เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เร่งปิดดีลขาย ‘รอยัลออคิดฯ’ เคลียร์หนี้-คืนเงินผู้ถือหน่วย
Finance เร่งปิดดีลขาย ‘รอยัลออคิดฯ’ เคลียร์หนี้-คืนเงินผู้ถือหน่วย
ราคาน้ำมันวันนี้ (1 พ.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (1 พ.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (1 พ.ย. 69) ขยับขึ้น 0.3% อยู่ที่ 77,422 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (1 พ.ย. 69) ขยับขึ้น 0.3% อยู่ที่ 77,422 เหรียญสหรัฐ
ยศชนัน เยี่ยมชมมหกรรมหนังสือฯ โค้งสุดท้ายยอดนักอ่านทะลุล้าน
Biz Movement ยศชนัน เยี่ยมชมมหกรรมหนังสือฯ โค้งสุดท้ายยอดนักอ่านทะลุล้าน
ชมพู่ อารยา เผยเบื้องหลัง “กุ๊กกู๋” ที่แม่ซับพอร์ต
Biz Movement ชมพู่ อารยา เผยเบื้องหลัง “กุ๊กกู๋” ที่แม่ซับพอร์ต
ททท.คาดท่องเที่ยวสงขลา 2 เดือนสุดท้ายคึกคัก นักท่องเที่ยวทะลุ 9 แสนคน-ครั้ง สร้างรายได้ 7.5 พันล้าน  
Business ททท.คาดท่องเที่ยวสงขลา 2 เดือนสุดท้ายคึกคัก นักท่องเที่ยวทะลุ 9 แสนคน-ครั้ง สร้างรายได้ 7.5 พันล้าน  
โอบามาจวกทรัมป์ สงครามอิหร่าน เหน็บกลาโหม สนใจแต่แนวกราม-เทสโทสเตอโรน
World โอบามาจวกทรัมป์ สงครามอิหร่าน เหน็บกลาโหม สนใจแต่แนวกราม-เทสโทสเตอโรน
ทรัมป์ยังไม่ฟันธง เกาหลีเหนือ อยู่เบื้องหลังแฮก Binance
World ทรัมป์ยังไม่ฟันธง เกาหลีเหนือ อยู่เบื้องหลังแฮก Binance
CZ Binance ยกย่อง GULF พันธมิตรไทย พร้อมช่วยฝ่าวิกฤตแฮ็ก 6.3 พันล้านดอลลาร์
Tech CZ Binance ยกย่อง GULF พันธมิตรไทย พร้อมช่วยฝ่าวิกฤตแฮ็ก 6.3 พันล้านดอลลาร์
ผู้กองแคท จับมือ วชิราวุธ เดินหน้าวางมาตรฐานนางสาวไทย 2570
Biz Movement ผู้กองแคท จับมือ วชิราวุธ เดินหน้าวางมาตรฐานนางสาวไทย 2570
ดูทั้งหมด

จับตาสถานการณ์ตลาดรถยนต์ไทย โค้งสุดท้ายปี 2567 ถึงแนวโน้มปี 2568

24 พ.ย. 2567 | 15:42น.
the car market
คอลัมน์ : วีระยา ทองเสือ
ผู้เขียน : ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS

ตลาดรถยนต์ไทยกำลังเผชิญภาวะหดตัวอย่างรุนแรง เห็นได้ชัดจากยอดขายรถยนต์สะสมในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 มีจำนวนเพียง 4.4 แสนคัน ลดลงจากปีก่อนหน้าถึง -25% YOY โดยส่วนใหญ่เป็นการหดตัวจากยอดขายรถยนต์ในกลุ่ม Commercial Car ที่หายไปกว่า 1.10 แสนคัน (-38% YOY) ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการหดตัวของภาคก่อสร้าง จึงทำให้ความต้องการใช้รถกระบะและรถบรรทุกได้รับผลกระทบตามกันไปด้วย

สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล พบว่า หดตัว -13% YOY หรือลดลงไปราว 3.8 หมื่นคัน โดยแม้ผู้บริโภคจะยังให้ความนิยมกับกระแส BEV อย่างต่อเนื่อง และทำให้ยอดขายยังขยายตัวได้ 7% YOY หรือเพิ่มขึ้นราว 3,500-3,600 คัน จากปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่สามารถชดเชยกับการหดตัวของกลุ่มรถยนต์นั่งอื่น ๆ ที่หดตัวสูงถึง -17% YOY ได้

และเมื่อพิจารณาลงลึกเป็นรายพื้นที่ พบว่า ยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่หดตัวในทุกภูมิภาค โดยมีข้อสังเกตว่า ยอดจดทะเบียนในส่วนภูมิภาคหดตัวหนักกว่าพื้นที่ กทม. และปริมณฑล อย่างเห็นได้ชัด

Krungthai COMPASS มีมุมมองต่อยอดขายรถยนต์ไทยในปี 2567-68 อาจอยู่ในระดับต่ำเพียงปีละ 6.0-6.1 แสนคัน น้อยกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต (ปี 2564-66) ที่ 7.9 แสนคัน อยู่เกือบ 25%

โดยสาเหตุหลักที่ทำให้ยอดขายรถยนต์ติดลบหนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลจาก 1) กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ และบางส่วนกำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง ส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่าย นอกจากนี้ 2) ภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ปัญหาหนี้เสีย และคุณภาพของผู้กู้ก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดจำหน่ายรถยนต์เช่นเดียวกัน

ยอดขายรถยนต์ที่หดตัวรุนแรงจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจอื่น ๆ ที่อยู่ใน Supply Chain ของอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งในแง่ของ 1) การทำกำไรของดีลเลอร์รถยนต์อาจมีปัญหาได้ หากรายได้จากการขายรถยนต์ปรับตัวลงรุนแรง

โดยมีข้อสังเกตว่า ดีลเลอร์ที่จำหน่ายเฉพาะรถยนต์สันดาปภายใน มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบมากกว่าดีลเลอร์ของค่ายที่มีรถยนต์ไฟฟ้าจำหน่ายอยู่ด้วย สะท้อนจากยอดจำหน่ายรถยนต์สะสมในช่วง 9M/2567 ของดีลเลอร์ที่มีรถยนต์ไฮบริดจำหน่ายลดลงอยู่ในกรอบ 16-17% YOY หดตัวน้อยกว่าเมื่อเทียบกับดีลเลอร์ที่ไม่มีรถยนต์ไฮบริดจำหน่ายอย่างเห็นได้ชัด

2) ระดับการเติบโตของยอดสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ และอาจส่งผ่านมายังรายได้ของผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจเช่าซื้อด้วยเช่นกัน สะท้อนจากรายได้ดอกเบี้ยรับจากสัญญาเช่าซื้อของกลุ่มผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 หดตัวเฉลี่ย 18.5% YOY

นอกจากนี้ ยังมีผลต่อการฟื้นตัวของ 3) ยอดผลิตรถยนต์ โดยเบื้องต้นเราคาดว่ายอดผลิตรถยนต์ของไทยมีโอกาสอยู่ในระดับ 1.62-1.66 ล้านคัน ในปี 2567-68 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง ที่ 1.8 ล้านคัน ถึง 8-10%

ปัจจัยที่ต้องจับตาในระยะถัดไป ได้แก่ “ตลาดในประเทศที่ยังซบเซา ท่ามกลางการแข่งขันที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น” จากการเข้ามาของค่ายรถยนต์ไฟฟ้า ที่ได้นำเสนอรถ BEV ที่มีคุณภาพสูงในราคาที่แข่งขันได้

รวมทั้ง ภาวะสงครามการค้าที่สหรัฐ และ EU จะขึ้นภาษีรถยนต์ BEV จากจีน อาจทำให้จีนต้องหาตลาดส่งออกอื่นแทน ก็เป็นประเด็นที่อาจทำให้การแข่งขันตลาดรถยนต์ในไทยยิ่งทวีความรุนแรง โดยเราเริ่มเห็นสัญญาณที่ค่ายรถยนต์ในไทยเริ่มปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องสถานการณ์มากขึ้น

อาทิ ค่าย Honda เตรียมหยุดสายการผลิตรถยนต์ที่โรงงานอยุธยาภายในปี 2568 โดยมีแผนจะรวมกำลังการผลิตไว้ที่โรงงานที่ปราจีนบุรี และยังมีผู้ผลิตรถยนต์อีก 2 ราย ที่มีแผนจะยุติการผลิตรถยนต์จากโรงงานในไทย คือ ค่าย Subaru และ Suzuki

ส่วนอีกประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ “พฤติกรรมของผู้บริโภคไทยที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน” จากผลการสำรวจเรื่อง Global Automotive Consumer Study ของ Deloitte ได้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของผู้บริโภคไทยที่เปลี่ยนแปลงไปใน 2 มิติ ได้แก่ 1) ผู้บริโภคไทยให้ความสนใจรถยนต์ไฮบริดเพิ่มมากเกือบเท่าตัว จาก 10% ในปี 2566 ขึ้นมาแตะ 19% ในปี 2567 สวนทางกับรถยนต์สันดาปภายในที่ลดลงต่อเนื่องจาก 36% มาอยู่ที่ 32% ในช่วงเวลาเดียวกัน

โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะในช่วงของการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ที่ผู้บริโภคยังมีความกังวลหรือข้อจำกัดต่อการใช้งาน BEV อาจทำให้ผู้บริโภคบางส่วนเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ HEV มากขึ้น ประกอบกับในระยะหลังค่ายรถยนต์ต่าง ๆ หันมาทำตลาดและเปิดตัวรถยนต์ HEV มากขึ้น จึงทำให้ผู้บริโภคไทยมีตัวเลือกมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

และ 2) ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อรถคันต่อไปมีความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน โดยปัจจัยที่ผู้บริโภคไทยให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในการตัดสินใจซื้อรถยนต์ คือ คุณสมบัติของรถ สมรรถนะ และราคา

และมีข้อสังเกตว่าผู้บริโภคไทยให้ความสำคัญกับแบรนด์น้อยลง ซึ่งอาจมีส่วนให้รถยนต์แบรนด์ใหม่ ๆ ได้รับความสนใจมากขึ้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลาดรถยนต์ ยอดขายรถ