ประเทศไทย เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ด้วยเสน่ห์ที่ชวนสัมผัสมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ธรรมชาติ ประเพณี และวัฒนธรรมอันหลากหลาย “ดีไลฟ์-ประชาชาติฯ” ขอพาท่านผู้อ่านมาเยือน 4 สถานที่ท่องเที่ยวของเมืองไทย ที่โด่งดังไกลไปทั่วโลก นอกจากจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้เป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาลให้กับประเทศ
“วัดอรุณ” หมุดหมายท่องเที่ยวจากทั่วโลก
เริ่มกันด้วยสถานที่แรก “วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร” ที่ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นแลนด์มาร์กและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพมหานครและประเทศไทย เป็นหมุดหมายสำคัญด้านการท่องเที่ยวระดับโลก ที่ไม่ว่าแขกไปใครมาหรือคนไทยเองก็ต้องมาเยี่ยมเยือน และใส่ชุดไทยถ่ายรูปกัน

วัดอรุณฯ เป็นวัดเก่าแก่ มีมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ “วัดมะกอก” ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดแจ้ง” ตั้งอยู่ที่ถนนอรุณอมรินทร์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี ตรงข้ามกับวัดโพธิ์ เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชย้ายราชธานีจากกรุงศรีอยุธยามาตั้งที่กรุงธนบุรี ได้โปรดเกล้าฯให้เป็นวัดในเขตพระราชฐาน และสถาปนาเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร และเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ที่อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์
วัดอรุณฯ ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พร้อมพระราชทานนามว่า วัดอรุณราชธาราม และถือเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 2
สำหรับไฮไลต์ของวัดอรุณฯ คือ “ปรางค์วัดอรุณฯ” ประกอบด้วยปรางค์ประธานและปรางค์รองอีก 4 ปรางค์ ตัวพระปรางค์ปัจจุบันไม่ใช่พระปรางค์เดิมที่สร้างขึ้นราวสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่มีความสูงเพียง 16 เมตร โดยปรางค์ปัจจุบันนี้ถูกสร้างขึ้นแทนในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
และแล้วเสร็จในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2394 โดยศิลปะและสถาปัตยกรรมอันสวยงามที่นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมนั้นล้วนผ่านการคิดและสร้างสรรค์มาเป็นอย่างดี ผ่านคติไตรภูมิ และคติจักรพรรดิราช ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์
ปัจจุบัน วัดอรุณฯ เป็นหมุดหมายระดับโลกด้านการท่องเที่ยว โดยเมื่อครั้งเทศกาลขึ้นปีใหม่ 2567 ที่ผ่านมา CNN International ได้ประกาศเฉลิมฉลองวันส่งท้ายปี โดยเลือกถ่ายทอดสดกิจกรรมเคานต์ดาวน์ทั่วโลก ซึ่งมีวัดอรุณฯ เป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญ
“ภูพระบาท” มรดกโลกแห่งเทือกเขาภูพาน
ปี 2567 หากจะกล่าวถึงสถานที่สักแห่งในประเทศไทยที่เป็นที่รู้จักในระดับโลก ย่อมต้องมี “อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท” จังหวัดอุดรธานี เพราะองค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ “ยูเนสโก” ได้ประกาศให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ลำดับที่ 5 ของประเทศไทย
อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ตั้งอยู่บนภูเขาหินทรายขนาดเล็กในเทือกเขาภูพาน อำเภอบ้านผือ ทางทิศตะวันตกของจังหวัดอุดรธานี ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขือน้ำ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 320-350 เมตร โดยลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาที่มีเพิงหินขนาดใหญ่เรียงรายอยู่ในเขตป่าทึบ
เพิงหินที่มีรูปร่างแปลกตาเหล่านี้ เกิดโดยการกระทำจากการเคลื่อนตัวของธารน้ำแข็งในยุคมีโซโซอิก-ครีเทเชียส (Mesozoic-Cretaceous) และการกัดเซาะที่เกิดขึ้นในอัตราที่แตกต่างกันของชั้นหิน ทำให้มีก้อนหินแบนราบขนาดใหญ่วางอยู่บนยอดเสาเฉลียงหนึ่งต้น หรือหลายต้น และมีความสูงที่แตกต่างกัน คล้ายกับเห็ดขนาดใหญ่กระจายตัวอยู่ทั่วไปในพื้นที่ภูเขาแห่งนี้
อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทมีจุดเด่นแตกต่างจากอุทยานประวัติศาสตร์แห่งอื่น ๆ เนื่องจากโบราณสถานส่วนมากที่พบ เกิดจากกระบวนการทางธรรมชาติ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อธรณีสัณฐานของพื้นที่ ก่อนที่มนุษย์ในอดีตจะเข้ามาดัดแปลงเพื่อสนองต่อวัฒนธรรมในแต่ละสมัย
โดยพบหลักฐานที่สำคัญบ่งชี้ถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานตั้งแต่ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ 2,500-3,000 ปีมาแล้ว ดังที่ได้พบภาพเขียนสีมากกว่า 54 แห่งบนภูเขาลูกนี้
นับเป็น 20 ปีที่รอคอย และเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย หลังจากที่ได้ยื่นเอกสารเกี่ยวกับอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดโลกทางวัฒนธรรมตั้งแต่ปี 2547 จนกระทั่งประสบความสำเร็จในการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดโลกทางวัฒนธรรมในปี 2567
“ถ้ำนาคา” ธรรมชาติ ศรัทธา เชื่อมโยงท่องเที่ยว
หากพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวอันซีนในภาคอีสาน เชื่อว่า “ถ้ำนาคา” คงเป็นชื่อที่ใครหลายคนนึกถึง ถ้ำนาคา ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติภูลังกา อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งในอดีตพื้นที่นี้ขึ้นกับจังหวัดหนองคาย
มีความสวยงามโดดเด่นจากความมหัศจรรย์และความซับซ้อนของธรรมชาติด้านธรณีวิทยา ที่เรียกว่า “ซันแครก” (Sun Crack) ซึ่งเกิดจากการแตกของผิวหน้าหิน จากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่แตกต่างกันระหว่างกลางวันและกลางคืนอย่างรวดเร็ว ทำให้หินเกิดการขยายตัวและหดตัวสลับไปมาจนเป็นลายเหลี่ยม ต่อมามีการผุพังและกัดเซาะโดยน้ำและอากาศในแนวดิ่ง ทำให้เกิดลักษณะเป็นชั้น ๆ ทำให้หินบริเวณนี้มีลักษณะคล้ายเกล็ดงู และพญานาค
มีเรื่องเล่าว่า เจ้าปู่อือลือราชาเป็นราชาผู้ถูกสาปให้เป็นพญานาคเฝ้าถ้ำแห่งนี้ชั่วนิจนิรันดร์ เพราะเป็นต้นเหตุของความรักที่ไม่สมหวังของพญานาคกับมนุษย์ ทำให้เมืองที่เจริญรุ่งเรืองต้องล่มสลายกลายเป็น “บึงโขงหลง” และพระอือลือราชาจะพ้นคำสาปก็ต่อเมื่อบังเกิดเมืองขึ้นใหม่
ถ้ำนาคา กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ซึ่งเป็นที่นิยมของชาวบ้านและนักท่องเที่ยวที่ต่างพากันมาชื่นชมความมหัศจรรย์ของธรรมชาติและขอพรที่ถ้ำแห่งนี้ตามความเชื่อความศรัทธา โดยในแต่ละฤดูกาลจะให้ภาพและบรรยากาศแตกต่างกันไป
ในฤดูฝนจะเกิดมอส เฟิร์น และพืชพันธุ์ต่าง ๆ เกาะตามผิวหินทำให้ดูมีชีวิตชีวา ในฤดูร้อนจะเห็นผิวหินชัดเจน และระหว่างทางจะเต็มไปด้วยบรรดาพืชพันธุ์ดอกไม้ ทั้งไม้พุ่มและไม้ยืนต้นที่กำลังออกดอก โดยระยะทางจากจุดเริ่มต้นไปถึงถ้ำนาคาประมาณ 1,400 เมตร

“อ่าวมาหยา” ชายหาดสวยติดอันดับโลก
พาไปที่ทะเลภาคใต้กันบ้าง กับ “อ่าวมาหยา” จังหวัดกระบี่ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ดูแลรักษาของอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี โดยเกิดจากการสร้างสรรค์ของธรรมชาติ จากการพังทลายของหน้าผาที่แหว่งเป็นอ่าวขนาดเล็กรูปพระจันทร์เสี้ยวที่โอบล้อมด้วยเขาหินปูน
อ่าวมาหยา เป็นอ่าวที่มีชื่อเสียงของเกาะพีพีเล เกาะขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของหมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ มีชายหาดเม็ดทรายขาวละเอียด น้ำทะเลสีเขียวมรกต เป็นจุดหมายท่องเที่ยวทะเลไทยที่สวยติดอันดับโลก
โดยติดอันดับ 5 จาก 100 ชายหาดที่ดีที่สุดในโลก จากการจัดอันดับของเว็บไซต์ Beach Atlas ประเทศอังกฤษ และได้อันดับ 3 จาก 20 ชายหาดที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งจัดอันดับโดย Lonely Planet ทั้งยังเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวจะได้มาตามรอยสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ดังเรื่อง “The Beach” อีกด้วย
นอกจากนี้ อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ยังเป็นอุทยานแห่งชาติที่ทำเงินสูงสุดในปี 2567 (วันที่ 1 ตุลาคม 2566-20 มิถุนายน 2567) โดยมีรายได้กว่า 500,866,577 บาท ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม ประกอบด้วย อ่าวมาหยา เกาะพีพี อ่าวไร่เลย์ และทะเลแหวก เกาะปอด
ที่มา : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี, สำนักอุทยานแห่งชาติ

