เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ลานพระราชวังดุสิต พื้นที่ประวัติศาสตร์ 6 รัชสมัย เคยจัดพิธีอะไรบ้าง

03 ธ.ค. 2567 | 16:12น.
ลานพระราชวังดุสิต ลานพระบรมรูปทรงม้า พระที่นั่งอนันตสมาคม

ลานพระราชวังดุสิต ลานพระบรมรูปทรงม้า พระที่นั่งอนันตสมาคม

“พระลานพระราชวังดุสิต” หรือที่รู้จักกันว่า “ลานพระบรมรูปทรงม้า” ด้านหน้าของพระที่นั่งอนันตสมาคม ในเขตพระราชวังดุสิต ตลอดระยะเวลา 125 ปีที่ผ่านมา พระลานแห่งนี้ได้ถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมมากมาย ทั้งพระราชพิธี รัฐพิธี และกิจกรรมของประชาชน ตั้งแต่งานรื่นเริง ไปจนถึงกิจกรรมทางการเมือง

ต้นแบบพระราชวังชานเมืองแห่งแรก

สารคดีพิเศษ ชุด “ราชวัลลภเทิดไท้จอมราชา 72 พรรษามหามงคล” เนื่องในพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์ ในวันอังคารที่ 3 ธันวาคม 2567 ตอน “พระลานพระราชวังดุสิต” ระบุว่า พระราชวังดุสิต เป็นต้นแบบของพระราชวังชานเมืองแห่งแรก ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงใช้เงินพระคลังข้างที่ซื้อที่ดินที่เป็นสวนและท้องทุ่งนาระหว่างคลองผดุงกรุงเกษม และคลองสามเสน

โดยในปี พ.ศ. 2441 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้จัดซื้อที่ดินตามราคาอันสมควรจากราษฎรเจ้าของที่ เพื่อสร้างอุทยานสถาน ซึ่งเป็นที่ประทับอันเหมาะแก่พระพลานามัยมากกว่าพระบรมมหาราชวัง ซึ่งมีลักษณะอากาศไม่ถ่ายเท และพระราชทานนามอุทยานสถานแห่งนี้ว่า “สวนดุสิต”

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสสวนดุสิตอยู่เนือง ๆ ตามพระราชอัธยาศัย และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สร้างพลับพลาชั่วคราว และสร้างพระราชอุทยาน ปลูกรุกขชาติต่าง ๆ

จากนั้น ทรงมีพระราชดำริให้สร้างพระที่นั่งและพระตำหนักที่สำคัญขึ้น เช่น พระที่นั่งวิมานเมฆ พระที่นั่งอภิเศกดุสิต พระที่นั่งอนันตสมาคม พระที่นั่งอัมพรสถาน พระที่นั่งอุดรภาค เพื่อใช้ประกอบพระราชพิธีได้เช่นเดียวกับพระบรมมหาราชวัง โดยในปี พ.ศ. 2452 ได้เสด็จพระราชดำเนินจากพระบรมมหาราชวังมาประทับ ณ สวนดุสิต เป็นการถาวร และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เรียกว่า “พระราชวังสวนดุสิต”

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สร้างสวนจิตรลดา และพระตําหนักจิตรลดารโหฐาน และเรียกพระราชวังสวนดุสิต ว่า “พระราชวังดุสิต” นับแต่นั้นเป็นต้นมา พระราชวังดุสิตจึงเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์มาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน

พระบรมรูปทรงม้า
ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม

พระลานพระราชวังดุสิต (ลานพระบรมรูปทรงม้า)

สำหรับ “พระลานพระราชวังดุสิต” หรือที่ประชาชนเรียกกันว่า “ลานพระบรมรูปทรงม้า” ตามที่ได้มีการอัญเชิญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในทรงฉลองพระองค์เครื่องยศจอมพลทหาร ประทับหลังม้าพระที่นั่ง ประดิษฐานบนแท่นหินอ่อน บริเวณกลางพระลานพระราชวังดุสิต นั้น

หนังสือ “วังสวนดุสิต เมื่อพระพุทธเจ้าหลวง สร้างบ้านสร้างเมือง” โดย บัณฑิต จุลาสัย, พีรศรี โพวาทอง และ รัชดา โชติพานิช ระบุว่า สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์เกี่ยวกับพระบรมราชานุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้า ดังนี้

“ได้ทราบข่าวมาแต่ยุโรปว่าเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปทอดพระเนตรวังแวร์ซายในประเทศฝรั่งเศส โปรดพระรูปพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงม้าหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์อันตั้งไว้ในลานข้างหน้าพระราชวัง ทรงปรารภว่า ถ้ามีพระบรมรูปของพระองค์ทรงม้าตั้งไว้ในสนามที่ถนนพระราชดำเนินต่อกับบริเวณพระที่นั่งอนันตสมาคม จะเป็นสง่างามดีเหมือนเช่นเขามีกันตามประเทศต่าง ๆ ในยุโรป สืบราคาสร้างพระบรมรูปเช่นนั้นว่าราว 200,000 บาท”

ทั้งนี้ เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตให้ดำเนินการ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงรับเป็นองค์ประธานในการเรี่ยไร กระทรวงนครบาลรับผิดชอบการบอกบุญในเขตพระนคร และกระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบตามหัวเมือง

โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกำชับไม่ให้เป็นการกะเกณฑ์ แล้วแต่ใจสมัครให้เท่าใด แม้เป็นเพียงจำนวนสตางค์ก็ได้ และให้บอกทั้งเหตุและการทำบุญนั้นให้รู้ทั่วทุกตัวคน นอกจากนี้ยังทรงพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเหรียญและภาพพิมพ์หินพระบรมรูป พระราชทานให้กับผู้ที่บริจาคเงินตั้งแต่ 25 สตางค์ไปจนถึง 1,000 บาท

พระบรมรูปทรงม้ามีขนาดใหญ่กว่าพระองค์จริงเท่าครึ่ง ทรงฉลองพระองค์เครื่องยศจอมพลทหาร เสด็จฯ ประทับหลังม้าพระที่นั่ง พระหัตถ์ขวาพาดอยู่บนหลังม้า ทรงถือคทาจอมทัพช้างสามเศียร พระหัตถ์ซ้ายรั้งบังเหียน มีพระกระบี่ห้อยอยู่ทางซ้าย

พระบรมรูปทรงม้าหล่อด้วยสัมฤทธิ์หรือทองบรอนซ์ ตั้งอยู่บนแท่นหินอ่อน ความสูง 6 เมตร กว้าง 2.50 เมตร ยาว 5.50 เมตร มีฐานโลหะรองรับกว้าง 3.50 เมตร ยาว 6.50 เมตร ส่วนบนของฐานประดับขอบโลหะเป็นลวดลายจักรี คือตราจักรกับตรีศูลแทรกลายเถาเครือแบบฝรั่ง โดยมีรูปคชสีห์และราชสีห์ประกอบทั้ง 2 ข้าง รอบฐานหินอ่อนกั้นด้วยเสาโลหะทรงสี่เหลี่ยม หัวเสาลายใบเทศ ด้านหน้าประทับตราแผ่นดิน จำนวน 10 ต้น

สมโภชพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก

หนังสือ “วังสวนดุสิต เมื่อพระพุทธเจ้าหลวง สร้างบ้านสร้างเมือง” ระบุว่า งานก่อสร้างพระบรมรูปทรงม้าเริ่มขึ้นเมื่อชิ้นส่วนต่าง ๆ จากเยอรมนีมาถึงกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างจากบริษัทฯ เดินทางมาติดตั้งด้วย โดยเริ่มจากงานขุดดินทำฐานราก ในวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2451 จากนั้นจึงก่อฐานจนสามารถอัญเชิญพระบรมรูปขึ้นประดิษฐาน จนกระทั่งแล้วเสร็จพร้อมสมโภชทันพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก (เพื่อเฉลิมฉลองในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 40 ปี) และงานก่อพระฤกษ์ พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งเริ่มเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451

หลังจากเสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาพระฤกษ์สร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมในช่วงเช้าแล้ว เวลา 16.00 น. ของวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องเต็มยศขาวทหารบก ทรงพระสังวาลจุลจอมเกล้า สายสะพายนพรัตนราชวราภรณ์ เสด็จออกยังพลับพลาหน้าพระลาน กรมทหารยิงปืนใหญ่ถวายคำนับ ราษฎรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร จึงได้กราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระบรมรูป และถวายพระพรชัยมงคล

หลังจากพิธีอัญเชิญพระบรมรูปทรงม้าขึ้นประดิษฐานได้ครบ 1 ปี ได้มีการจัดงานสมโภชขึ้นโดยพ่อค้า ประชาชน พร้อมกับวันงานเฉลิมสิริราชสมบัติ เมื่อวันที่ 15-17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2452 โดยมีการนิมนต์พระสงฆ์จากวัดต่าง ๆ มาเจริญพระพุทธมนต์ในช่วงเช้า ส่วนช่วงบ่ายเป็นการละเล่น กระบี่กระบอง ตะกร้อ สิงโต กลองยาว พิณพาทย์ แตร และตอนค่ำเป็นการแสดงละคร โขน หุ่นกระบอก ลิเก งิ้ว มอญรำ ตลอดจนจุดดอกไม้เพลิง

ส่วนวันที่ 17 พฤศจิกายน นอกจากมีงานประกวดจักรยานแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออกพลับพลาหน้าพระลานพระราชวังสวนดุสิต โดยโหร พราหมณ์ ได้เบิกแว่นเทียน ให้ราษฎรเวียนเทียนตั้งแต่พระบรมรูป อ้อมพลับพลาที่ประทับ 1 รอบ จากนั้นราษฎรโห่ร้องถวายพระพรชัยมงคล และต่างเบียดเสียดยัดแย่งกันเข้าไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทใกล้ ๆ บ้างก็ลงกราบถวายบังคมกับพื้นดิน

พระบรมรูปทรงม้า
ภาพจาก กองทัพบก

สถานที่จัดพระราชพิธี รัฐพิธี และกิจกรรมของประชาชน

ในปัจจุบัน ลานพระบรมรูปทรงม้า พระลานพระราชวังดุสิต ได้ถูกใช้ในการพระราชพิธีและพิธีสำคัญอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น พิธีวางพวงมาลา และถวายบังคมพระบรมราชานุสรณ์ ในวันที่ 23 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคต เป็นประจำทุกปี, การเสด็จออกมหาสมาคมในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ใน พ.ศ. 2555 ที่มีประชาชนเดินทางมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเต็มพื้นที่พระลานพระราชวังดุสิต

นอกจากนี้ ยังมีพิธีสวนสนามและพิธีกระทำสัตย์ปฏิญานตนต่อธงชัยเฉลิมพล ของทหาร 3 เหล่าทัพ เนื่องในวันกองทัพไทย ซึ่งสันนิษฐานว่ามีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2470 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในครั้งนั้นเป็นการประกอบพิธีของหน่วยทหารบก ทหารรักษาวัง และทหารเรือ ที่ประจำอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานพิธี ทั้งนี้ ใน พ.ศ. 2493 กระทรวงกลาโหมได้สั่งการให้แต่ละเหล่าทัพแยกกันทำพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล

ที่สำคัญ ยังมีพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์ ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2496 ในการพระราชทานธงชัยเฉลิมพลให้แก่กรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ ในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันสถาปนาหน่วย

สวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์
AFP

ก่อนที่ รัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ จะจัดให้มีพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2501 และหลังจากนั้นรัฐบาลได้จัดให้มีพิธีสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ในวันที่ 3 ธันวาคมของทุกปีต่อเนื่องมา ถึง พ.ศ. 2551 จนกระทั่งในวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ที่มีพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์ เป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 10 หรือในรอบ 16 ปี

พระลานพระราชวังดุสิต ยังเคยถูกใช้เป็นสถานที่จัดงาน “อุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์” เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2561-14 มกราคม พ.ศ. 2562 ซึ่งมีนิทรรศการประวัติศาสตร์ ที่ให้ความรู้ แสดงความผูกพัน ความรัก ความเทิดทูนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่มาของลำน้ำคูคลองสายต่าง ๆ วัฒนธรรมประเพณีที่งดงามแห่งสายน้ำ เช่น ขบวนเรือพระราชพิธี งานประดิษฐ์ไทยและอาหารชาววัง  บันทึกภาพกับภาพสามมิติแห่งความทรงจำ เป็นต้น

นอกจากพระราชพิธีและรัฐพิธีแล้ว พระลานพระราชวังดุสิต ยังถูกใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมของประชาชน ทั้งงานรื่นเริง ไปจนถึงกิจกรรมทางการเมือง เช่น ในตอนย่ำรุ่งของวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 กองกำลังทหารของคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้เคลื่อนเข้ามารวมตัวกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยมี “นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา” หัวหน้าคณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองได้ยืนขึ้นประกาศแถลงการณ์การยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน โดยยืนอยู่ทางด้านซ้ายของพระบรมรูปทรงม้า และหันหน้าไปทางสนามเสือป่า

นอกจากนี้ ในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2479 ได้มีพิธีฝังหมุดคณะราษฎรหรือหมุดก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ ณ พระลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งมีข้อความในหมุดว่า “ณ ที่นี้ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ”

อีกทั้ง ยังมีกิจกรรมทางการเมืองของประชาชนอีกหลายครั้ง เช่น การชุมนุมเพื่อประท้วงการเลือกตั้งสกปรก ใน พ.ศ. 2500, การชุมนุมของลูกเสือชาวบ้านเพื่อต่อต้านกลุ่มนักศึกษาที่เรียกร้องประชาธิปไตย ใน พ.ศ.  2519, เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535, การชุมนุมกลุ่มพันธมิตร พ.ศ. 2549 เป็นต้น

โดย “ศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ” ระบุว่า ลานพระบรมรูปทรงม้า ก่อน พ.ศ. 2475 คือลานหน้าท้องพระโรงภายในพระราชวังสวนดุสิต ที่แม้จะเปิดให้ประชาชนเข้าไปใช้สอย แต่ก็มีสถานะเป็นเพียงพื้นที่กึ่งสาธารณะ ในขณะที่หลัง พ.ศ. 2475 พื้นที่ลานแห่งนี้ได้เปลี่ยนไปสู่พื้นที่สาธารณะอย่างแท้จริง เห็นได้จากกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งพระราชพิธี, รัฐพิธี และกิจกรรมของประชาชน ทั้งงานรื่นเริง ไปจนถึงกิจกรรมทางการเมือง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม