บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินหุ้นไทยวันนี้ แกว่งผันผวน แนวรับที่ 1,135 จุด แนวต้านที่ 1,155 จุด ความคาดหวังการเจรจาภาษีระหว่างสหรัฐ-จีน ยังไม่ชัดเจน ทั้ง 2 ฝ่ายระบุจะไม่เป็นฝ่ายเริ่มต้นเจรจาก่อน ทำให้ยังเป็นประเด็น Overhang ต่อไป หุ้นแนะนำวันนี้ GPSC-KTB
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด รายงานว่า คาด SET แกว่งผันผวน ความคาดหวังการเจรจาภาษีระหว่างสหรัฐ-จีน ยังไม่ชัดเจน โดยทั้ง 2 ฝ่ายระบุจะไม่เป็นฝ่ายเริ่มต้นเจรจาก่อน ทำให้ยังเป็นประเด็น Overhang ต่อไป ขณะที่วันนี้จะมีการรายงานผลประกอบการ 1Q68 ของหุ้นขนาดใหญ่ทั้ง PTTEP และ DELTA ทำให้ต้องระวังความผันผวนที่เพิ่มมากขึ้น ประเมินแนวรับที่ 1,135-1,130 จุด แนวต้านที่ 1,155-1,160 จุด
ช่วงสั้นมอง SET ยังแกว่งตัวผันผวน และการซื้อขายจะเป็นไปอย่างระมัดระวัง เนื่องจากนักลงทุนยังกังวลความไม่แน่นอนเกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐที่มีต่อประเทศคู่ค้า รวมทั้งยังต้องติดตามความคืบหน้าการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน
ซึ่งหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น จะส่งผลกดดันต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและบรรยากาศการลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ขณะที่ในประเทศมองยังไร้ปัจจัยบวกใหม่ และอยู่ระหว่างจับตาการเข้าเจรจาทางการค้าของรัฐบาลไทยกับสหรัฐ ซึ่งคาดข้อสรุปอาจต้องใช้เวลา 2-3 เดือน ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงคงแนะนำให้ “Selective Buy”
ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม
พาณิชย์จีนได้แถลงเสนอสหรัฐให้ยกเลิกการเก็บภาษีฝ่ายเดียวทั้งหมดต่อสินค้าจีน หากสหรัฐต้องการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และได้ปฏิเสธข่าวลือเกี่ยวกับความคืบหน้าการเจรจากับสหรัฐ
พาณิชย์เผยมูลค่าการส่งออกใน มี.ค. ขยายตัว 17.8% YOY สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 และทำสถิติสูงสุดใหม่เกินระดับ 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้ช่วง 1Q68 ขยายตัว 15.2% YOY
ต่างชาติซื้อตราสารหนี้ไทยช่วง 3M68 ซื้อสุทธิ 7 หมื่นล้านบาท พลิกจากไหลออก 6.8 หมื่นล้านบาท ในปีก่อน สะท้อนการเข้าหลบในสินทรัพย์ปลอดภัย
ก.ล.ต.เผยอยู่ระหว่างพิจารณาคำขออนุมัติจัดตั้งกองทุน Thai ESGX ทั้งหมด 37 กองทุนจาก 19 บลจ. คาดจะเริ่มซื้อขายและสามารถรองรับการสับเปลี่ยนกับหน่วยลงทุน LTF ได้ในวันที่ 2 พ.ค.นี้
สรท.คาดครึ่งปีหลังคำสั่งซื้อลดฮวบ หลังสำรวจพบผู้ส่งออกไทยบางรายเตรียมหยุดรับคำสั่งซื้อจากคู่ค้าสหรัฐ เหตุกำไรไม่พอจ่ายภาษีที่เพิ่มขึ้น โดยลูกค้าผลักภาระภาษีให้จ่ายเอง ชี้ผู้ส่งออกไม่มีแผนลงทุนในสหรัฐ ไม่นำเข้าวัตถุดิบจากสหรัฐ เหตุมีแหล่งนำเข้าราคาถูกกว่า
สมาคมไทยธุรกิจการท่องเกี่ยวประเมินวิกฤตหนัก หลังคนจีนเที่ยวต่างประเทศปีนี้ฟื้นแตะ 155 ล้านคน เท่าปี 2562 ก่อนโควิด แต่เลือกไม่มาไทย เหตุกังวลความปลอดภัย หวั่นยอดหายจาก 10 เหลือ 4-5 ล้านคน ททท.ปรับกลยุทธ์เร่งตลาดระยะใกล้-ไกลกลุ่มเติบโตสูงชดเชยตลาดจีน
กบน.ลดเก็บเงินสบทบกองทุนน้ำมันฯ 40 สต./ลิตร เพื่อตรึงราคาปลีกกระทบการส่งเข้า 40 ล้านบาท/วัน เหลือ 326 ล้านบาท/วัน ฐานะกองทุนน้ำมันฯล่าสุด ติดลบ 52,513 ล้านบาท และส่วนบัญชีน้ำมันติดลบ 7,020 ล้านบาท
กลยุทธ์การลงทุน
มอง SET แกว่งตัวผันผวน และการซื้อขายยังเป็นไปอย่างระมัดระวัง จากกังวลความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐ และรอติดตามการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะจีน กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำให้ “Selective Buy” ใน 2 รีมหลักและ 1 รีมเทรดดิ้ง ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้
1. หุ้นที่คาดเป็นเป้าหมาย Thai ESGX โดย 1) ปี 2568 คาดกำไรเติบโต YOY 2) ฐานะการเงินแกร่ง และ 3) จ่ายปันผลสม่ำเสมอ คาดให้ Div. Yield อย่างน้อยปีละ 3% พบหุ้นน่าสนใจ SET50 : ADVANC BBL BDMS CPALL PTT 11a : SET100 : BCH BTG
2. หุ้น Undervalued ซึ่งปัจจุบันซื้อขายที่ PER และ PBV 68F ระดับต่ำกว่า -1SD และมี SET ESG Rating ระดับ A-AAA ขณะที่ปี 2568 คาดกำไรยังเติบโตได้ดี YOY และมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง อีกทั้งมีศักยภาพจ่ายเงินปันผลได้อย่างสม่ำเสมอ โดยคาดให้ Div. Yield ปี 2568 อย่างน้อยปีละ 3% แนะนำ BJC CPF AP HMPRO OR
3. Trading Idea : นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง และต้องการเก็งกำไรภายใต้สงครามการค้าที่มีท่าทีรุนแรงขึ้น แนะนำหุ้นที่มีรายได้ภายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งจะต้านทานความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ดีกว่า โดยเฉพาะหากสามารถกำหนดราคาและส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ อีกทั้งคาดจะได้ประโยชน์จากการปรับลงของราคาน้ำมันและดอกเบี้ย ได้แก่ BCH CPALL CPAXT GULF MTC OR และ TRUE
ขณะที่แนะนำหลีกเลี่ยงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางตรงจากส่งออกไปสหรัฐ ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ยาง สินค้าเกษตร เครื่องประดับ และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม ได้แก่ นิคม ท่องเที่ยว ธนาคาร
หุ้นแนะนำวันนี้
– GPSC : มองราคาหุ้นมีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากการปรับตัวลงของราคาก๊าซและ Bond Yield ขณะที่ปี 2568 คาดกำไรปกติจะเติบโต 3.9% YOY โดยมีปัจจัยหนุน ได้แก่ การเพิ่มกำลังการผลิต การได้รับการคัดเลือกโครงการพลังงานทดแทนระยะที่ 2 รอบแรก, ไม่มีผลกระทบจากการบังคับใช้ภาษีขั้นต่ำสากล
– KTB : มองเป็นหุ้นเด่นกลุ่มธนาคาร โดยมีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ต่ำกว่าธนาคารอื่น ๆ เนื่องจากมีสัดส่วนสินเชื่อที่เกี่ยวกับการส่งออกโดยตรงไปสหรัฐน้อยที่สุดในบรรดาธนาคารขนาดใหญ่ มี LLR Coverage สูง และคาดให้ Div. Yield น่าสนใจที่ระดับ 7.7% อีก ทั้งคาดเป็นหนึ่งในเป้าหมายของกองทุน Thai ESGX หลังมี SETESG Rating “AAA”