เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ครม.ไฟเขียวงบฯปี’69 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ขาดดุล 8.6 แสนล้านบาท

07 ม.ค. 2568 | 13:24น.
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

ครม.อนุมัติกรอบงบประมาณปี 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ขาดดุล 8.6 แสนล้านบาท ด้าน “จุลพันธ์” ชี้คลังต้องจัดเก็บรายได้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หวัง ธปท.ช่วยทำเงินเฟ้อเข้ากรอบใกล้เคียงระดับ 2%

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบกรอบงบประมาณปี 2569 ซึ่งเป็นไปตามกรอบที่ได้วางเอาไว้ตามที่ 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง, สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงบประมาณ ที่ได้เสนอในที่ประชุม โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

โดยกรอบงบประมาณรายจ่ายวงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท กู้เงินชดเชยการขาดดุล 8.6 แสนล้านบาท ซึ่งมีการการขาดดุลงบประมาณลดลง 5 พันล้านบาท กรอบงบประมาณรวมเพิ่มขึ้น 2.7 หมื่นล้านบาท และจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 3 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ จากการหารือกันวันนี้ผ่านสำนักงบประมาณ ก็ยังมีความคิดเห็นอีกหลายอย่าง เช่น กระทรวงการคลังจะต้องไปดูในเรื่องของการจัดเก็บรายได้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้านสํานักงบประมาณก็ต้องไปดูในเรื่องของการใช้จ่ายให้มีความเหมาะสม

ทาง ธปท.จะต้องดูในเรื่องของกรอบเงินเฟ้อ เพื่อที่จะให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับที่มีความพอดี ให้ได้ตามกรอบเป้าหมาย 1-3% และให้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่าง นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กับนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะทำให้เงินเฟ้อเข้าใกล้ 2% ตามที่ตกลงไว้ โดยเรื่องนี้ต้องให้เวลาที่ ธปท.จะทำให้เงินเฟ้อเข้ากรอบและค่ากลางที่ 2%

“งบประมาณของรัฐก็เป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นเศรษฐกิจและขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเดินไปข้างหน้า กระบวนการที่จะต้องตั้งงบประมาณก็ต้องดูในเรื่องของกรอบวินัยทางการเงินการคลัง และ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ ซึ่งทั้งหมดจะต้องอยู่ภายในกรอบของกฎหมายที่กําหนด ไม่ว่าเป็นเรื่องของสัดส่วนการลงทุน เรื่องของกรอบการขาดดุลอะไรต่าง ๆ จะมีกติกากําหนดหมดทุกอย่าง” นายจุลพันธ์กล่าว

ทั้งนี้ หน่วยงานเศรษฐกิจต่างมองว่าระดับของงบประมาณนี้เหมาะสมกับการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป ซึ่งหลังจากนี้จะเข้าสู่ขั้นตอนและกระบวนการตามกฎหมายต่อไป