เทียบนโยบายเลือกตั้ง อบจ.อุบลฯ ‘กบ’ VS ‘กานต์’ ศึกชิงหัวเมืองอีสานใต้
ส่องประวัติ 2 ตัวเต็งศึกเลือกตั้งนายกฯ อบจ.อุบลราชธานี ระหว่าง ‘กานต์’ บ้านใหญ่กัลป์ตินันท์ และ ‘กบ’ มาดามแป้งมัน ตระกูลหวังศุภกิจโกศล พร้อมงัดนโยบายเด็ดชิงเก้าอี้คุมบังเหียนหัวเมืองอีสานใต้ 22 ธ.ค. 67 นี้
สำหรับการเลือกตั้ง อบจ.เมืองดอกบัวอย่างจังหวัดอุบลราชธานี ที่ใครก็ต่างรู้กันดีว่า เป็นพื้นที่ของพรรคเพื่อไทยมาอย่างยาวนาน ดูผิวเผินจึงเหมือนกับว่า ไม่มีอะไรให้ลุ้นระทึกมากนัก แต่ยิ่งใกล้วันยิ่งน่าติดตาม ภายหลังการปิดรับผู้สมัครท้าชิงเก้าอี้นายก อบจ. ที่ครั้งนี้มีถึง 4 คนด้วยกัน ได้แก่
- หมายเลข 1 กานต์ กัลป์ตินันท์ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี สังกัดพรรคเพื่อไทย (ลาออกจากคำแหน่งนายก อบจ.ไปเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2567)
- หมายเลข 2 สิทธิพล เลาหะวนิช อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี สังกัดพรรคประชาชน
- หมายเลข 3 จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล ที่ปรึกษาพรรคไทรวมพลัง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อแผ่นดิน (พ.ศ. 2550)
- หมายเลข 4 อธิปไตย ศุ้ย ศรีมงคล สมาชิกพรรคไทรวมพลัง
นอกจากรายชื่อผู้ท้าชิงที่น่าจะทำให้คะแนนห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด ประกอบกับมีตัวแทนมาจากพรรคประชาชนด้วยก็ตาม แต่เชื่อว่าทั้งคนในและนอกจังหวัดเองก็จับตาลุ้นแค่ 2 หมายเลขอย่าง ‘กานต์’ น้องชายของ ‘เกรียง’ สส.คนสนิทนายใหญ่พรรคเพื่อไทย
และมาดาม ‘กบ’ คู่แข่งสุดหินที่มีฐานเสียงจาก 2 สส.เขตของพรรคไทรวมพลัง ได้แก่ พิมพกาญจน์ พลสมัคร เขต 3 และสมศักดิ์ บุญประชม เขต 10 ที่ต่างก็ล้มเพื่อไทยในจังหวัดอุบลฯ มาแล้วทั้งคู่
ทั้งสองคนจะงัดอะไรมาแข่งขัน ? เพื่อเอาชนะศึกช้างชนช้างในครั้งนี้
มาดามแป้งมัน เบอร์ 3

‘จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล’ หรือ ‘กบ’ (สกุลเดิม จิตรพิทักษ์เลิศ) เกิดวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2509 (58 ปี) จบการศึกษาศิลปศาสตรบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง คู่สมรส คือ สมศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครราชสีมา
กบมีพี่ชาย 2 คน ได้แก่ ‘ว่าที่ร้อยตรี วิชัย จิตรพิทักษ์เลิศ’ เลขาธิการพรรคเพื่อไทรวมพลัง และ ‘มนัสมนต์ จิตรพิทักษ์เลิศ’ และ ‘ยลดา หวังศุภกิจโกศล’ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ภรรยาของ ‘วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล‘ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และยลดายังเป็นมารดาของ ‘สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
เรียกได้ว่านอกจากจะอยู่ในครอบครัวที่มีนักการเมืองแล้ว ยังได้เข้ามาอยู่ใน ‘หวังศุภกิจโกศล’ ตระกูลนักการเมืองอย่างสมบูรณ์ โดยตัวกบเองก็ได้ลงสนามการเมืองจากการเป็นผู้ก่อตั้งพรรคไทรวมพลัง ก่อนจะมีประสบการณ์ทำงานในตำแหน่งต่าง ๆ อาทิ
- ผู้ก่อตั้งพรรคไทรวมพลัง
- อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา สังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน
- อดีตนายกเทศมนตรีตำบลเสิงสาง
- ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาพรรคไทรวมพลัง
นอกจากนี้กบยังเป็นกรรมการผู้จัดการบริหารบริษัท เอี่ยมอุบล จำกัด หรือโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลัง ที่มีทุนจดทะเบียนในปัจจุบัน 580,000,000 บาท
กบ 3 ดี
“อุบลโปร่งใส นายกใหม่สร้างสรรค์”
เศรษฐกิจดี
- เศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
- ศูนย์กลางเศรษฐกิจชายแดน
- เมืองเกษตรและอาหารมูลค่าสูง
สุขภาพดี
- ผู้คนมีคุณภาพชีวิตในสภาพแวดล้อมดี
- คนสูงวันยและคนทุกช่วงวัยมีสุขภสพดีสมวัย
- เมืองกีฬา
การศึกษาดี
- คนคุณภาพ การศึกษาดี มีมาตรฐาน
- มีงานทำ สร้างรายได้ให้ครอบครัว
- เมืองแห่งการเรียนรู้

กานต์ บ้าน ‘กัลป์ตินันท์’ เบอร์ 1

‘กานต์ กัลป์ตินันท์’ อดีตนายกฯ อบจ. 2 สมัย ดีกรีน้องชาย ‘เกรียง กัลป์ตินันท์’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พี่ชายที่ลงสนามการเมืองมาตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งในปีนั้นเขาก็ได้ล้ม ‘ไชยศิริ เรืองกาญจนเศรษฐ์’ ช้างใหญ่แดนอีสานใต้ได้ตั้งแต่ครั้งแรกของศึกเลือกตั้งผู้แทนราษฎร
ด้วยการดำรงอยู่บนเส้นทางนี้อย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน ที่ไม่ใช่แค่เกรียงหรือกานต์ แต่ยังรวมถึง ‘วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์’ (ลูกชายเกรียง) ที่กำลังดำรงตำแหน่ง สส.แบบแบ่งเขต จังหวัดอุบลราชธานีเขต 1 ในปัจจุบัน
นับว่าเป็นแชมป์เก่าที่มีแต้มนำ แถมยังมีบารมีพี่และหลานแผ่ไพศาลทั่วจังหวัด ตอกย้ำด้วยการนำเสนอนโยบายด้วยประโยคที่ว่า “4 ปีซ่อม 4 ปีสร้าง” ที่นอกจากจะบอกนโยบายสำหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้ ก็ยังย้อนความสำเร็จให้เปรียบเทียบกันอีกด้วย
โดยสำหรับกานต์เอง แม้จะไม่มีประวัติบอกกล่าว การศึกษา หรือเส้นทางการทำงานการเมืองมาอย่างชัดเจน แต่เขาเองก็ได้นำเสนอตำแหน่งหน้าที่ที่เคยผ่านมาอย่างโชกโชน ดังนี้
- อดีตสมาชิกวุฒิสภา
- อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย
- อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี 2 สมัย
- อดีตนายกสมาคมส่งเสริมกีฬาจังหวัดอุบล
- อดีตประธานสภาจังหวัดอุบลราชธานี
4 ปี ซ่อม 4 ปี สร้าง สานต่อนโยบายใหม่
“เชื่อมรัฐบาล พัฒนาท้องถิ่น”
- 1 โรงพยาบาล สต. 1 สถานีสุขภาพใกล้บ้าน
- โครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมถนนทุกตำบล
- โรงเรียน อบจ. 5 ภาษา สนับสนุนครูภาษาต่างประเทศ
- 1 โรงเรียน อบจ. 2 ทุนพยาบาล, จัดทำ MOU อาชีวะ-มหาวิทยาลัยลูกหลานอุบลอยากเรียนต้องได้เรียน
- Motor way fast track
- พัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินในจังหวัดอุบลฯ เพื่อรองรับโรคสมอง-หัวใจขาดเลือด อุบัติเหตุร้ายแรง
- เพิ่มขีดความสามารถศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ 1669 พัฒนาผู้ปฏิบัติการในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน
- เป้าหมาย ลดอัตราการเสียชีวิต
- ผลักดันสามพันโบกให้เป็น ‘มรดกโลก’ 1 อำเภอ 2 สถานที่ท่องเที่ยว
- เที่ยวอุบล เที่ยวได้ ทุกเดือน ผลักดันพิพิธภัณฑ์เทียนพรรษาวัฒนธรรมแห่งศรัทธา

นับเป็นการต่อสู้ที่ประวัติของผู้สมัครไม่ธรรมดาเลยทีเดียว และไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ทั้งสองงัดนโยบายไม้เด็ดเพื่อมัดใจประชาชน เพราะสำหรับอุบลราชธานี จังหวัดใหญ่ในภาคอีสานนั้นมีพื้นฐานจังหวัดที่เศรษฐกิจเจริญหลากหลายด้าน
โดย ข้อมูลจาก สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 ระบุว่า จีดีพีของจังหวัดอุบลในปี 2566 มีมูลค่าอยู่ที่ 129,081 ล้านบาท ประกอบไปด้วย ภาคเกษตร 26,885 ล้านบาท และนอกภาคเกษตรมีมูลค่า 108,732 ล้านบาท
โดยมีสาขาเกษตรกรรม การประมง และการป่าไม้ มีสัดส่วนร้อยละ 19.8 เป็นสาขาการผลิตหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด, สาขาอุตสาหกรรม มีสัดส่วนร้อยละ 16.7, สาขาการขายส่ง ขายปลีกมีสัดส่วนร้อยละ 2.7, สาขาการศึกษามีสัดส่วนร้อยละ 4.2, สาขาตัวกลางทางการเงินมีสัดส่วนร้อยละ 5.8 และสาขาอื่น ๆ มีสัดส่วนรวมกันร้อยละ 50.8
จากศักยภาพของเมืองที่สามารถพัฒนาได้ในหลากหลายได้ ความต้องการในการบริหารและดูแลเพื่อต่อยอดความเจริญจึงเติบโตตามขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
งานหนักในครั้งนี้จึงตกไปอยู่ในมือของชาวอุบลว่า จะตัดสินให้ใครชนะศึกชิงเก้าอี้หัวเมืองใหญ่อีสานใต้ระหว่าง ‘หน้าเก่าอุ่นใจ’ กับ ‘หน้าใหม่ที่กล้าท้าชน’ พร้อมตอบคำถามที่ว่า จังหวัดนี้จะเปลี่ยนไป หรือจะยังคงถิ่นแดงเหมือนเดิมต่อไป