เร่งตัดจบโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน วงเงิน 224,544 ล้านบาท หลังล่าช้ามา 5 ปี ทำ EEC เสียโอกาสในการพัฒนาโครงการต่อเนื่อง ทั้งสนามบินอู่ตะเภา-เมืองการบิน พื้นที่ตลอดแนวรถไฟฟ้า พร้อมกำหนดเส้นตายหลังแก้สัญญา 5 ข้อผ่าน ครม.ต้องเร่ง “เอเชีย เอรา วัน” ลงนามในสัญญารับหนังสือเริ่มงานก่อสร้าง (NTP) ให้ได้ภายในเดือนมกราคม 2568 หากมีเหตุให้ไปต่อไม่ได้ พร้อมให้ รฟท.ลงมือก่อสร้างระบบรางเอง โดยใช้งบประมาณ 120,000 ล้านบาทที่เตรียมไว้และค่อยหาเอกชนเข้ามาบริหารการเดินรถต่อไป
เวลาได้ผ่านมาแล้วถึง 5 ปีนับจากวันที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ได้ลงนามในสัญญาร่วมทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (สนามบินดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) แบบไร้รอยต่อ กับ บริษัทเอเชีย เอรา วัน มูลค่าการลงทุน 224,544.36 ล้านบาท เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562 จนกระทั่งถึงปัจจุบันโครงการนี้ก็ยังไม่ได้ลงมือก่อสร้าง เนื่องจาก ร.ฟ.ท.ไม่สามารถออก หนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Proceed หรือ NTP) ให้กับ บริษัทเอเชีย เอรา วัน เหตุคู่สัญญา 2 ฝ่ายยังไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขในการออกหนังสือ NTP ได้
ไม่ว่าจะเป็นการส่งมอบพื้นที่โครงการเกี่ยวกับรถไฟของ ร.ฟ.ท.ให้แก่ บริษัทเอเชีย เอรา วัน ได้แก่ พื้นที่โครงการรถไฟช่วงสุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา , พื้นที่สนับสนุนบริการรถไฟในส่วนของมักกะสันกับศรีราชา ประสบความล่าช้า ในขณะเดียวกันกับที่ บริษัทเอเชีย เอรา วัน ก็ไม่ยอมรับ “บัตรส่งเสริมการลงทุน” ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยขอเลื่อนการรับบัตรส่งเสริมมาโดยตลอด จนนำไปสู่การหารือ 3 ฝ่ายระหว่าง ร.ฟ.ท.-บริษัทเอเชีย เอรา วัน และคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อขอแก้ไขสัญญาร่วมทุนในสาระสำคัญให้โครงการเดินต่อไปได้ โดยจะมีการดำเนินการแก้ไขสัญญาใน 5 ประเด็นคือ
1) วิธีชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุน (Public Investment Cost : PIC) จากเดิม รัฐจะจ่ายเมื่อเอกชนเปิดเดินรถไฟความเร็วสูง โดยรัฐจะ “แบ่งจ่าย” เป็นเวลา 10 ปี ปีละเท่า ๆ กันรวมเป็นเงินจำนวน 149,650 ล้านบาท เปลี่ยนมาเป็น รัฐจะจ่ายเป็นงวดตามความก้าวหน้าของงานก่อสร้างที่ ร.ฟ.ท.ตรวจรับ วงเงินไม่เกิน 120,000 ล้านบาท แต่มีเงื่อนไขให้ บริษัทเอเชีย เอรา วัน ต้องวางหลักประกันเพิ่มเติมจากสัญญาเดิมรวมเป็นจำนวน 160,000 ล้านบาท เพื่อประกันว่า งานก่อสร้างและรถไฟความเร็วสูงจะเปิดให้บริการได้ภายในระยะเวลา 5 ปี กรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างจะทยอยตกเป็นของ ร.ฟ.ท.ทันทีตามงวดการจ่ายเงินนั้น ๆ
2) การกำหนดการชำระค่าสิทธิให้ร่วมลงทุนใน โครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (ARL) จะให้ บริษัทเอเชีย เอรา วัน แบ่งชำระค่าสิทธิจำนวน 10,671.09 ล้านบาท ออกเป็น 7 งวด เป็นรายปี ในจำนวนแบ่งชำระเท่า ๆ กัน แต่บริษัทจะต้องชำระงวดแรก ณ วันที่ลงนามแก้ไขสัญญากับ ร.ฟ.ท. และบริษัทยังต้องวางหนังสือค้ำประกันที่ออกโดยธนาคารในมูลค่าเท่ากับค่าสิทธิ ARL รวมถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเงินอื่น ๆ ที่ ร.ฟ.ท.จะต้องรับภาระด้วย
3) การกำหนดส่วนแบ่งผลประโยชน์ตอบแทน (Revenue Sharing) เพิ่มเติม หากในอนาคตอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของโครงการลดลงอย่างมีนัยสำคัญและเป็นผลทำให้ บริษัทเอเชีย เอรา วัน ได้ผลประโยชน์ตอบแทน (IRR) เพิ่มขึ้นเกินกว่า 5.52% แล้วก็จะ “ให้สิทธิ” ร.ฟ.ท.เรียกให้บริษัทชำระส่วนแบ่งผลประโยชน์เพิ่มได้ตามแต่จะตกลงกันต่อไป
4) การ “ยกเว้น” เงื่อนไขการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Proceed : NTP) ให้คู่สัญญาจัดทำ บันทึกความตกลง “ยกเว้น” เงื่อนไข NTP ที่ยังไม่สำเร็จ (การรับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI) เพื่อให้ ร.ฟ.ท.สามารถออกหนังสือ NTP ให้กับ บริษัทเอเชีย เอรา วัน ได้ทันทีหลัง 2 ฝ่ายลงนามในการแก้ไขสัญญา
และ 5) ป้องกันการเกิดปัญหาในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสถานะทางการเงินของโครงการ โดยทำการปรับปรุงข้อสัญญาในส่วนของ “เหตุสุดวิสัย” กับ “เหตุผ่อนปรน” ให้สอดคล้องกับสัญญาร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในโครงการอื่น
โดยประเด็นที่ตกลงจะแก้ไขปรับปรุงสัญญาทั้ง 5 ประเด็นข้างต้นถือเป็น “หลักการ” ร่วมกันระหว่าง ร.ฟ.ท.-บริษัทเอเชีย เอรา วัน ที่ผ่านบอร์ดคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ไปแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะต้องนำ “หลักการ” ในการแก้ไขสัญญาร่วมทุนเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ซึ่งปรากฏความล่าช้ามาไม่ต่ำกว่า 1 เดือน หลังจาก ครม.มีมติรับในหลักการแล้ว จะต้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายจัดทำร่างสัญญาผ่านการกลั่นกรองของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและนำกลับมาให้ ครม.พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
เริ่มก่อสร้างมกราคมปี 68
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ขณะนี้ยังไม่มีการเสนอหลักการในการแก้ไขสัญญาที่ผ่านการพิจารณาของ กพอ.แล้วเข้าที่ประชุม ครม. แม้ว่าจะมีความพยายามผลักดันหลายครั้งเพื่อให้ ครม.รับทราบในหลักการก่อน จากนั้น การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และ บริษัทเอเชีย เอรา วัน ก็จะต้องมาเจรจาในรายละเอียดของสัญญาฉบับใหม่ที่จะแก้ไข หากไม่มีประเด็นโต้แย้งก็จะนำร่างสัญญาฉบับใหม่ส่งให้ สำนักงานอัยการสูงสุด ตรวจสอบในถ้อยคำและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่มีการแก้ไขและจะต้องเสนอเข้า ครม. พิจารณาอีกครั้ง เพื่ออนุมัติร่างสัญญาฉบับใหม่ ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดจะต้องให้เสร็จภายในสิ้นปี 2567 “เราต้องการทำให้เป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน ว่าโครงการรถไฟเชื่อมสนามบิน ได้เริ่มต้นก่อสร้างแล้วและจะต้องแล้วเสร็จเปิดการเดินรถได้ภายใน 5 ปี หรือในปี 2572”
สำหรับขั้นตอนต่อไปหลังจากที่ 2 ฝ่ายเซ็นสัญญาแล้ว ทาง ร.ฟ.ท.จะออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (NTP) ทันที คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม 2568 ซึ่งหากบริษัทเอเชีย เอรา วัน ยังไม่ยอมเซ็นสัญญาอีกหรือเซ็นสัญญาฉบับแก้ไขปรับปรุงไปแล้วและทาง ร.ฟ.ท.ออกหนังสือ NTP ให้กับบริษัทภายในเวลาที่กำหนดแล้ว แต่บริษัทยังไม่มีการเริ่มการก่อสร้างก็จะถือว่า บริษัทเอเชีย เอรา วัน มีเจตนาส่อไปในทางที่จะไม่ดำเนินโครงการต่อ ในขั้นตอนนี้ทาง ร.ฟ.ท.สามารถยกเลิกสัญญาได้ ส่วนจะเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องหรือไม่นั้น “ต่างฝ่ายก็มีสิทธิที่จะทำเช่นกัน”
“เราไม่ต้องการให้โครงการดำเนินไปสู่จุดที่จะต้องบอกเลิกสัญญาเพราะเท่าที่ผ่านมาถือว่า โครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบินมีความล่าช้ามาก จากผลกระทบของการระบาดโควิด-19 การที่ฝ่าย ร.ฟ.ท.ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่โครงการได้ตามที่กำหนดก็ถือว่าผิดเงื่อนไขทั้งคู่ ดังนั้นการไกล่เกลี่ยประนีประนอมถือว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุดแล้ว เมื่อสัญญาถูกแก้ไขเพิ่อให้โครงการไปต่อได้และเป็นที่ยอมรับด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ต่อจากนี้ไปก็ขึ้นอยู่กับ บริษัทเอเชีย เอรา วัน จะดำเนินการต่ออย่างไร ผมว่าจะไปต่อไม่ไปต่อมันจะต้องจบให้ได้ภายในเดือนมกราคม 2568 อย่างลืมว่าโครงการนี้เป็น 1 ใน 4 EEC Project Lists ภายใต้การลงทุนรูปแบบรัฐร่วมลงทุนกับเอกชน (PPP) ตามแผนเดิมในปี 2567 เราจะต้องมีรถไฟวิ่งแล้ว
ถ้าจะนับจากวันที่บริษัทขอแก้สัญญาเพื่อเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 และยืดเยื้อมาตลอดช่วง 2 ปี ทำให้เราต้องสูญเสียโอกาสในการที่จะพัฒนาเมือง พัฒนาสถานีฉะเชิงเทรา-ศรีราชา-สัตหีบ โครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ พื้นที่ตลอดแนวเส้นทางรถไฟ รวมถึง สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เพราะทางรถไฟความเร็วสูงจะสร้างเป็นทางลอด เชื่อมเข้าสนามบิน ด้านบนจะเป็นรันเวย์ที่ 2 ของสนามบิน ทำให้การสร้างรันเวย์ที่ 2 ต้องพลอยชะงักไปด้วย โดยโครงการต่อเนื่องที่หยุดชะงักลง ผู้ชนะการประมูลก็อาจจะขอเยียวยาจากเหตุของความล่าช้าที่ต้นทางมาจากรถไฟเชื่อม 3 สนามบินด้วย” นายจุฬากล่าว
พร้อมให้ ร.ฟ.ท.ก่อสร้างเอง
ส่วนในกรณีการแก้ไขสัญญาร่วมทุนภายใต้หลักการ 5 ข้อไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีการเริ่มต้นการก่อสร้าง แนวทางที่หารือกันไว้ก็คือ ร.ฟ.ท. จะเป็นผู้เข้ามาลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินแทน โดยจะต้องใช้เงินลงทุนก่อสร้างในวงเงิน 120,000 ล้านบาท ซึ่งก็เป็นวงเงินเดียวกันกับที่ ร.ฟ.ท.จะต้องเตรียมไว้จ่ายเป็นงวด ๆ ในการตรวจรับงานก่อสร้างตามความก้าวหน้าของงานก่อสร้างโครงสร้างระบบราง ส่วนตัวขบวนรถก็จะเปิดให้เอกชนเข้ามาประมูลเพื่อการเดินรถ ในส่วนนี้จะใช้เงินลงทุนอีกประมาณ 40,000 ล้านบาท
“มันคือความจำเป็นที่เราต้องยอมแก้ไขสัญญาเพื่อให้โครงการนี้ได้ไปต่อ ที่ผ่านมาเราล่าช้ามากว่า 5 ปีแล้ว ในส่วนของ EEC เวลาที่เสียไปถือเป็นการเสียโอกาสในการดึงการลงทุนเข้ามาใน EEC เพราะบางโครงการจำเป็นที่ต้องเห็นความชัดเจนของโครงการไฮสปีดเทรน” นายจุฬากล่าว
มีรายงานข่าวเข้ามาว่า เงื่อนไขการวางค้ำประกันเพิ่มเติมจะประกอบไปด้วย หลักประกันสัญญาวงเงิน 4,500 ล้านบาท ตลอดสัญญา 50 ปี, หนังสือค้ำประกันผู้ถือหุ้นวงเงิน 160,000 ล้านบาท ตลอดสัญญา 50 ปี, หนังสือค้ำประกันค่าก่อสร้างวงเงิน 120,000 ล้านบาท, หนังสือค้ำประกันค่างานระบบวงเงิน 16,000 ล้านบาท, หนังสือค้ำประกันคุณภาพเดินรถวงเงิน 750 ล้านบาท ระยะเวลา 10 ปี และหนังสือค้ำประกันค่ารถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (ARL) รวมกับการชำระงวดที่ 1 ที่เหลือ (456.9 ล้านบาท) วงเงิน 9,147 ล้านบาท เฉพาะวงเงินหลังจะต้องวางหลักประกันไว้อีก 6 ฉบับ ฉบับละ 1,524 ล้านบาท
“เท่าที่ติดตามตอนนี้ ทางบริษัทเอเชีย เอรา วัน ต้องหาหนังสือค้ำประกันมาวาง รวมถึงเอาสัญญาที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงทั้ง 5 ข้อไปหารือกับธนาคารที่จะปล่อยกู้โครงการนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาธนาคารเจ้าของแหล่งเงินลงทุนภายใต้วงเงิน 200,000 ล้านบาท มีความกังวลในความเสี่ยงของโครงการที่เกิดขึ้นมาก ทั้งค่าก่อสร้างที่ปรับสูงขึ้นมาจนมีการประเมินผลตอบแทนการลงทุน พบตัวเลขลดลงเหลือแค่ 2% เท่านั้น การพัฒนาพื้นที่มักกะสันผลตอบแทนการลงทุนก็ลดลงจากที่เคยประเมินไว้ 10.5% ก็ลดลงเหลือ 5.5% จำนวนผู้โดยสารจะลดลงเหลือ 30% อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น จากที่ประเมินไว้ตอนต้นโครงการ โดยข้อจำกัดเหล่านี้ทางบริษัทได้ยื่นขอในการปรับแก้ไขสัญญามาถึง 6 ข้อ แต่ทางรัฐรับไว้พิจารณาเพียงข้อเดียวคือ เรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจากที่เริ่มต้นโครงการประมาณ 2% มาเป็น 6-7% จึงเป็นที่มาของการแก้ไขปรับปรุงสัญญา 5 ข้อ แต่ก็กลัวว่าจะเสียเปรียบเอกชน เราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดเงื่อนไขการวางค้ำประกันไว้ถึง 6 ฉบับเพื่อป้องกันความเสี่ยงภาครัฐและเป็นเครื่องยืนยันว่า โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงจะเดินหน้าต่อไปตลอดรอดฝั่ง” แหล่งข่าวกล่าว
ล่าสุด นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงการแก้ไขสัญญาร่วมทุนรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินว่า ยังจะไม่เข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ในสัปดาห์หน้าเพราะยังมีรายละเอียดที่ต้องดูอย่างรอบคอบ “เรียบร้อยเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น” เพราะแก้สัญญาเป็นเรื่องของหลักการเพียงอย่างเดียว ที่เปลี่ยนจากสร้างจนเสร็จเรียบร้อยแล้วรัฐบาลค่อยจ่าย เปลี่ยนมาเป็น สร้างไปจ่ายไป และมีการวางเงินค้ำประกัน ก็ต้องไปพิจารณาดูว่า ทำได้หรือไม่