มุ่งพัฒนาฯ รุกหนักปี’68 ขยายช่องทางอีคอมเมิร์ซเต็มสูบ
pigeon
“มุ่งพัฒนาฯ” รุกหนักปี 2568 ขนทัพสินค้าใหม่ พร้อมขยายช่องทาง e-Commerce ทั้งไทยและต่างประเทศ มุ่งเจาะ “B2B-Food Service Channel” เดินหน้า M&A คว้าโอกาสลุยธุรกิจใหม่ หวังเสริมศักยภาพธุรกิจ ตั้งเป้าปี 2568 รายได้โตดับเบิลดิจิต ส่วนสิ้นปี 2567 คาดโตตามเป้า
นายเมธิน เลอสุมิตรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มุ่งพัฒนา อินเตอร์แนชชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก อาทิ พีเจ้น, ไออุ่น และซ้อฟเท็กซ์ ฯลฯ เปิดเผยในงาน Opportunity Day เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2568 ว่า ผลประกอบการช่วงไตรมาส 3 (ก.ค.-ก.ย.) ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวม 198.4 ล้านบาท เติบโต 1.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 5.2 ล้านบาท ลดลง 5.0 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 48.9%
ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของสินค้ากลุ่มแม่และเด็ก และสินค้าใหม่ที่บริษัทได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่าย โดยการเพิ่มขึ้นของรายได้ส่วนใหญ่มาจากช่องทางขายออนไลน์ ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น
สำหรับทิศทางการดำเนินงานจากนี้ไป บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการเพิ่มมาร์เก็ตแชร์ให้มากขึ้น โดยมีเป้าหมายที่จะรักษาความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในกลุ่มสินค้าแม่และเด็กภายใต้แบรนด์พีเจ้น (Pigeon) อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดจากหมวดหมู่อื่น ๆ รวมถึงแบรนด์ใหม่ และเซ็กเมนต์ใหม่ ๆ ให้เพิ่มมากขึ้น ด้วยการออกสินค้าใหม่
ไม่ว่าจะกลุ่มพีเจ้น (Pigeon) ที่ในไตรมาส 1 ของปี 2568 จะเพิ่มสินค้ากลุ่มขวดนม หรือกลุ่ม Accessory ต่าง ๆ เข้ามาเพิ่มเติม และกลุ่มสินค้าที่บริษัทเป็นตัวแทนจำหน่าย เช่น แบรนด์ Carebeau ที่เป็นแชมพูปิดผมขาว จะมีสินค้าเพิ่มเข้ามาในพอร์ตโฟลิโออีก 1 แบรนด์ชื่อว่า “ทองสุก” ซึ่งจะเป็นกลุ่มสกินแคร์ หรือกลุ่มสมุนไพร เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า
สำหรับในส่วนของช่องทางจัดจำหน่าย เบื้องต้นบริษัทมีแผนเดินหน้าขยายช่องทาง e-Commerce มากยิ่งขึ้น ด้วยการรุกขยายไปยังตลาดใหม่ ๆ ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการเจาะกลุ่มลูกค้า B2B และกลุ่ม Food Service Channel ที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ ยังคงมองหาโอกาสขยายไปสู่ธุรกิจใหม่ ๆ โดยเฉพาะการทำ M&A ร่วมกับพันธมิตร เนื่องจากเล็งเห็นว่าจะเป็นส่วนสำคัญที่จะเข้ามาช่วยผลักดันให้บริษัทมียอดขายเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา จึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
ขณะที่ในส่วนของโปรแกรม Customer Relationship Management (CRM) และ Customer Data Platform (CDP) ที่ในปี 2567 นี้ลงทุนปรับระบบใหม่ คาดว่าจะสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์และสร้างกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อเพิ่มยอดขาย และสร้างความภักดีของลูกค้าได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ จากแผนการดำเนินงานดังกล่าว คาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด และเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยในปี 2568 ตั้งเป้ารายได้เติบโตระดับดับเบิลดิจิต ขณะที่สิ้นปี 2567 คาดเติบโตตามเป้าหมาย