัน TISA-BOI to IPO-Tokenization เชื่อมเงินทุนโลก
‘ไทย-ลิกเตนสไตน์’ ดันความตกลง Thailand-EFTA พร้อมเว้นเก็บภาษีซ้อน
Politics ‘ไทย-ลิกเตนสไตน์’ ดันความตกลง Thailand-EFTA พร้อมเว้นเก็บภาษีซ้อน
สันติธาร ชู 3 แนวทาง เร่งไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว ลดพึ่งพานำเข้าพลังงาน
Economic สันติธาร ชู 3 แนวทาง เร่งไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว ลดพึ่งพานำเข้าพลังงาน
ดูทั้งหมด

ความชัดเจนจากสหรัฐอเมริกา ที่โลกกำลังรอคอย

06 พ.ย. 2567 | 08:10น.
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

สหรัฐอเมริกา ในฐานะมหาอำนาจของโลกในทุก ๆ ด้าน กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญขึ้นหลังปรากฏผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี ในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ หลังจากที่ความไม่แน่นอนของการเลือกตั้งทำให้ทิศทางในอนาคตของเศรษฐกิจเหมือนตกอยู่ในท่ามกลางหมอกหนา ไม่รู้ว่าจะมีรูปร่างอย่างไร หรือจะดุ่มเดินออกไปในทิศทางไหนกันแน่ มานานหลายเดือนเต็มที

ความไม่แน่นอน คลุมเครือดังกล่าวนี้ เกิดขึ้นจากสถานการณ์การเลือกตั้งที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้แน่ชัดว่า ระหว่าง อดีตประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ตัวแทนพรรครีพับลิกัน กับรองประธานาธิบดี “คามาลา แฮร์ริส” ใครกันแน่ คือ ผู้ชนะการเลือกตั้งในที่สุด

ผลสำรวจความคิดเห็นหรือการทำโพลที่ผ่านมา แม้จะปรากฏการเหลื่อมล้ำอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่ชัดเจนถึงขนาดทำให้ผู้สันทัดกรณีฟันธงชี้ขาดได้

ผลก็คือทำให้เศรษฐกิจอเมริกันตกอยู่ในสภาพเหมือนเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต เพราะนโยบายเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันอย่างใหญ่หลวง ส่งผลกระทบแตกต่างออกไปทั้งในเรื่องภาษีและภาวะเงินเฟ้อ แวดวงธุรกิจจำเป็นต้องชะลอหรือชะงักการลงทุน ผู้บริโภคก็กระวนกระวาย หันมาเก็บเงินไว้กับตัว

ที่สำคัญก็คือ ไม่เพียงอเมริกันเท่านั้นที่เลือกใช้วิธีการ “เฝ้าจับตารอคอย” ความชัดเจนนี้เท่านั้น ทั่วโลกก็ยังเป็นไปในทำนองนี้เช่นกัน

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่จะได้รับรู้กันในไม่ช้าจะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศในอีกหลายปีข้างหน้า จึงไม่น่าแปลกใจที่เกิดการหยุดชะงัก หรือชะลอ หรือแม้กระทั่งยกเลิกแผนการลงทุนเพื่อขยายกิจการ หรือแม้แต่กระทั่งการตัดสินใจซื้อบ้านของคนอเมริกันทั่วไป

วัดจากคำปราศรัยและการประกาศนโยบายขณะหาเสียง ทรัมป์เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันและรุนแรงในหลาย ๆ ด้าน ตั้งแต่การประกาศชัดเจนถึงการเนรเทศผู้อพยพขนานใหญ่ ไปถึงการใช้กำแพงภาษีโดยครอบคลุมเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ

ในขณะที่นโยบายของแฮร์ริส เลือกใช้แนวทางแก้ปัญหาที่ระมัดระวังและค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า เลือกใช้วิธีบรรเทา มากกว่าที่จะแก้ไขแบบ “คว่ำกระดาน” ตัวอย่าง เช่น การเสนอการยืดมาตรการการคืนภาษีสำหรับผู้มีบุตร หรือการเพิ่มส่วนลดทางภาษีเพื่อลดต้นทุนของสตาร์ตอัพ เป็นต้น

ทั้งทรัมป์ และแฮร์ริส ต่างก็อ้างว่า แนวทางของตนจะส่งผลดีต่ออเมริกันทุกคนในที่สุด กระนั้นบรรดานักเศรษฐศาสตร์เองกลับโน้มเอียงให้การสนับสนุนแนวทางที่แฮร์ริสเลือกใช้มากกว่า

หนังสือพิมพ์ วอลล์สตรีต เจอร์นัล เคยสำรวจความคิดเห็นของนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์เอาไว้ ปรากฏว่า ราว 2 ใน 3 คือ 68% เห็นว่า แนวทางของทรัมป์ จะก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้นเร็วกว่าแนวทางของแฮร์ริส

ด้วยเหตุที่ว่า หัวใจหลักของนโยบายทางเศรษฐกิจของทรัมป์ คือการตั้งกำแพงภาษี ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าของบริษัทอเมริกันสูงขึ้นตามไปด้วย เพราะเป็นผู้จ่ายภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นตัวจริง ไม่ใช่บริษัทต่างชาติที่ส่งสินค้ามาขายในสหรัฐอเมริกาอย่างที่ทรัมป์กล่าวอ้าง

ผลสำรวจของสำนักงานเฟดประจำภูมิภาค ที่ทำร่วมกับมหาวิทยาลัยดุค แสดงให้เห็นว่า บริษัทธุรกิจตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ เกือบ 1 ใน 3 ระบุว่า ตัดสินใจระงับการลงทุนออกไปไม่ในรูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่ง โดยอาจเป็นการ “เลื่อนการลงทุนออกไป” หรือ “ลดขนาด” หรือ “ชะลอออกไปไม่มีกำหนด” รวมทั้งการ “ยกเลิก” การลงทุนไปเลยก็มี

บรรดาผู้บริโภคเองก็ลังเลที่จะตัดสินใจในการซื้อสำคัญ ๆ ออกไป อย่างเช่น การซื้อบ้าน หรือรถ เป็นต้น

นอกเหนือจากความชัดเจนในแนวทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นด้วยผลการเลือกตั้ง ทั่วโลกยังจับตารอดูอยู่เช่นกันว่า “เฟด” หรือ ธนาคารกลาง จะตัดสินใจอย่างไรเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย

“เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟด จะสร้างความชัดเจนในเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นได้ในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ ว่าจะลดอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกาลงอีกหรือไม่ หลังจากประกาศลดครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปี ไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ทั่วโลกคาดการณ์ว่า เฟดจะตัดสินใจลดดอกเบี้ยต่อในครั้งนี้อีกครั้ง และคาดหวังว่าทิศทางดอกเบี้ยอเมริกันจะเป็น “ขาลง” โดยไม่ได้รับผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ จากผลการเลือกตั้งที่รับรู้กันก่อนหน้านั้น