สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังของทรัมป์ เติมความหวังให้ตลาดทุนและจีน
สก็อตต์ เบสเซนต์
โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐ เลือก สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หลังจากลิสต์ชื่อแคนดิเดตมาให้ลุ้นถึง 5 คน ผ่านกระบวนการสรรหาอย่างเข้มข้น สมกับเป็นตำแหน่งที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในรัฐบาล โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจและกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐ เป็นตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐที่สูงที่สุดในด้านเศรษฐกิจ มีอำนาจครอบคลุมหลายด้าน ทั้งรับผิดชอบการดูแลระบบการจัดเก็บและเบิกจ่ายเงินงบประมาณของประเทศ ตั้งแต่การจัดเก็บภาษีและจ่ายค่าใช้จ่ายของประเทศ ไปจนถึงการบริหารจัดการตลาดพันธบัตรรัฐบาลมูลค่า 28.6 ล้านล้านดอลลาร์ และการกำกับดูแลด้านการเงิน รวมถึงการรับมือและป้องกันการเกิดวิกฤตการณ์ในตลาด
อีกทั้งยังเป็นผู้ใช้อำนาจดำเนินนโยบายคว่ำบาตรทางการเงินของสหรัฐ มีอิทธิพลต่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารโลก (World Bank) รวมถึงสถาบันการเงินระหว่างประเทศอื่น ๆ และเป็นผู้คัดกรองการลงทุนจากต่างประเทศในสหรัฐด้วย
ด้วยความสำคัญของตำแหน่งที่เป็น “หัว” ของหน่วยงานซึ่งส่งผลต่อตลาดเงินตลาดเงินตลาดทุนมากที่สุด กระบวนการสรรหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของทรัมป์ จึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากตลาดเงินตลาดทุน และส่งผลต่อความเคลื่อนไหวในตลาดในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
เบสเซนต์ จากตลาดทุนสู่เก้าอี้รัฐมนตรีคลัง
“สก็อตต์ได้รับการยอมรับนับถือในวงกว้าง ในฐานะนักลงทุนระหว่างประเทศและนักยุทธศาสตร์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจแถวหน้าของโลกคนหนึ่ง” ทรัมป์กล่าวถึงเบสเซนต์ในแถลงการณ์ประกาศชื่อผู้ที่เขาเลือกเป็นรัฐมนตรีคลังเมื่อคืนวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
สก็อตต์ เบสเซนต์ วัย 62 ปี เป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านนโยบายเศรษฐกิจแก่ทรัมป์ในช่วงหาเสียง เขามีประสบการณ์ด้านการเงินมาอย่างโชกโชน ทำงานในตลาดเงินตลาดทุนมาทั้งชีวิต
เขาเป็นผู้ก่อตั้งกองทุนบริหารความเสี่ยง หรือเฮดจ์ฟันด์ คีย์ สแควร์ แคปิตัล แมเนจเมนต์ (Key Square Capital Management) ก่อนหน้าจะตั้งกองทุนของตัวเอง เขาทำงานเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน (CIO) ของ โซรอส ฟันด์ แมเนจเมนต์ (Soros Fund Management) กองทุนเฮดจ์ฟันด์ของพ่อมดการเงิน จอร์จ โซรอส (George Soros)
ตลาดโล่งใจ ทรัมป์เลือกคนที่ปลอดภัย
การที่ทรัมป์เลือกเบสเซนต์เป็นรัฐมนตรีคลังนั้น คนตลาดทุนบอกว่า “ใช่เลย”
ตลาดตอบรับข่าวนี้อย่างดีด้วยความสบายใจ-คลายกังวล พร้อมกับหวังว่าเบสเซนต์ซึ่งเป็นคนตลาดทุนจะเข้าใจและดำเนินนโยบายที่ให้ประโยชน์ต่อตลาดทุน รวมไปถึงคาดหวังว่าเบสเซนต์อาจช่วยลดความรุนแรงของอัตราภาษีศุลกากรได้ เพราะเขาสนับสนุนแนวทางการขึ้นอัตราภาษีนำเข้าแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อควบคุมผลกระทบจากเงินเฟ้อที่อาจเกิดจากการเก็บภาษี
ขณะเดียวกัน นักลงทุนมองว่าการที่ทรัมป์เลือกเบสเซนต์อาจช่วยบรรเทาความซบเซาในตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐได้ หลังจากที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (ที่เคลื่อนไหวตรงข้ามกับราคา) นั้นพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากมีการเทขายพันธบัตรเป็นเวลาหลายสัปดาห์ติดต่อกัน เพราะนักลงทุนกังวลกับความไม่แน่นอนว่าใครจะเป็นรัฐมนตรีคลังคนต่อไป
ความเห็นนักลงทุน-นักเศรษฐศาสตร์
คริสโตเฟอร์ ฮอดจ์ (Christopher Hodge) นักเศรษฐศาสตร์ของกลุ่มวาณิชธนกิจเนทิซิส (Natixis) จากฝรั่งเศสกล่าวว่า หวังว่าเบสเซนต์จะนำเสนอมุมมองที่เน้นให้ความสำคัญตลาด ซึ่งจะช่วยลดโอกาสที่สหรัฐจะขึ้นภาษีจีนในอัตราสูงหรือลดโอกาสการทำสงครามการค้าได้
“ผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดจะสามารถบอกถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้” ฮอดจ์กล่าว
ไมเคิล เพอร์เวส (Michael Purves) ซีอีโอของ แทลแบกเคน แคปิตัล แอดไวเซอร์ส (Tallbacken Capital Advisors) บริษัทวิจัยสินทรัพย์เชิงลึกในสหรัฐกล่าวว่า การประกาศชื่อเบสเซนต์คือสิ่งที่นักลงทุนรอคอยที่จะได้ยิน เพราะก่อนหน้านี้มีความวิตกกังวลในระดับหนึ่งว่า ทรัมป์จะเลือกคนที่ไม่เก่งหรือเป็นพวกคลั่งไคล้การเก็บภาษีศุลกากร “ดังนั้น นี่จึงเป็นคำตอบที่ดีมากสำหรับวอลล์สตรีต”
สตีเฟน สแพรตต์ (Stephen Spratt) นักกลยุทธ์ของธนาคาร โซซิเอเต เจเนอเรล (Societe Generale) กล่าวว่า มุมมองของตลาด คือ เบสเซนต์เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัย และตลาดรู้สึกโล่งใจที่ทรัมป์เลือกเขา เนื่องจากความเสี่ยงจากการเลือกคนที่แปลก ๆ แหวก ๆ ผ่าเหล่าผ่ากอนั้น จะทำให้ตลาดมีราคาที่ต้องจ่ายสูง
ขณะที่ โจ แม็กแคนน์ (Joe McCann) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของเอซีมเมตทริก (Asymmetric) บริษัทที่ลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี กล่าวว่า ความดีงามของการเสนอชื่อรัฐมนตรีคลังครั้งนี้ คือ เบสเซนต์เป็นพวกอนุรักษนิยมทางการคลัง ดังนั้นจึงช่วยลดความกังวลที่ว่ารัฐบาลทรัมป์จะเพิ่มการขาดดุลการคลัง ซึ่งความกังวลนี้เป็นเหตุให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปีพุ่งสูงขึ้น
“ตอนนี้ นับเป็นการปูทางไปสู่การมีวินัยทางการคลังมากขึ้น ซึ่งตลาดจะยินดีเป็นอย่างยิ่ง” แม็กแคนน์กล่าว
จีนมีพื้นที่หายใจหายคอ
ไม่เพียงแค่ตลาดทุนเท่านั้นที่เฮรับ แต่การที่ทรัมป์เลือก สก็อตต์ เบสเซนต์ ยังเป็นข่าวดีของจีนด้วย เพราะเบสเซนต์อาจจะช่วยให้จีนมีพื้นที่เจรจากับสหรัฐเกี่ยวกับความตึงเครียดทางการค้าได้ เนื่องจากเขาไม่สนับสนุนการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนแบบรุนแรง แต่สนับสนุนการขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว
จอห์น กง (John Gong) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ (University of International Business and Economics) ของจีน ซึ่งเคยทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับกระทรวงพาณิชย์จีนกล่าวว่า “นี่เป็นข่าวดีสำหรับจีน” พร้อมแสดงความเห็นอีกว่า คนในวอลล์สตรีตควรได้ที่นั่งในรัฐบาลทรัมป์ และควรได้ที่นั่งที่สำคัญที่สุดด้วย
เอมี เซลิโอ (Amy Celio) หุ้นส่วนของ อัลไบรต์ สโตนบริดจ์ กรุ๊ป (Albright Stonebridge Group) ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์และการทูตเชิงพาณิชย์ในสหรัฐกล่าวว่า การเลือกเบสเซนต์เป็นรัฐมนตรีคลัง ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับรัฐบาลจีนที่ต้องการเดินหน้าเจรจาในประเด็นทวิภาคีและประเด็นระดับโลกต่อไป
อย่างไรก็ตาม เซลิโอ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกิจการจีนที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐกล่าวว่า “แต่ฉันไม่ได้บอกว่าทุกอย่างจะราบรื่น”
อ้างอิง :