‘ทุจริต’ ต้องไม่ใช่เรื่องปกติ
บทบรรณาธิการ
เป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ไม่ตกมาหลายสิบปี กับข้อครหาเรื่องการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐในหน่วยงานต่าง ๆ ล่าสุดกับการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่น ที่กลายเป็นเรื่องใหญ่และบานปลาย ถึงขั้นตั้งทีมสอบสวนกลุ่มข้าราชการที่เข้ารับตำแหน่งแล้วหลายพันคน แต่น่าตระหนกยิ่งกว่าเมื่อมีข่าวออกมาซ้ำอีกว่า กลุ่มที่โดนสอบถูกเรียกรับเงินรายละ 3-5 แสนบาท เพื่อให้ถอดชื่อออกจากกลุ่มดังกล่าว
อีกประเด็นใหญ่ที่แม้ไม่ใช่เรื่องทุจริตโดยตรงแต่มีกลิ่นอยู่ไม่น้อย คือเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ย่านลาดพร้าว เกิดความสูญเสียกว่า 30 ชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมาก ต้นเหตุไม่ว่าจะมาจากการละเลยมาตรฐานความปลอดภัย หรือการใช้วัสดุตกแต่งที่เสี่ยงติดไฟง่ายที่นิยมใช้ตามสถานบันเทิง แต่ประการสำคัญโรงเบียร์ดังกล่าวขึ้นทะเบียนเป็นร้านอาหารที่มีดนตรี อย่างไรก็ตามจากผังการวางโต๊ะ จุดที่ตั้งของบาร์ การตกแต่ง รวมถึงแสงสว่างภายในอาคาร ห่างไกลจากคำว่า “ร้านอาหาร” พอสมควร
สถานบริการลักษณะนี้ยังมีให้เห็นดาษดื่นทั่วประเทศ โดยเฉพาะตามจังหวัดใหญ่ ๆ โดยใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย เนื่องจากการขอตั้งสถานบันเทิงนั้นมีเงื่อนไขและมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงกว่า ทั้งยังต้องอยู่ใน “โซนนิ่ง” ซึ่งแต่ละจังหวัดมีไม่มากนัก กรุงเทพฯ ที่เป็นโซนนิ่งจริง ๆ เช่น ย่านอาร์ซีเอ รัชดาภิเษก และสีลม แต่ในข้อเท็จจริงผู้ประกอบการจำนวนมากแม้อยากทำให้ถูกต้องแต่ไม่มีโซนนิ่งรองรับเพียงพอ จึงเลี่ยงไปตั้งเป็นร้านอาหารแทน กับอีกประเภทต้องการลดต้นทุนด้านความปลอดภัย
กรณีการปรับโซนนิ่งสถานบันเทิง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า มีแผนดำเนินการอยู่ โดยหารือกับกระทรวงมหาดไทย (มท.) เรื่องการปรับโซนนิ่งหรือการเปลี่ยนรูปแบบ อาจจะไม่มีโซนนิ่ง แล้วเปลี่ยนเป็นสถานบริการเพื่อให้เกิดความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมาย เพราะจากผลสำรวจตัวเลขร้านอาหารที่มีบรรยากาศคล้ายสถานบันเทิงใน กทม. มีนับพันแห่ง แต่ที่ผ่านมาหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ใส่ใจกวดขันจริงจัง เรื่อยไปจนถึงมีบางอย่างบังตาเอาไว้ จึงเมื่อเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นแทบทุกภาคส่วนถึงออกมากวดขันกันครั้งหนึ่ง แต่ไม่นานก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม
ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ร้านอาหาร” ลักษณะนี้นอกจากค่าใช้จ่ายประจำในการดำเนินธุรกิจแล้ว ยังต้อง
เตรียม “ค่าใช้จ่ายแฝง” ไว้ทุกเดือน และเมื่อเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นเจ้าของสถานที่จะกลายเป็นผู้ร้ายเพียงลำพัง ขณะที่ผู้เกี่ยวข้องในการกวดขันหรือตรวจสอบมีน้อยยิ่งกว่าน้อยที่ถูกลงโทษ ทำให้ทั้งปัญหาทุจริตสอบข้าราชการ การละเลยบรรดาสถานประกอบการที่สุ่มเสี่ยงอันตราย รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ที่ขึ้นชื่อเรื่องการทุจริตหรือเรียกรับเงิน กลายเป็นเหตุการณ์ที่เห็นชินตาแทบเป็นเรื่องปกติ ผู้มีอำนาจหรือมีหน้าที่รับผิดชอบในการปราบปราม จักปล่อยให้ประเทศไทยตกอยู่ในวังวนอุบาทว์แบบนี้ต่อไปอีกนานเท่าใดกัน