TMB ปรับเพิ่มจีดีพีโต เม.ย.ลงทุนพีก เศรษฐกิจติดปีก
ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงออกมาดีต่อเนื่องในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ที่เพิ่มเติมคือโตดีทุกด้านจากก่อนหน้านี้ที่โตกระจุกตัว ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดย “จิตเกษม พรประพันธ์” ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. ชี้แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้ต่อเนื่อง โดยน้ำหนักยังอยู่ที่ภาคการส่งออกตามการขยายตัวของเศรษฐกิจต่างประเทศและราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก การบริโภคเอกชน การผลิตของภาคอุตสาหกรรม การลงทุนภาครัฐที่พุ่งขึ้น
โดยเฉพาะเครื่องยนต์สำคัญ “การส่งออก” โตถึง 14.6% ซึ่งเป็นการขยายตัวเกือบทุกหมวดสินค้า ทั้งยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ปิโตรเคมี ฯลฯ
ส่วนการนำเข้า เป็นอีกตัวที่ขยายตัวสูงถึง 22.7% ซึ่งเติบโตในหลายสินค้า ทั้งการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าชั้นกลาง ตามการนำเข้าเชื้อเพลิง การนำเข้าเคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วน หรือการนำเข้าสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภค สะท้อนให้เห็นถึงการลงทุนของภาคเอกชนที่กลับมาดีขึ้นต่อเนื่อง
และทำให้การลงทุนเอกชน เป็นพระเอกในเดือนนี้ เพราะขยายตัวสูงถึง 7% ซึ่งสูงสุดในรอบกว่า 5 ปี นับตั้งแต่ ม.ค. ปี 2556 เพราะได้แรงหนุนจากโครงการใน EEC และการลงทุนของภาคเอกชนในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ
ส่วนการบริโภคเอกชน ที่ขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 เดือน โดยขยายตัวอยู่ที่ 5.8% ซึ่งมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในทุกหมวดหมู่
ฝั่งการใช้จ่ายภาครัฐ ก็กลับมาขยายตัวได้ดีตามการเบิกจ่าย เพื่อซ่อมบำรุงอากาศยาน การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ และการเบิกจ่ายงบฯกลุ่มจังหวัด และงบฯกลางที่มากขึ้นด้วย
“ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 1.07% และเงินเฟ้อพื้นฐาน 0.64% ถือว่าอยู่ในกรอบที่ ธปท.วางไว้ เพราะมีแรงส่งจากราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ปรับขึ้น ทำให้ราคาอาหารสดกลับมาขยายตัวสูงสุดในรอบ 14 เดือน เศรษฐกิจภาพรวมเดือนนี้ถือว่าดีขึ้นในทุกหมวด และเริ่มเห็นบางภาคที่เริ่มกลับมาดีขึ้น เช่น ภาคการเกษตร ที่ได้รับแรงหนุนจากการขายสินค้า เช่น ทุเรียนต่าง ๆ ส่งผลให้รายได้ภาคเกษตรเริ่มมีทิศทางดีขึ้น” นายจิตเกษมกล่าว
แต่ก็ยังมีสิ่งที่ “ธปท. เฝ้า ระวัง TMB ปรับเพิ่มจีดีพีโต “วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ธปท.ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ เรื่องในต่างประเทศเกี่ยวกับนโยบายการกีดกันทางการค้า ที่ยังมีความไม่ชัดเจนอีกมาก ดังนั้นภาคธุรกิจจึงไม่ควรชะล่าใจ
และล่าสุดสถานการณ์การเมืองในอิตาลี ก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตามแม้ว่าจะยังไม่กระทบต่อตลาดเงินตลาดทุนไทย เพราะไทยไม่ได้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับอิตาลี แต่ผลกระทบเหล่านี้ ทำให้ตลาดเงินอาจผันผวนบ้าง
ขณะที่ “สถานการณ์เงินไหลออก”ของไทย ยังเห็นในบางกลุ่มของนักลงทุน แต่ก็ไม่ได้มีอะไรน่าห่วงเพราะเป็นไปตามภาวะเดียวกันกับตลาดโลกที่ต่างประเทศเริ่มกลับมาดำเนินนโยบายการเงินสู่ภาวะปกติมากขึ้น ทำให้ย่อมมีเงินไหลออกกลับไปสู่ประเทศหลัก ๆทำให้ตลาดเงินตลาดทุนในหลายประเทศรวมถึงไทยตึงตัวมากขึ้น
“วันนี้ต่างชาติถือพันธบัตรในไทยต่ำกว่า 10% ในขณะที่ต่างชาติถือในบางประเทศถึง 30-40% ซึ่งสูงมากและไทยก็มีกันชนที่รองรับความผันผวนเพราะเรามีทุนสำรองอยู่ในระดับที่สูงมีหนี้ต่างประเทศไม่มากเมื่อเทียบกับทุนสำรอง ในช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยก็ค่อนข้างกระจายตัว บัญชีเดินสะพัดก็เกินดุล ดังนั้นกันชนเหล่านี้จะเป็นกันชนที่ดี ที่ป้องกันความอ่อนไหวจากปัจจัยโลกได้” นายวิรไทกล่าว
ด้านนายนริศ สถาผลเดชา ผู้บริหารศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ธนาคารทหารไทย (TMB) กล่าวว่า ศูนย์วิเคราะห์ฯได้ท..าการปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ เพิ่มเป็น 4.5% จากเมื่อต้นปีนี้คาดอยู่ที่ 4.2% เนื่องจากมีปัจจัยหนุนจากเศรษฐกิจในไตรมาสแรกที่ขยายตัวดี โดยเฉพาะด้านส่งออกซึ่งได้ปรับคาดการณ์เป็น 8.6% จากคาดการณ์เดิมที่ 4.8% และภาคการท่องเที่ยวขยายตัวสูง 7.6% เช่นกันตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดโต 9% หรืออยู่ที่ 38.5 ล้านคน
ส่วนเศรษฐกิจในประเทศ คาดการณ์ว่าการลงทุนเอกชนขยายตัว 4.4% ซึ่งมีสัญญาณที่ดีขึ้น สะท้อนจากการนำเข้าสินค้าทุน เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 6 ไตรมาส ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตที่ปรับสูงขึ้น ด้านการลงทุนภาครัฐคาดขยายตัว 8.5% ฝั่งการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวราว 3.4% ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ดีขึ้น นอกจากนี้รายได้ภาคเกษตรที่ขยายตัวดี แต่อย่างไรก็ตามภาพรวมยังไม่เป็นระดับที่เข้มแข็ง ส่วนหนึ่งเป็นปัญหามาจากหนี้ภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ระดับสูง 77.5% ของจีดีพีส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป จะทยอยปรับสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน จึงคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะมีการปรับขึ้น 1-2 ครั้ง โดยปรับขึ้นจาก 1.5%สู่ระดับ 1.7% ในปีนี้ และคาดค่าเงินบาทยังมีทิศทางแข็งค่าต่อเนื่องโดยสิ้นปีมีโอกาสอยู่ที่ 31.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ