เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ทองคำวิ่งผันผวน หลังความไม่แน่นอนด้านการค้าโลก

07 ก.พ. 2568 | 17:52น.
gold (9)

gold (9)

ราคาทองคำวิ่งผันผวน หลังความไม่แน่นอนด้านการค้าโลก

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 3-7 กุมภาพันธ์ 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (3/2) ที่ระดับ 33.97/98 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (31/1) ที่ระดับ 33.68/69 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในวันจันทร์ (3/2) ดัชนีดอลลาร์ที่ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 109.68 ภายหลังจากในวันเสาร์ (1/2) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร โดยกำหนดให้เรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากเม็กซิโกและแคนาดาในอัตรา 25%

แต่สำหรับสินค้าพลังงานจากแคนาดาเก็บภาษีเพียง 10% ส่วนจีนนั้นมีการปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าในอัตรา 10% และภาษีนำเข้าดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันอังคาร (4/2) ซึ่งภายหลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดาประกาศว่าจะตอบโต้สหรัฐด้วยการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐในอัตรา 25% ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องดื่มไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า

ขณะที่เม็กซิโกประกาศว่าจะตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐเช่นกัน ส่วนรัฐบาลจีนประกาศว่าจะยื่นคำร้องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อคัดค้านมาตรการขึ้นภาษีของสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ในคืนวันจันทร์ (3/2) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าลง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเลื่อนการเก็บภาษีนำเข้ากับแคนาดาและเม็กซิโกออกไป 30 วัน เนื่องจากนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโดของแคนาดาและประธานาธิบดีคลอเดีย เซนบาม ของเม็กซิโก ต่างเห็นพ้องที่จะเพิ่มความพยายามบังคับใช้กฎหมายชายแดนเพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของสหรัฐในการปราบปรามผู้อพยพและการลักลอบขนยาเสพติด

โดยแคนาดาตกลงที่จะนำเทคโนโลยีและบุคลากรใหม่ ๆ ไปประจำตามแนวชายแดน และเริ่มความร่วมมือในการต่อสู้กับกลุ่มอาชญากร การลักลอบขนเฟนทานิล และการฟอกเงิน ส่วนเม็กซิโกตกลงที่จะเสริมกำลังชายแดนทางตอนเหนือด้วยกำลังทหารจำนวน 10,000 นาย เพื่อหยุดยั้งการลักลอบอพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายและการขนยาเสพติด

อย่างไรก็ดี ภายหลังการบังคับใช้นโยบายขึ้นภาษีต่อจีน กระทรวงการคลังจีนได้ประกาศว่า จีนจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐในอัตรา 15% และเรียกเก็บภาษีนำเข้าน้ำมันดิบ อุปกรณ์ด้านการเกษตร และรถยนต์บางประเภทในอัตรา 10% โดยเริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 10 กุมภาพันธ์

สำหรับตัวเลขทางเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไปซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือนธันวาคม เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากปรับตัวขึ้น 2.4% ในเดือนพฤศจิกายน ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงานปรับตัวขึ้น 2.8% ในเดือนธันวาคม เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากปรับตัวขึ้น 2.8% ในเดือนพฤศจิกายน

ส่วนเอสแอนด์พี โกลบอล เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 51.2 ในเดือนมกราคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 สำหรับตัวเลขเดียวกันในภาคบริการนั้นออกมาค่อนข้างน่าผิดหวังโดยอยู่ที่ระดับ 52.8 ในเดือนมกราคม ต่ำกว่าระดับคาดการณ์ที่ระดับ 54.2

ขณะที่สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน ลดลง 556,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 7.6 ล้านตำแหน่งในเดือนธันวาคม จากระดับ 8.156 ล้านตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 8.0 ล้านตำแหน่ง

สำหรับในกลางสัปดาห์ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงก์ เปิดเผยว่าตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 183,000 ตำแหน่งในเดือนมกราคม สูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 150,000 ตำแหน่ง

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ในวันจันทร์ (3/2) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผย ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนมกราคม 2568 อยู่ที่ระดับ 48.5 ทรงตัวจาก 48.4 ในเดือนธันวาคม 2567 ตามองค์ประกอบด้านคำสั่งซื้อที่ปรับเพิ่มขึ้น

ขณะที่ต้นทุนปรับลดลง ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการดิจิทัลวอลเลตเฟส 3 โดยยืนยันว่า การโอนเงินในเฟสที่ 3 จะดำเนินการได้ภายในไตรมาส 2/68 อย่างแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องการเชื่อมโยงระบบในลักษณะ Open Loop ที่ได้หารือกับสถาบันการเงินและดำเนินการไปแล้ว

โดยตัวระบบน่าจะเสร็จเรียบร้อย ขณะที่อยู่ในช่วงของการทดสอบ ในวันพุธ (5/2) ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี’68 มีแนวโน้มขยายตัวจำกัด เนื่องจากการกีดกันทางการค้าที่รุนแรง และทิศทางค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง

โดยคาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) จะเติบโตได้ราว 2.4-2.9 ส่วนมูลค่าการส่งออก ขยายตัว 1.5-2.5% และอัตราเงินเฟ้อ เพิ่มขึ้น 0.8-1.2% สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์เปิดเผย ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือนมกราคม อยู่ที่ 100.57 ปรับขึ้น 1.32% จากเดือนมกราคม 2567 โดยมีปัจจัยจากการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และผลจากฐานราคาต่ำในปีที่ผ่านมา ประกอบกับราคาสินค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้น จากราคาผลไม้สด เครื่องประกอบอาหาร และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เป็นสำคัญ

ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) เดือนมกราคม อยู่ที่ 101.08 ปรับขึ้น 0.83% จากเดือนมกราคม 2567 คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปไตรมาสที่ 1/2568 จะอยู่ที่ 1.1-1.2% ตามกรอบเป้าหมาย โดยในปี’68 นี้ กระทรวงพาณิชย์วางเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อทั่วไปไว้ที่ 0.3-1.3% หรือเฉลี่ยทั้งปีที่ 0.8% โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 33.45-34.16 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (7/2) ที่ระดับ 33.70/72 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (3/2) ที่ระดับ 1.0248/50 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (31/1) ที่ระดับ 1.0383/86 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรเผชิญแรงกดดัน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรับ กล่าวว่า เขาจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้ากับสหภาพยุโรปอย่างแน่นอน เนื่องจากการขาดดุลการค้าของสหรัฐกับสหภาพยุโรป

รวมถึงการที่ทรัมป์เคยกล่าวว่า สหภาพยุโรปนำเข้ารถยนต์และสินค้าเกษตรจากสหรัฐ ในปริมาณที่ต่ำเกินไป อย่างไรก็ดี ทรัมป์ไม่ได้ระบุว่าสหรัฐจะเก็บภาษีในอัตราเท่าใดหรือเมื่อใด ซึ่งในวันจันทร์ (3/2) การ์โลส กูเอร์โป รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจของสเปนกล่วว่า สหภาพยุโรป (EU) จะต้องผนึกกำลังกันเพื่อตอบสนองต่อมาตรการภาษีของสหรัฐ

โดยในระหว่างสัปดาห์มีการรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (PMI) ในสหภาพยุโรป ซึ่งปรับตัวลงจากระดับ 51.4 ในเดือนธันวาคม มาอยู่ที่ระดับ 51.3 ในเดือนมกราคม ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0142-1.0442 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (7/2) ที่ระดับ 1.0375/77 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (3/2) ที่ระดับ 155.78/80 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (31/1) ที่ระดับ 154.71/73 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ในวันจันทร์ (3/2) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยรายงานสรุปความคิดเห็น (Summary of Opinions) ของกรรมการ BOJ ในการประชุมเมื่อวันที่ 23-24 ที่ผ่านมา

โดยการอภิปรายของกรรมการ BOJ สะท้อนให้เห็นว่า มีโอกาสเพิ่มขึ้นที่ BOJ จะยังคงเดินหน้าผลักดันอัตราดอกเบี้ยให้ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากกรรมการ BOJ หลายคนระบุถึงแรงกดดันด้านราคาที่ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในช่วงขาขึ้น เนื่องจากต้นทุนการนำเข้าปรับตัวสูงขึ้น อันเป็นผลมาจากเงินเยนที่อ่อนค่าได้กระตุ้นให้บริษัทต่าง ๆ ปรับขึ้นราคาสินค้า

ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 150.94-155.88 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (7/2) ที่ระดับ 151.70/75 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ