Skip to content

ทักษิณ กู้เรตติ้ง เพื่อไทย แก้โจทย์ ปชน.หายใจรดต้นคอ

28 พ.ย. 2567 | 07:02น.
ทักษิณ กู้เรตติ้ง เพื่อไทย แก้โจทย์ ปชน.หายใจรดต้นคอ
คอลัมน์ : Politics policy people forum

แม้การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อุดรธานี จะจบลงด้วยชัยชนะของ “ศราวุธ เพชรพนมพร” จากพรรคเพื่อไทย ที่ได้ 327,487 คะแนน “คณิศร ขุริรัง” จากพรรคประชาชน ที่ได้ 268,675 คะแนน

แต่ผลเลือกตั้งนายก อบจ.อุดรฯ ทั้ง 2 ฝ่าย ยังต้องนำมาวิเคราะห์ต่อ ไปสู่การเมืองวางยุทธศาสตร์ภาพใหญ่

เพราะทั้ง 2 ฝ่ายเทหมดหน้าตัก ในศึกนายก อบจ.อุดรธานี

เพื่อไทยมี “ทักษิณ ชินวัตร” รับบทเป็น “ผู้ช่วยหาเสียง” ขึ้นปราศรัยครั้งแรกในรอบ 18 ปี

ขณะที่พรรคประชาชน ขนทุกองคาพยพทั้งบุคคลรุ่นก่อตั้งอนาคตใหม่ ก้าวไกล อย่าง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ช่วยหาเสียง

ผลที่ออกมาเมื่อเทียบกับการเลือกนายก อบจ.อุดรธานี ปี 2563 กับปี 2567 พบความต่าง

ปี 2563 วิเชียร ขาวขำ ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ได้ 325,933 คะแนน ชนะ ฐานวัฒน์ ธนาธัญญพิชญ์ ผู้สมัครคณะก้าวหน้า ที่ได้ 185,801 คะแนน ต่างกันอยู่ 140,132 คะแนน

มาปี 2567 ศราวุธ จากพรรคเพื่อไทย ได้ 327,487 คะแนน ส่วนคณิศรจากพรรคประชาชน ได้ 268,675 คะแนน

ช่องว่างระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชน (ก้าวไกล-อนาคตใหม่เดิม) ลดลงเหลือ 58,812 คะแนน

ที่สำคัญ พรรคประชาชนได้คะแนนจากการเลือกตั้งปี 2563 ถึง 82,874 คะแนน ส่วนพรรคเพื่อไทยได้เพิ่มเพียง 1,554 คะแนน

“สติธร ธนานิธิโชติ” ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ที่วิเคราะห์ก่อนหน้านี้ถึงเหตุผลที่เพื่อไทยต้องใช้บริการ “ทักษิณ” เพื่อตรึงการเมืองบ้านใหญ่ให้อยู่กับเพื่อไทย สู้กับพรรคภูมิใจไทย และใช้กระแสสู้กับพรรคประชาชน มองผลการเลือกตั้งที่ออกมาว่า

“คะแนนพรรคเพื่อไทยกลับมาเพราะท่านทักษิณ ถือว่ากลับมาสู่จุดเดิมในที่นี้ เลือกตั้งปี’63 ได้ขึ้นมา 1 พันกว่าคะแนนน่าพอใจ ไม่น้อยกว่าเดิม”

เพราะก่อนหน้านี้ สถาบันพระปกเกล้า เคยทำโพลสำรวจ “ความนิยมในพรรคการเมืองและนายกรัฐมนตรี : 1 ปีหลังการเลือกตั้ง 14 พฤษภาฯ 2566” ปรากฏว่า คะแนนพรรคเพื่อไทยตกลงอย่างมีนัยสำคัญ

“แปลว่า คุณทักษิณ ทุ่มให้กับสนามอุดรฯ พาเพื่อไทยกลับมาสู่ในปี’66 เพื่อตั้งหลักใหม่ ณ จุดนี้ และสู้กันใหม่ในสนามหน้าปี 2570”

ส่วนคะแนนที่เพิ่มขึ้นมาของพรรคประชาชน สติธรมองว่า คะแนนที่เพิ่มอาจดูเยอะ แต่คะแนนที่เป็นกอบเป็นกำเพิ่มขึ้น 8 หมื่นกว่าคะแนน คือ ต้องย้อนไปดูคะแนนเลือกตั้งนายก อบจ.ปี 2563 ปีนั้นมีผู้สมัคร 7 เบอร์ โดย 5 เบอร์คะแนนรวมกัน 1.2 แสนคะแนน แต่การเลือกตั้งปี 2567 ตอนแรกประเมินว่าคะแนนจะไปอยู่กับเบอร์ 3 นายดนุช ตันเทอดทิตย์ ผู้สมัครหมายเลข 3 ในนามผู้สมัครอิสระ ซึ่งเป็นคะแนนที่ไม่เอาทั้งส้ม ทั้งแดง แต่ปรากฏว่าได้คะแนนไปแค่ 17,224 คะแนน

ดังนั้น คะแนนในส่วนที่เหลือจึงแปลว่า ถ่ายเทมาสู่พรรคประชาชนมากกว่าพรรคเพื่อไทย

“คะแนนเพื่อไทย 3 แสนต้น ๆ คือคะแนน ณ ตอนนี้ น่าจะต่อยอดไประดับชาติ 100% แต่ทางพรรคประชาชนตัวเลขอาจดูเยอะ 2.6 แสนคะแนน แต่สนามระดับชาติมีพรรคทางเลือกอื่น ๆ อีก อาจดึงคะแนนไปได้”

ขณะที่ ไกลก้อง ไวทยากร ผู้อำนวยการนโยบายคณะก้าวหน้า ซึ่งช่วยดูนโยบายด้านท้องถิ่นตั้งแต่คณะก้าวหน้า ถึง พรรคประชาชน วิเคราะห์ที่พรรคประชาชนได้เพิ่มมา 8 หมื่นคะแนน เพราะเป็นการทำงานที่ลงลึกมากขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ การหาเสียง อบจ.ไม่ใช่เฉพาะตัวผู้สมัครเท่านั้น แต่มีการหาเสียงเลือก ส.อบจ.ในพื้นที่ด้วย จึงเห็นว่าหลายอำเภอที่คะแนนสูสี และมีอำเภอหนองวัวซอที่ชนะ นอกจาก ส.อบจ.แล้ว ทีมงานของพรรคประชาชนที่กำลังสร้างฐานสมาชิกต่าง ๆ ก็เพิ่มขึ้นด้วย จึงมีการทำงานจากฐานราก

และช่วงเลือกตั้งโค้งสุดท้ายมีแกนนำพรรคที่เป็น สส.พรรคประชาชน ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง ก็ทำให้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นด้วย

“อีกส่วนหนึ่ง การเลือกตั้งนายก อบจ.อุดรฯ เมื่อปี 2563 มีผู้สมัครมากกว่า 3 คน แต่การเลือกตั้งครั้งนี้มีแค่ 3 คน จะเห็นว่าคนที่ไปลงคะแนนให้ผู้สมัครอิสระในครั้งก่อน มาครั้งนี้มาลงคะแนนให้พรรคประชาชน”

แต่พรรคประชาชนลงกี่สนามไม่เคยชนะเลือกนายก อบจ.เลย เพราะเป็นเกมของการเมือง “บ้านใหญ่” พรรคประชาชนจะสู้อย่างไร “ไกลก้อง” กล่าวว่า เราสู้โดยตลอด ทำเต็มที่ สู้ด้วยนโยบายที่เน้นว่าอยากยกระดับคุณภาพของประชาชน การแก้ปัญหาของประชาชนในพื้นที่

ส่วนเรื่องการสู้บ้านใหญ่ได้ไหม…แน่นอนว่าเรามาทีหลัง ผ่านมา 5 ปี ที่เราทำงานก็พยายามที่จะเน้นการสื่อสารนโยบาย ส่วนบ้านใหญ่ที่มาก่อนก็สร้างเครือข่ายไว้ และเครือข่ายเหล่านั้นทำงานได้อย่างดี

การต่อสู้เราสำเร็จในเรื่องที่ยังไม่สำเร็จอยู่ เช่น คนที่เลือกเราไม่ว่าตั้งแต่พรรคก้าวไกล จนมาถึงพรรคประชาชนมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นโยบายที่สื่อสารออกไปก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดี เป็นนโยบายที่หลัง ๆ คู่แข่งเอามาใช้หาเสียงเช่นกัน

เห็นได้ชัดอย่างน้ำประปา ซึ่งนโยบายนี้เป็นพื้นฐานความเดือดร้อนของประชาชนในต่างจังหวัดส่วนใหญ่ และไม่มีการพูดถึงมาก่อน เพราะที่ผ่านมามีแต่พูดเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน หรือด้านเศรษฐกิจต่าง ๆ

พอเราเห็นตรงนี้ คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ใช้คำว่าเดินตามจริง ลงพื้นที่จริง สถานการณ์ปัญหาจริง ประชาชนจริง เจอของจริง ก็พบว่าพื้นฐานด้านน้ำประปายังเป็นปัญหาอยู่ จึงนำมาเป็นนโยบาย

นอกจากนี้ การเลือกตั้งนายก อบจ.จะมีไปจนถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 และยังมีการเลือกตั้งระดับเทศบาล โดยเฉพาะเทศบาลใหญ่ ๆ อย่าง เทศบาลเมือง เทศบาลนคร เพื่อให้พรรคประชาชนทำผลงาน

8 หมื่นคะแนนจะต่อยอดไปถึงการเลือกตั้งใหญ่ได้หรือไม่ อยู่ที่พรรคประชาชนจะทำงานต่อเนื่องแค่ไหนทั้งงานสภา สส.เขต ทำงานในพื้นที่ได้ดีหรือไม่ ถ้ามีผลงาน คนเชื่อในศักยภาพและคนเห็นว่านโยบายต่าง ๆ ที่พรรคประชาชนนำเสนอดี ไม่ใช่แค่พูดจั่วหัว แต่ลงรายละเอียดถึงขั้นว่าทำอย่างไร คิดว่า สส.ที่มีอยู่ในปัจจุบัน การทำงานเชิงพื้นที่ เชิงประเด็น การครองตนทำให้ประชาชนเชื่อถือ พรรคประชาชนก็มีโอกาสสูงในปี 2570

เพื่อไทย ใช้บริการ “ทักษิณ” ยึดบ้านใหญ่ท้องถิ่น-ปั่นกระแสประชานิยมฉบับเพื่อไทย ต่อยอดสู่การเลือกตั้งใหญ่ ขณะเดียวกันก็ใช้กระแส “พ่อใหญ่” สู้กับพรรครุ่นใหม่ พรรคประชาชน

ส่วนพรรคประชาชน หวังใช้ผลงานฐานท้องถิ่น ต่อยอดสู่เลือกตั้งใหญ่ แต่ที่มิอาจมองข้ามได้คือ พรรคภูมิใจไทย ที่คุมกลไกปกครอง-ท้องถิ่น รุกคืบทุกจุด