5 มกราคม 2548 วันนี้เมื่อ 20 ปีก่อน คลื่นยักษ์สึนามิ ถูกรวบรวมเป็นจดหมายเหตุแห่งชาติ
รายงานพิเศษ : โดยสุวัฑ แซงลาด
ครบรอบ 20 ปี คลื่นยักษ์สึนามิ : ลำดับเหตุการณ์ในวันที่ 5 มกราคม 2548 หลังสัปดาห์มหาวิปโยค นายกฯทักษิณ สั่งยุติค้นหาศพบนบก พร้อมประมวลเรื่องราวเหตุการณ์คลื่นยักษ์ถล่มใน 6 จังหวัดชายฝั่งอันดามันทำเป็นจดหมายเหตุแห่งชาติ
วันที่ 5 มกราคม 2548
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สั่งยุติค้นหาศพบริเวณบนบกและจะส่งสุนัขไทยเข้าไปช่วยด่มกลิ่นหาผู้เสียชีวิตในป่าชายเลน และยังประมวลเรื่องราวเหตุการณ์คลื่นยักษ์ถล่มใน 6 จังหวัดชายฝั่งอันดามันทำเป็นจดหมายเหตุแห่งชาติ จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อวางระบบเตือนภัยทางธรรมชาติ ทั้งภายในและระดับนานาชาตินอกจากนี้ ยังจัดตั้งพิพิธภัณฑ์และอนุสรณ์สถานเพื่อประโยชน์ในการศึกษาธรรมชาติวิทยาและรำลึกถึงผู้เสียชีวิต
ประมวลความเสียหาย สึนามิ 2547
ความเสียหายในประเทศไทยในกรณีของประเทศไทย สภาพความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย และนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ ระนอง ตรัง และสตูล ครอบคลุมพื้นที่จำนวน 25 อำเภอกิ่งอำเภอ 95 ตำบล และ 407 หมู่บ้าน นับว่ามีจำนวน มูลค่าค่อนข้างสูงมากเช่นกัน โดยเฉพาะความเสียหายจาก ผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และผู้สูญหาย ซึ่งสรุปได้ดังนี้
• จำนวนผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และผู้สูญหาย
* ผู้เสียชีวิตจำนวนทั้งสิ้น 5,395 คน แยกเป็นคนไทย 2,059 คน คนต่างชาติ 2,436 คน ไม่สามารถระบุได้ 900 คน ทั้งนี้จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด คือ จังหวัดพังงา 4,225 รายรองลงมาจังหวัดกระบี่ 721 ราย ภูเก็ต 279 ราย ระนอง 159 รายสตูล 6 ราย และตรัง 5 ราย

ราษฎรที่ประสบภัย มีจำนวนทั้งสิ้น 58,550 คน หรือ 12,017 ครอบครัว และบ้านเรือนราษฎรที่ได้รับความเสียหายรวมทั้งสิ้น 4,806 หลัง โดยแยกเป็นประเภทเสียหายทั้งหมด 3,302 หลัง และประเภทบ้านเรือนเสียหายบางส่วน 1,504 หลัง เด็กกำพร้าที่บิดา หรือมารดา หรือผู้อุปการะเสียชีวิต มีจำนวนทั้งสิ้น 1,971 คน
ผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจ ในพื้นที่ 6 จังหวัดที่ประสบภัยสึนามิ ส่วนใหญ่มีรายได้หลักจากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ เนื่องจากนักท่องเที่ยวเกิดความหวาดวิตกและไม่มั่นใจในความปลอดภัย โดยเฉพาะการท่องเที่ยวทางทะเล จากการประมาณการของสำนัก พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคใต้ พบว่าเหตุการณ์สึนามิทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ของปี 2548 ลดลงครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับปี 2547 ส่วนใหญ่เป็นการลดลงในครึ่งปีแรก โดยรายได้ลดลงถึง ร้อยละ 67.3
ส่วนในครึ่งปีหลังสถานการณ์ปรับดีขึ้น (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดภูเก็ตและสำนักพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคใต้,2548) และรายได้จำแนกตามกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยว ได้แก่ กิจการโรงแรมและภัตตาคารมีความเสียหายมากที่สุดในจังหวัดพังงา รองลงมาคือ ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูลตามลำดับ โดยเฉพาะกิจการโรงแรมและภัตตาคารบริเวณเขาหลักและเกาะพีพี ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับความเสียหายจนไม่สามารถเปิดดำเนินกิจการได้ทำให้พนักงานจำนวนมากต้องว่างงานประมาณ 3,000 คน และโรงแรมบริเวณเขาหลัก ได้ปิดกิจการ เลิก จ้างพนักงานกว่า 4,000 คน
นอกจากนี้ยังมีผลกระทบทางลบต่อเนื่องไปยังธุรกิจอื่น ๆ เช่นการขนส่ง การค้า และบันเทิง โดยทุกกลุ่มมีรายได้ลดลงทำให้ต้องลดการจ้างงานปิดกิจการ ทำให้มีผู้ว่างงานมากขึ้น นอกจากการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดแล้ว เหตุการณ์คลื่นยักษ์สีนามิยังก่อให้เกิดความเสียหายในสาขาเกษตรและประมง ซึ่งรวมมูลค่าผลกระทบทางลบทั้งสิ้นประมาณ 53,596.70 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.74 ของ GDP
สินามิกับผลกระทบทั้งด้านลบ-บวก
เหตุการณ์คลื่นยักษ์สินามินอกจากจะส่งผลกระทบในด้านลบแล้วแต่เมื่อพิจารณาอีกด้านหนึ่งพบว่ามีผลกระทบทางบวกด้วยเนื่องจากมีการระคมความช่วยเหลือจากองค์กรทั้งในและต่างประเทศจนช่วยให้เศรษฐกิจโดยรวมกระเตื๋องดีขึ้นโดยมีมูลค่าเบื้องต้น ทั้งสิ้นรวม 40,338.38 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.56 ของ GDP ซึ่งแบ่งออกเป็นด้านต่าง ๆ คือ
1.การลงทุนด้านการก่อสร้าง จากการที่บ้านพักอาศัยของราษฎร สถานที่ราชการ และโครงสร้าง พื้นฐานได้รับความเสียหาย ทำให้ทั้งาครัฐและเอกชนได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือในด้านการก่อสร้างทำให้มูลค่าการก่อสร้างโดยรวมเพิ่มขึ้น 7.102.98 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลต่อทางบวกต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ ถือเป็นสินค้าทุน
2.การลงทุนภาคธุรกิจ จากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ จะเห็นว่าสถานประกอบการได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมากทั้งโรงแรม ภัตตาคาร ร้านค้า แผงลอย ฯลฯ ซึ่งจากการช่วยเหลือทางการเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทย และการช่วยเหลือจากธุรกิจ SME จากภาครัฐส่งผลให้ผู้ประกอบการมีเงินลงทุนในธุรกิจเพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวนถึง27,633 ล้านบาท
3) การใช้จ่ายของครัวเรือนราษฎรในพื้นที่ 6 จังหวัด ที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์สีนามิ ได้รับความช่วยเหลือทั้งจากภาครัฐและเอกชนทั้งในรูปการบริจาคสิ่งของและจำนวนเงิน รวมทั้งการจ่ายค่าชดเชย การว่างงานต่าง ๆ ซึ่งรายได้ในส่วนนี้ที่ส่งผลให้ราษฎรมีเงินสำหรับจับจ่ายใช้สอยมากยิ่งขึ้น โดยมีเงินที่ได้รับความช่วยเหลือทั้งจากภาครัฐและเอกชนเป็นจำนวนเงินประมาณ 3,750.0 ล้านบาท
4.การลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักรและอุปกรณ์ ซึ่งเป็นสินค้าทุนหรือส่งผลทางบวกต่อระบบเศรษฐกิจภาครัฐได้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการในการซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ เป็นเงินทั้งสิ้น 1,852.4 ล้านบาท
สรุปบทเรียนสำคัญ : การขาดทั้งความเชื่อมโยงกับระบบเตือนภัยสากล และระบบเตือนภัยท้องถิ่น
เอกสาร “เหตุการณ์ธรณีพิบัติจากคลื่นสึนามิ 26 ธันวาคม 2547 จัดทำโดย หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร โดยการสั่งการของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น มีใจความว่า ….”สำหรับประเทศในย่านมหาสมุทรแปซิฟิกความรู้เกี่ยวกับลักษณะและปรากฏการณ์ที่ทำให้เกิดคลื่นสึนามิ ตลอดจนการเผชิญกับธรณีพิบัติจากคลื่นสึนามิ ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ทั้งมีระบบเตือนภัยสากลที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย แต่สำหรับประเทศใน ย่านมหาสมุทรอินเดีย ส่วนใหญ่ไม่เคยประสบมหันตภัยเช่นนี้มาก่อน จึงขาดทั้งความรู้เรื่องคลื่นสึนามิ ความรู้ในข้อปฏิบัติเมื่อเกิดคลื่นสึนามิ ระบบเตือนภัยท้องถิ่น ตลอดจนขาดความเชื่อมโยงกับระบบเตือนภัยสากล
ดังจะเห็นได้จากภาพถ่ายที่มีคนวิ่งลงไปดูน้ำทะเลที่ลดระดับอย่างฉับพลัน หรือคนที่ยืนดูคลื่นสึนามิชัดเข้าฝั่งใกล้ตัวเป็นต้น ซึ่งหากบุคคลเหล่านั้นมีความรู้เรื่องคลื่นสีนามิก็ย่อมจะทราบว่าหากวิ่งขึ้นที่สูงให้ไกลประมาณ 1 กิโลเมตร หรือขึ้นไปบนอาคารคอนกรีตประมาณ ชั้นที่ 4 ก็จะปลอดภัยหากมีระบบเตือนภัยท้องถิ่นก็จะกันคนออกจากเขตอันตรายได้ทัน และหากมีความเชื่อมโยงกับระบบเตือนภัยสากล ก็จะทราบล่วงหน้าและเตรียมอพยพผู้คนได้ทัน
อย่างไรก็ตาม มีข้อถกเถียงกันว่า ศูนย์เตือนภัยจากคลื่นสึนามิในมหาสมุทร แปซิฟิก : PTWC ไม่ได้ใส่ใจที่จะคำนวณผลการเกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.0 ริกเตอร์ (ซึ่งในระยะแรกวัดขนาดได้เพียง 8.0 ริกเตอร์ ก็ตาม) ซึ่งจะก่อให้เกิดคลื่นสึนามิขึ้นในมหาสมุทรอินเดียได้ ดังจะเห็นได้จากแถลงการณ์ฉบับแรกของศูนย์ PTWC นอกจากนี้ เมื่อทราบว่าจะเกิดคลื่นสึนามิ ศูนย์ PTWC ก็มิได้ใช้ความพยายามเพียงพอในการแจ้งเตือนภัยต่อประเทศในย่านมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งมิได้เป็นสมาชิกของศูนย์
นายชาลส์ แม็กครีรี (Charles McCreary) ผู้อำนวยการศูนย์ PTWC แถลงในเรื่องนี้ว่า เจ้าหน้าที่ศูนย์ PTWC ได้พยายามเตือนภัยไปยังประเทศที่อยู่ติดมหาสมุทร อินเดียแต่ไม่มีหมายเลขโทรศัพท์ที่จะติดต่อกับใครในบริเวณดังกล่าวได้ จึงได้แต่โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่กองทัพเรือสหรัฐอเมริกา และสถานทูตสหรัฐอเมริกาในหลายประเทศ แต่ก็ติดขัดที่ประเทศเหล่านั้นไม่มีกลไกเตือนภัยจากคลื่นสึนามิเพื่อแจ้งให้ประชาชนระมัดระวังตัว
แม้คำแถลงนี้จะมีความจริงอยู่บ้าง แต่การใช้เครื่องมือสื่อสารโทรคมนาคม ทุกรูปแบบในปัจจุบัน อาทิ วิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ แจ้งข่าวสาร ต่อประชาชนในเขตที่จะเกิดธรณีพิบัตินั้น เป็นส่วนหนึ่งของระบบเตือนภัยท้องถิ่นที่จะ ช่วยชีวิตผู้คนได้เป็นจำนวนมาก
โดยที่การเกิดแผ่นดินไหวเป็นสิ่งที่ไม่สามารถบอกล่วงหน้าได้ แต่การเกิดคลื่น สึนามิอันเป็นผลติดตามมานั้นสามารถคำนวณได้และมีเวลาเพียงพอที่จะเตือนประชาชนหรือเตือนประเทศที่อยู่ในเส้นทางที่คลื่นจะเดินทางไปถึง ฉะนั้นเพื่อมิให้ประเทศไทย ต้องประสบมหันตภัยเช่นนี้อีก การให้ประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับลักษณะของคลื่นสึนามิและข้อปฏิบัติเมื่อเกิดคลื่นสีนามิ ตลอดจนการวางระบบเตือนภัยท้องถิ่น และการเชื่อมโยงกับระบบเตือนภัยสากล จึงเป็นนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลได้เร่งรัดดำเนินการโดยฉับพลัน”