Skip to content

ไทยน่วมเสี่ยง ‘ทางตัน’ ต้องแก้ระดับ ‘โครงสร้าง’

05 เม.ย. 2568 | 11:30น.
ไทยน่วมเสี่ยง ‘ทางตัน’ ต้องแก้ระดับ ‘โครงสร้าง’

ปีนี้ 2568 ประเทศไทยเผชิญศึกหนัก คู่ชกตัวใหญ่มาก ๆ

ภายในประเทศ เหตุการณ์แผ่นดินไหวระดับ 8.2 ริกเตอร์ เมื่อวันศุกร์ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา อาคาร 33 ชั้นของ สตง.กำลังก่อสร้าง ทรุดลงมากองอยู่กับพื้น

ทั้งตาย เจ็บ และติดอยู่ในซากตึกอีกจำนวนมาก

ศูนย์กลางอยู่มัณฑะเลย์ เมียนมา พังยับเยิน แต่ที่บ้านเราก็ถือว่าหนักอย่างไม่เคยพบเห็นมาก่อน

ในยุคที่ทุกคนเข้าถึงระบบไอที ภาพนาทีตึกถล่ม ผู้คนหนีตาย แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วในระบบออนไลน์ แพลตฟอร์มต่าง ๆ

เป็นโจทย์ให้ผู้รับผิดชอบต้องรีบรับไปแก้ไข แบบเถียงไม่ได้

กรณีของตึก สตง. ผลงานกิจการร่วมค้า อิตาเลียนไทยกับไชน่า เรลเวย์ ทางดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษแล้ว

งานนี้ “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รมว.อุตสาหกรรม รุดตรวจถึงไซต์ก่อสร้าง-เก็บตัวอย่างเหล็กไปเข้าห้องแล็บ

พร้อมกับบอกว่า “ผมเห็นแล้วยังอึ้งเลย”

ปัญหามาตรฐานการก่อสร้างต้องเอาจริงเอาจัง จะเอาชื่อของประเทศไปเสื่อมเสียแบบนี้ไม่ได้อีก

ระบบเตือนภัย เป็นอีกโจทย์สำคัญ

งานนี้ “นายกฯอิ๊งค์” ไล่เบี้ยถามเสียงเข้ม เพราะเอสเอ็มเอสแนะนำแนวปฏิบัติไม่ถึงประชาชน ส่วนระบบ Cell Broadcast ที่เตือนได้แบบไม่มีข้อจำกัด คิดกันว่าตั้งแต่สึนามิ 2548

เพิ่งได้งบฯจัดทำ อยู่ในขั้นตอน “เกือบเสร็จ”

คาดว่าเดือน พ.ค.นี้จะเริ่มใช้ได้

ประเทศไทยถือเป็นประเทศชั้นนำในอาเซียน โดยเฉพาะอินฟราสตรักเจอร์ทางด้านไอที

เรามี 5G มาตั้งแต่ก่อนโควิดระบาด เป็นระบบที่มีบทบาทช่วยเหลืออย่างมาก

คนไทย 96% เข้าถึงอินเทอร์เน็ต ปีนี้ 2568 จะเปิดให้บริการดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ทำให้มีทางเลือกมากขึ้นอีก

ระบบสื่อสารของเราดี จนแก๊งสแกมเมอร์ แห่เข้ามาใช้งานเพื่อต้มตุ๋นประชาชนคนไทย

การรับมือหลังเกิดเหตุทำได้ดี ทั้งการกู้ภัยของเอกชนและภาครัฐ การเข้าตรวจอาคารสูงของ กทม. การสั่งเปิดสวนสาธารณะรองรับประชาชนที่ไม่กล้าเข้าบ้าน เป็นไปอย่างรวดเร็ว

จุดอ่อนยังอยู่ที่การรับมือในห้วงเกิดเหตุ ต้องมีการสื่อสารจากภาครัฐ ถ้ารถไฟฟ้าหยุด ทางด่วนปิด ก็ต้องมีระบบมาช่วยเหลือประชาชน ไม่ปล่อยให้เคว้งคว้าง

เป็นการบ้านที่ต้องคิดร่วมกัน ผลักดันร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ

โดยต้องคำนึงถึงทุกข์สุขของประชาชนให้มาก

เหตุการณ์แผ่นดินไหวเกิดขึ้นปลายเดือน มี.ค.

อีกไม่กี่วันจะถึงวันสงกรานต์ ที่คนจะต้องกลับไปเยี่ยมบ้าน เร่งรีบทำงาน เพื่อรวบรวมค่าแรงกลับไปฉลองกับพ่อแม่พี่น้อง

หลายครอบครัวจะต้องผ่านเทศกาลนี้ไปอย่างโศกเศร้า เพราะสมาชิกกลับมาไม่ครบ

ส่วนศึกนอก ประธานาธิบดีทรัมป์ ยืนตระหง่าน เซ็นคำสั่งขึ้นภาษีแบบรัว ๆ

ทุกประเทศโดนหมด 10% แล้วเพิ่มเติมสำหรับ ประเทศที่อยู่ในลิสต์ได้เปรียบดุลการค้า โดยเฉพาะในอาเซียน วิ่งแก้เกมกันขาขวิด

อย่างเวียดนาม ที่เป็นคู่ค้าอันดับต้น ๆ เป็นเสือปืนไว ลดภาษีหลายรายการ เพื่อเอาใจสหรัฐ

ประธานาธิบดีทรัมป์เซ็นคำสั่งเมื่อ 2 เม.ย. สินค้าไทยโดนภาษี 36% หนักที่สุดเป็นอันดับ 14 จากมาตรการภาษีรอบนี้

“ประเทศที่ทำผิดร้ายแรงที่สุด” 60 ประเทศ โดนเรียกเก็บตามสูตรที่คำนวณไว้ มีผล 9 เม.ย.นี้

สหภาพยุโรป 20%, จีน 34%, ญี่ปุ่น 24%, ไต้หวัน 32%, อินเดีย 26% หรือเวียดนาม ที่พยายามวิ่งแก้ปัญหา โดนไป 46%

ที่แน่ ๆ ข้าวหอมมะลิไทย ที่มีสัดส่วนในตลาดสหรัฐปี’67 สูงกว่า 850,000 ตัน ปกติเฉลี่ยตันละ 900-1,000 เหรียญ เจอภาษี 36% จะพุ่งเป็น 1,400 เหรียญทันที

อาจจะเป็นโอกาสของข้าวเวียดนามที่แม้จะโดนภาษีหนัก แต่ราคาถูกกว่า เพียงตันละ 600-700 เหรียญเท่านั้น

ภาคธุรกิจประเมินออกมาแล้วว่า ผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐ จะทำให้ GDP ของไทยในปี 2568 ต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ 2.4-2.9%

ขณะที่รัฐบาลประกาศเป้าหมายไว้ที่ 3%

ข้อเสนอจากภาคธุรกิจ คือ ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งจากภายใน

ที่พูดถึงกันมานานแล้ว คือ การปรับในระดับ “โครงสร้าง”

คือ การยกเครื่องระเบียบ กฎหมายต่าง ๆ ให้ทันสมัย และยืดหยุ่น สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทิ้งความ “ตายตัว” ให้ได้

ให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น ในการเปลี่ยนนโยบาย หรือดำเนินนโยบายใหม่ ๆ ที่มีผลทางเศรษฐกิจ

ซึ่งแน่นอน จะโยงไปถึงเรื่อง “การเมือง” ด้วย

การเมืองไทยถึงเวลาต้องเป็นไปตามระบบสากล ให้รัฐบาลเป็น “ผู้นำ” ในการแก้ปัญหา ดำเนินนโยบายต่าง ๆ

และเป็นผู้นำในการปรับโครงสร้างการเมือง แก้ไขหรือยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่

รัฐสภาต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทั้ง สส. และ สว. ไม่ใช่มาจากไหนก็ไม่รู้

ยิ่งสถานการณ์ดูวิกฤต และเหมือนกับเผชิญทางตัน

มีแต่จะต้องแก้ปัญหาในระดับ “โครงสร้าง” เท่านั้น