เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

คลังหั่นจีดีพีโตชะลอ ลุ้น กนง.ลดดอกเบี้ยอุ้มเศรษฐกิจ-ค่าเงิน

27 เม.ย. 2568 | 14:55น.
Interest cut

Interest cut

สถานการณ์ลูกผีลูกคนเกี่ยวกับนโยบายภาษีของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก และเป็นความเสี่ยงสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจมีโอกาสถดถอย

ซึ่งในส่วนของเศรษฐกิจไทย มองไปข้างหน้าก็เต็มไปด้วยปัจจัยลบ หลายสำนักวิจัยก็พาเหรดปรับลดประมาณการอัตราขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ (จีดีพี) ลงกันถ้วนหน้า ขณะที่ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 30 เม.ย.นี้ ทุกฝ่ายต่างจับตากันว่า จะลดดอกเบี้ยต่อเนื่องจากครั้งที่ผ่านมาหรือไม่

คลังหั่นจีดีพีโตต่ำกว่า 3%

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า ในสัปดาห์ข้างหน้านี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะปรับประมาณการจีดีพีใหม่ จากที่ครั้งก่อนมองว่าปี 2568 เศรษฐกิจไทยจะโตได้ 3% (ช่วง 2.5-3.5% ต่อปี) ซึ่งแม้ว่าขณะนี้ผลกระทบจากภาษีทรัมป์จะยังไม่ชัดเจน แต่คิดว่าผลกระทบในส่วนที่ถูกเก็บ 10% ก็มีแน่นอน ดังนั้นก็คงมีการปรับลดประมาณการลง แม้ว่าไตรมาสแรกเศรษฐกิจน่าจะยังเติบโตได้ดี เนื่องจากยังไม่ถูกผลกระทบจากภาษีทรัมป์ แต่มองไปข้างหน้ามีความเสี่ยงมากขึ้น

รุมชี้ กนง.หั่นดอกเบี้ย

ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย ประเมินว่า รอบนี้ กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี และช่วงที่เหลือของปี 2568 จะลดอีกลงไปอยู่ในระดับ 1.50% จากปัจจุบันที่ 2.00% ต่อปี

เนื่องจากจีดีพีปีนี้ น่าจะขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก สะท้อนจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ปรับลดจากเดิมคาดจะโต 2.9% แต่ล่าสุดคาดว่าจะโตต่ำกว่า 2.5% ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าไทยจะขยายตัวเพียง 1.8%

ซึ่ง Krungthai COMPASS ได้มีการปรับประมาณการเติบโตจีดีพีจากเดิม 2.7% คาดว่าจะเหลือ 2-2.2% ภายใต้สมมติฐาน กรณีสหรัฐเก็บภาษีสินค้านำเข้า (Reciprocal Tariffs) ในอัตรา 10% ตลอดทั้งปี และมีบางสินค้าที่โดนอัตรา 25% ทำให้เศรษฐกิจช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ชะลอตัว

นโยบายการเงินต้องปูพรมก่อน

“เป็นจังหวะที่ กนง.ต้องลดดอกเบี้ย เพราะเศรษฐกิจชะลอตัวชัดเจน ซึ่งการลดดอกเบี้ยจะเป็นการเตรียมตัวเพื่อรองรับกับรายได้ที่คาดว่าจะลดลงในระยะข้างหน้า เพื่อช่วยลดภาระรายจ่าย แต่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่มาก ซึ่งทุกประเทศจะดำเนินในลักษณะนี้ โดยใช้นโยบายการเงินปูพรมรองรับก่อน ส่วนมาตรการอื่น ๆ จะต้องรอดูผลกระทบสุดท้ายจากทรัมป์ และให้การช่วยเหลือเป็นกลุ่ม ๆ”

ดร.พชรพจน์กล่าวว่า นโยบายอื่น ๆ จะต้องดูผลกระทบสุดท้าย เพราะตอนนี้ Tariffs โดนทุกกลุ่ม ซึ่งมาตรการช่วยเหลือจะช่วยในกลุ่มที่โดนผลกระทบ เช่น กรณีเลวร้าย ยอดขายหายไปเลย ตรงนี้นโยบายการคลังอาจเข้ามาช่วยเหลือผู้เดือดร้อนเหมือนช่วงโควิด และแต่ละสินค้าอาจจะได้รับผลกระทบไปมาเท่ากัน

“นโยบายการส่งเสริมการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศยังเป็นเรื่องที่สามารถ On-Going ได้ เพราะจีนโดนภาษีเยอะยังมีแนวโน้มของการย้ายฐานการผลิต แต่ไทยอาจจะต้องดูเรื่องของการเพิ่มมูลค่า Value Addet หรือการใช้ Local Content มากขึ้น นอกจากเรื่องของการสวมสิทธิ”

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า กนง.ควรจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงทันที เนื่องจากมีช่องให้ลดได้ เพราะอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังสูงกว่าเงินเฟ้อ

“การคลัง” ต้อง Target มากขึ้น

นายนริศ สถาผลเดชา ประธานกลุ่มงาน Data และ Analytics ธนาคารทหารไทยธนชาต กล่าวว่า จากภาพทิศทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง หลายสำนักวิจัยมีการปรับลดจีดีพีลง และสงครามการค้ายังไม่สามารถคาดเดาว่าจะเป็นอย่างไร จึงมองว่า กนง.ยังมีความก้ำกึ่งในการตัดสินใจ ซึ่งหากจะลดดอกเบี้ยก็สามารถทำได้ เพราะเศรษฐกิจชะลอตัว หรือจะเก็บกระสุนไว้ก่อน เพื่อรอดูความชัดเจนของสถานการณ์ก็ทำได้

อย่างไรก็ดี ในปี 2568 โอกาสการลดดอกเบี้ยนโยบายไปอยู่ในระดับ 1.50% ต่อปี มีความเป็นไปได้และเป็นระดับที่เหมาะสมสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่คาดว่าจะชะลอตัว หรือขยายตัวได้ต่ำกว่า 2%

“นโยบายการเงินอาจจะไม่ใช่นโยบายที่แก้ปัญหาได้โดยตรง อาจจะต้องรอดูการเจรจาของภาครัฐควบคู่ด้วย โดยที่มาตรการทางการคลังต้อง Target มากกว่าเดิม และใช้ช่วงเวลานี้ประสานมาตรการกระตุ้นทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยภาคธุรกิจอาจต้องกลับมาดูว่าภาคอุตสาหกรรมใดที่จะดูแล จะต้องมีการจ้างงานเยอะ ใช้ซัพพลายในประเทศเยอะ และเป็นบริษัทไทยไม่ใช่ต่างชาติ รวมถึงเลือกอุตสาหกรรมที่ช่วยสร้างมูลค่าเศรษฐกิจไทย”

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า กนง.น่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยรอบนี้เลย จากเดิมที่คาดว่าจะปรับลดดอกเบี้ยในช่วงเดือน ก.พ. 1 ครั้ง และช่วงครึ่งปีหลังอีก 1 ครั้ง โดยเงื่อนไขสำคัญคือ Tariffs ที่สูงไปถึง 36% ทำให้เศรษฐกิจชะลอและซึมลง ซึ่งกสิกรไทยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเหลือ 1.4% จากเดิมคาด 2.4%

นอกจากนี้ มีข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย และภูมิภาคสำคัญ พบว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (RP) ของไทย ปัจจุบันอยู่ที่ 2.00% จากสิ้นปี 2567 อยู่ที่ 2.25% ส่วนดอกเบี้ยภูมิภาค เช่น จีน (Loan Prime Rate : LPR) ดอกเบี้ย 1 ปีอยู่ที่ 3.10% และดอกเบี้ย 5 ปี อยู่ที่ 3.6% เกาหลี 2.75% จากสิ้นปีก่อน 3.00% ฟิลิปปินส์ 5.50% จาก 5.75% อินโดนีเซีย 5.75% จาก 6.00% มาเลเซีย 3.00% จาก 3.00%

ฟันด์โฟลว์เก็ง “ค่าเงิน-หั่นดอกเบี้ย”

ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ภาษีทรัมป์จะกระทบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคส่งออกไทยที่จะเผชิญกับมรสุม กดดันให้ทำการค้าได้ยากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่งออกไปสหรัฐ ผลพวงเหล่านี้น่าจะทำให้ กนง.ต้องเร่งใช้นโยบายการเงินเข้ามาประคับประคองเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ เมื่อช่วงไตรมาส 1/2568 ได้ทำการสำรวจ (Survey) ผู้ร่วมตลาด และพบว่าตลาดคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยน่าจะลดลงได้อีก 1-2 ครั้งในปีนี้ แต่พอมีมาตรการภาษีออกมาและดูจากสภาพตลาดแล้วสะท้อนความคาดหวังว่า กนง.น่าจะเร่งการลดดอกเบี้ยเข้มขึ้น

“จึงคาดปีนี้ กนง.จะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง รวมกัน 0.50% โดยในวันที่ 30 เม.ย.นี้จะลด 1 ครั้ง และในไตรมาส 3 อีก 1 ครั้ง เพราะมีความจำเป็นต้องเข้ามาช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ ซึ่งสะท้อนได้จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว”

นอกจากนี้ ผลพวงจากการเทขายพันธบัตรสหรัฐ กดดันให้สกุลเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่า และทำให้สกุลเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ดังนั้นจึงมีเม็ดเงินอีกจำนวนหนึ่งที่เข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาท โดยเข้ามาซื้อพันธบัตรระยะสั้น

“โฟลว์ที่เข้ามาซื้อพันธบัตรไทย การเข้ามาซื้อพันธบัตรระยะสั้น ก็เพื่อเก็งกำไรค่าเงินบาท ส่วนการเข้ามาซื้อพันธบัตรระยะยาว ก็เพื่อเข้ามาเก็งทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยที่จะลดลง โดยนับจากต้นปีจนถึง 24 เม.ย.ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าซื้อบอนด์ไทย 7.7 หมื่นล้านบาท” ดร.สมจินต์กล่าว

ด้าน ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า แม้ว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะค่อนข้างต่ำอยู่ที่ 2.00% ต่อปี แต่มองว่ายังสามารถปรับลดลงมาได้อีก ในรอบการประชุม 30 เม.ย.นี้ ซึ่งสามารถช่วยป้องกันเงินบาทแข็งค่าได้ และยังช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจด้วย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กนง. จีดีพี (GDP) ลดดอกเบี้ย