เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“การบินไทย” ประกาศ 3 ตุลาคม พร้อมให้บริการได้ครบทุกเที่ยวบิน
Business “การบินไทย” ประกาศ 3 ตุลาคม พร้อมให้บริการได้ครบทุกเที่ยวบิน
นายกฯ ชู 3 แนวทาง Zero Corruption แก้ทุจริตในระบบรัฐ ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่น
Politics นายกฯ ชู 3 แนวทาง Zero Corruption แก้ทุจริตในระบบรัฐ ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่น
ฮอนด้า หยุดผลิตรถยนต์ชั่วคราว หลังไทยเผชิญ ‘น้ำท่วม’
Automotive ฮอนด้า หยุดผลิตรถยนต์ชั่วคราว หลังไทยเผชิญ ‘น้ำท่วม’
“ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ” เปิดใจสวนสยามเผชิญมหาอุทกภัยใหญ่สุดในชีวิต 90 ปี เสียหายกว่า 500 ล้าน
Business “ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ” เปิดใจสวนสยามเผชิญมหาอุทกภัยใหญ่สุดในชีวิต 90 ปี เสียหายกว่า 500 ล้าน
MaxValu จัดโปรปิดตำนาน 42 ปี ลดสูงสุด 70% ก่อนเปลี่ยนเป็น ”ท็อปส์” 16 ต.ค.นี้
Business MaxValu จัดโปรปิดตำนาน 42 ปี ลดสูงสุด 70% ก่อนเปลี่ยนเป็น ”ท็อปส์” 16 ต.ค.นี้
น้ำท่วม กระทบผู้ประกอบการ 1,315 ราย ใน 40 จังหวัด เสียหายกว่า 22.79 ล้านบาท
Economic น้ำท่วม กระทบผู้ประกอบการ 1,315 ราย ใน 40 จังหวัด เสียหายกว่า 22.79 ล้านบาท
กบน. เคาะขึ้นราคาน้ำมัน 0.75 บาท รับตะวันออกกลางตึงเครียด มีผล 2 ต.ค. 69
Economic กบน. เคาะขึ้นราคาน้ำมัน 0.75 บาท รับตะวันออกกลางตึงเครียด มีผล 2 ต.ค. 69
เปิดใจ ‘ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ’ วันที่สวนสยามเผชิญน้ำท่วม เสียหาย 500 ล้าน จะกลับมาได้หรือไม่?
Business เปิดใจ ‘ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ’ วันที่สวนสยามเผชิญน้ำท่วม เสียหาย 500 ล้าน จะกลับมาได้หรือไม่?
เมืองไทยประกันชีวิต อุ้มลูกค้าน้ำท่วม ยืดจ่ายเบี้ย 60 วัน-ยกเว้นดอกเบี้ย
Finance เมืองไทยประกันชีวิต อุ้มลูกค้าน้ำท่วม ยืดจ่ายเบี้ย 60 วัน-ยกเว้นดอกเบี้ย
‘ศุภจี’ ชี้โครงการเดิมไปต่อยาก เดินหน้าโมเดลใหม่ผลไม้ไทย รับฤดูกาลปี 2570
Economic ‘ศุภจี’ ชี้โครงการเดิมไปต่อยาก เดินหน้าโมเดลใหม่ผลไม้ไทย รับฤดูกาลปี 2570
ดูทั้งหมด

ทำไมรัฐไม่เข้ามาควบคุมราคา แพลตฟอร์ม Marketplace

18 เม.ย. 2568 | 08:04น.
Marketplace
คอลัมน์ : Pawoot.com 
ผู้เขียน : ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ

ในปัจจุบัน “การค้าขายออนไลน์” ได้เข้ามาเปลี่ยนภูมิทัศน์ของเศรษฐกิจไทยอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดของ e-Commerce ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และมีผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อพ่อค้าแม่ค้าไทย โดยในปี 2567 ดัชนีตลาดค้าปลีกและบริการของประเทศไทยมีมูลค่าถึง 4.4 ล้านล้านบาท

ในขณะที่ ETDA คาดการณ์ว่าตลาด e-Commerce B2C ของไทยมีมูลค่าถึง 3.1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 70% ของตลาดค้าปลีกโดยรวม ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก หากเทียบกับต่างประเทศที่มีสัดส่วนการซื้อขายออนไลน์อยู่ที่เพียง 30-50% เท่านั้น

สามยักษ์ใหญ่ที่กลืนตลาดค้าปลีกไทยไปหมดจากข้อมูลล่าสุด Shopee มียอดขายกว่า 331,449 ล้านบาท, Lazada 282,853 ล้านบาท และ TikTok Shop 195,391 ล้านบาท รวมกันแล้วกว่า 8.1 แสนล้านบาท

สะท้อนให้เห็นว่า ยักษ์ใหญ่เหล่านี้แทบจะควบคุมการซื้อขายสินค้าออนไลน์ของประเทศไว้ทั้งหมด เหตุผลที่ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่เลือกที่จะขายบน Marketplace มีหลายประการ เช่น

1.เริ่มต้นง่าย ไม่ต้องมีเว็บไซต์เอง ระบบทุกอย่างพร้อม

2.มีฐานลูกค้าหลักสิบล้านคน ผู้ขายไม่ต้องลงทุนทำการตลาดเอง

3.แพลตฟอร์มน่าเชื่อถือ มีรีวิว โปรโมชั่น ส่งฟรี และการรับประกัน

ทั้งหมดนี้ล่อลวงผู้ประกอบการให้เข้าสู่แพลตฟอร์มอย่างง่ายดาย แต่พอเข้าไปแล้วจึงเริ่มเจอข้อจำกัด และที่สำคัญที่สุดคือ “ความผูกขาด” ที่คืบคลานอย่างเงียบ ๆ

การทุ่มตลาด หรือเรียกว่า Antidumping ก่อนที่ Shopee หรือ Lazada จะขึ้นมาผูกขาดตลาดได้เช่นทุกวันนี้ ประเทศไทยเคยมี Marketplace ท้องถิ่นมากมาย เช่น Tarad.com, We Love Shopping, Pantip Market, ประมูล.com แต่ทั้งหมดค่อย ๆ หายไป เพราะไม่สามารถแข่งกับ “ทุนต่างชาติ” ที่ยอมขาดทุนมหาศาลในระยะแรก เพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาด ซึ่งเรียกว่าการ “ทุ่มตลาด” การกระทำเช่นนี้ในหลายประเทศถือว่า ผิดกฎหมายการแข่งขันทางการค้า แต่ในไทยยังไม่มีกลไกที่แข็งแรงในการจัดการหรือควบคุม

หลังจากทุ่มตลาดจนคู่แข่งท้องถิ่นหายหมด Shopee และ Lazada เริ่มทำกำไรอย่างต่อเนื่อง เช่น Shopee เริ่มมีกำไรใน 2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ Lazada กำไรมาหลายปีแล้ว นี่คือช่วงเวลาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ จากการครองตลาดแต่เพียงผู้เดียว

คำถามที่ควรตั้งคือ เหตุใดภาครัฐจึงไม่เข้ามาควบคุมราคาหรือกลไกการดำเนินงานของ Marketplace เหล่านี้ ในหลายประเทศ หน่วยงานรัฐจะมีบทบาทในการกำกับดูแล เช่น ด้านการผูกขาด ด้านค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ด้านการเปิดเผยข้อมูลผู้ซื้อผู้ขายอย่างเป็นธรรม หรือแม้แต่การเก็บภาษีอย่างโปร่งใส

แต่ในประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานเฉพาะทางที่กำกับดูแล Marketplace แบบครบวงจร ซึ่งเป็นช่องว่างทางนโยบาย ที่ทำให้แพลตฟอร์มสามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงลิ่ว บางรายเสียมากกว่า 20% ของราคาสินค้า โดยไม่มีการควบคุม อีกทั้งยังบังคับให้ผู้ขายต้องซื้อโฆษณา Ads เพื่อให้มองเห็นในระบบ ซึ่งเป็นรายได้อีกทางของแพลตฟอร์ม ขณะที่ผู้ขายรายย่อยกลายเป็นผู้ที่แบกรับต้นทุนทั้งหมด โดยไม่มีอำนาจต่อรอง

อีกหนึ่งปัญหาที่ผู้ขายต้องเผชิญ คือ การไม่มีสิทธิในข้อมูลลูกค้า ลูกค้าทั้งหมดเป็นของแพลตฟอร์ม Shopee และ TikTok ปิดข้อมูลลูกค้า โดยอ้างเรื่อง PDPA ผู้ขายไม่สามารถติดต่อหรือรู้จักลูกค้าของตนเองได้ แพลตฟอร์มเปลี่ยนนโยบายเมื่อไรก็ได้ เช่น ปิดร้าน, ลดการมองเห็น, เพิ่มค่าธรรมเนียม ฯลฯ ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ผู้ขายสินค้าออนไลน์ใน Marketplace ไม่มีอำนาจใด ๆ และกำลังกลายเป็นแค่ “แรงงานดิจิทัล” ภายใต้ระบบที่ถูกควบคุมโดยทุนต่างชาติ

ในสภาวะที่ Marketplace ผูกขาดตลาดอย่างเบ็ดเสร็จเช่นนี้ สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยควรทำคือ สร้างช่องทางของตัวเอง Owned Channel ควบคู่กับ Marketplace โดยข้อดีของการมีช่องทางขายของตนเอง เช่น ควบคุมได้ 100% ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมสูง มีข้อมูลลูกค้า เป็นสินทรัพย์ระยะยาว (Digital Asset) ที่ต่อยอดธุรกิจได้ไม่ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของคนอื่น

ในระยะยาว ภาครัฐควรเร่งเข้ามามีบทบาท ออกกฎหมายควบคุม Marketplace เช่น ตรวจสอบโครงสร้างค่าธรรมเนียม ป้องกันการผูกขาด 
ส่งเสริม Marketplace ไทยให้แข่งขันได้ ปกป้องผู้ขายรายย่อย Marketplace คือ “มีดสองคม” ที่เริ่มต้นด้วยความสะดวก แต่ในท้ายที่สุดอาจกลายเป็นเครื่องมือที่ค่อย ๆ ดึงอำนาจของผู้ประกอบการออกไปจนหมด

หากภาครัฐยังไม่ลุกขึ้นมาแก้ไขอย่างจริงจัง ตลาดค้าปลีกออนไลน์ของไทยอาจตกอยู่ในมือทุนข้ามชาติอย่างถาวร