จีดีพี 1.6% แผ่นดินไหวทางเศรษฐกิจ อสังหาโฟกัสสภาพคล่อง-ขอมาตรการ ‘คุณกู้เราช่วย’
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน : เมตตา ทับทิม
เวิลด์แบงก์ หรือธนาคารโลก อัพเดตคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก โดยปรับลดจาก 4% เหลือ 3%
ประเด็นของไทยอยู่ที่เวิลด์แบงก์ปรับลดคาดการณ์จีดีพี จาก 2.9% หล่นตุ้บลงมาอยู่ที่แนวโน้ม 1.6% ในปี 2568 ต่ำกว่าคาดการณ์ของทุกสำนักโหรเศรษฐกิจ จึงเป็นอีกวาระหนึ่งที่ “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ 3 นายกสมาคมวงการพัฒนาที่ดิน เพื่อร่วมแชร์มุมมองถึงโอกาสและอุปสรรคในการทำธุรกิจช่วง 3 ไตรมาสที่เหลือของปี รวมทั้งมุมมองในการระดมสรรพกำลังร่วมกันกอบกู้สถานการณ์เปราะบางนี้ เพื่อให้ก้าวข้ามไปด้วยกัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
เปิดประเด็นกับ “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมอาคารชุดไทย
Q : เทรนด์ 8-9 เดือนที่เหลือของปี
ประเด็นตอนนี้ สถานการณ์ไตรมาส 1/68 ก่อนมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวและทรัมป์อิมแพ็กต์ ตัวเลขก็ไม่ค่อยดี บอตทอมเอาต์แม้ไม่ได้แย่เหมือนตอนไตรมาส 3/67 ที่ตัวเลขต่ำสุดของปี ทุกคนตอนนี้ก็คง Wait & See มีผลกระทบช่วงสั้น ๆ ในไตรมาส 2/68 รอประเมินสถานการณ์เพราะความไม่แน่นอนยังมีอยู่ โดยเฉพาะมาตรการของทรัมป์ วันนี้ในเรื่องอิมแพ็กต์ของแผ่นดินไหวน่าจะจบแล้วล่ะ ก็คืออาศัยการซ่อมแซมต่าง ๆ ทุกอย่างคงเข้าที่ในไม่ช้านี้
แต่สิ่งสำคัญคือทรัมป์อิมแพ็กต์ ซึ่งมีความไม่แน่นอนต่อการทำธุรกิจ และกระทบต่อฐานพร็อพเพอร์ตี้เซ็กเตอร์และกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก เรื่องนี้ทุกคนต้องเฝ้าระวังอยู่ ส่วนการเฝ้าระวังยังไง เรื่องแรกก็คือสภาพคล่องทางการเงิน สำคัญมาก ถามว่าสภาพคล่องมาจากไหน จากหุ้นกู้ที่ครบกำหนดทั้งหลาย ต้องซีเคียว (ชำระคืนตามกำหนด) ให้ได้ รวมทั้งหนี้สินเชื่อด้วย หลังจากนั้น ไตรมาส 2/68 ค่อยมาประเมินผลกระทบจากที่เราเฝ้าระวัง
ทุกคนไม่ว่าภาคธุรกิจหรือภาคครัวเรือน หรือประชาชน คงต้องรอดูสถานการณ์ที่มันชัดเจน ค่อยจับจ่ายใช้สอย ความมั่นใจค่อยกลับมาอีกครั้งหนึ่ง แต่ตอนนี้สัญญาณของข้อขัดแย้งทางด้านการค้า โครงสร้างภาษี เห็นวี่แววของการผ่อนคลายลง แต่เราก็ยังมั่นใจตรงนั้นไม่ได้ เพราะสหรัฐกับจีนยังเจรจาโดยยังไม่มีข้อตกลง แต่ก็เห็นสัญญาณที่ผ่อนคลายลงบ้าง
การบริหารสภาพคล่อง เพิ่งมีการจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสมาคมคอนโดฯมองไม่ผิด ตัวเลขวันนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะอสังหาริมทรัพย์อย่างเดียว แต่กระทบทุกธุรกิจหมดเลย หลายหุ้นกู้ก็เริ่มออกมา Call Restructure ในการระมัดระวัง ยืดการชำระคืนหุ้นกู้ออกไป สิ่งสำคัญคือต้องผ่านช่วงนี้ไปให้ได้ มันไม่สามารถสมูทได้ทุกเวลาหรอก ต้องใช้กลไกธนาคารแห่งประเทศไทยผ่านกลไกธนาคารพาณิชย์ เข้ามาเชื่อมรอยต่อความลำบากช่วงนี้ไปให้ได้ก่อน นี่คือโครงสร้างของระบบตลาดเงิน ตลาดทุน ต้องมีความสมบูรณ์ในการที่จะรองรับแรงกระแทก หรืออิมแพ็กต์แรง ๆ พวกนี้
ทรัมป์อิมแพ็กต์เป็นเหมือนแผ่นดินไหวทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่แผ่นดินไหว 8.2 ริกเตอร์แล้วนะ เป็นเวลาที่ผู้กำกับนโยบายตลาดเงิน ตลาดทุน ต้องมีการวางโครงสร้างออกมารองรับช่วงที่ยากลำบากที่สุดในระบบเศรษฐกิจ
แต่เป็นช่วงที่ท้าทายที่สุด พี่มั่นใจว่าประเทศไทยจะผ่านไปได้ เพราะโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยมีความน่าอยู่ และผลกระทบที่เกิดมา เราผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหว 8.2 ริกเตอร์มาได้ ส่วนทรัมป์อิมแพ็กต์เป็นผลกระทบที่ทุกคนทั่วโลกโดนเหมือนกันหมด มั่นใจว่าประเทศไทยผ่านได้ เพียงแต่ต้องใช้เวลาบ้าง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือทางด้านนโยบายการเงิน การคลัง และเรียลเซ็กเตอร์ทั้งหมด ในการขับเคลื่อนผ่านโจทย์ยาก ๆ อย่างนี้
ถัดมา “สุนทร สถาพร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สถาพร เอสเตท จำกัด ในฐานะนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร
Q : เวิลด์แบงก์ปรับลดจีดีพีไทยเหลือ 1.6%
เรื่องนี้เรื่องใหญ่ เป็นห่วงก็รีเจ็กต์เรต (ยอดปฏิเสธสินเชื่อ) สูง เจอทรัมป์เอฟเฟ็กต์ กับเวิลด์แบงก์ปรับลดจีดีพี เศรษฐกิจปีนี้ลงต่ำลึกเลย จริง ๆ ก็มีการพูดคุยหารือกับอดีตนายกบ้านจัดสรร กรรมการสมาคม และสมาชิกหลายบริษัท มีข้อเสนอในโมเดล 4 ประสาน หมายถึงมีปาร์ตี้ที่เกี่ยวข้อง 4 ฝ่าย ที่ต้องร่วมแรงร่วมใจกัน
ปาร์ตี้ที่ 1 ดีเวลอปเปอร์เพิ่มประสิทธิภาพ ลีนคอสต์ ปรับราคาเหมาะสมหรือยัง
ปาร์ตี้ที่ 2 ลูกค้าจะต้องหาทางเคลียร์หนี้ตัวเอง เรียกว่าหนี้ที่ไม่จำเป็นในชีวิต หนี้ที่ไม่ใช่ปัจจัย 4 ต้องหาทางกลับมาสร้างเครดิต ถ้าเพิ่มรายได้ไม่ได้ ต้องหาทางลดหนี้ ลดค่าใช้จ่าย เพื่อให้กลับมาซื้อของจำเป็นในชีวิต เช่น ซื้อบ้านในอนาคต
ปาร์ตี้ที่ 3 สถาบันการเงิน ตอนนี้ปัญหาใหญ่กู้ไม่ผ่านจากการเข้มงวดพิจารณาสินเชื่อ อยากเสนอเรื่องใหม่ “Mortgage Insurance”

ซึ่งสถาบันการเงินพิจารณาเกณฑ์ลูกหนี้ติดเครดิตบูโร ซึ่งมีหลากหลาย โดยลูกหนี้ที่ปลดหนี้ไปแล้วต้องรอเกิน 1 ปี จึงจะกลับมากู้ได้ กับกลุ่มแค่เฝ้าระวังที่รอ 6 เดือนจึงจะกลับมากู้ได้ อยากเสนอให้ปรับลดเกณฑ์ตรงนี้ลงเหลือ 3 เดือนก็พอ กลุ่มเครดิตสีเทาเฝ้าระวัง อยากให้แบงก์เข้ามาร่วมมือด้วย
และต้องการอยากให้แบงก์รับหลักการมอร์ตเกจอินชัวรันซ์ แบงก์ไม่ต้องกังวลหรอกว่าใครจะจ่าย ดีเวลอปเปอร์ยินดีจะจ่ายให้เอง อย่างที่คุยกันแล้วในสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เรายินดีซับซิไดซ์ให้ในช่วง 3 ปีแรก คำนวณมาแล้ว เบี้ยประกัน 1.5-4% ของวงเงินค่างวดผ่อน
คำอธิบายคือ เบี้ยประกันตรงนี้ในช่วง 3 ปีแรก ถ้าลูกค้าผ่อนไม่ไหว ขาดส่ง 3 เดือนแล้วจะกลายเป็นหนี้เสีย ดีเวลอปเปอร์จะจ่ายเบี้ยประกันเพื่อให้มีระบบประกันเข้ามาจ่ายชดเชยค่างวด เพียงแต่ขอให้สถาบันการเงินรับหลักการตรงนี้ ซึ่งในสมาคมบ้านจัดสรรมีหลายบริษัทอยากจะทำตรงนี้ รวมทั้งบริษัท สถาพร เอสเตท ด้วย ยินดีจ่ายเบี้ยประกันพรีเมี่ยมตรงนี้ตามมูลค่าเงินผ่อนในช่วง 3 ปีแรก
ปาร์ตี้ที่ 4 รัฐบาลจำเป็นจะต้องช่วย ปัจจุบันแบงก์ชาติช่วยปลดล็อก LTV แล้ว, รัฐบาลช่วยลดค่าโอน-จดจำนองไม่เกิน 7 ล้านบาทแล้ว ปีนี้ขออีกเรื่องหนึ่ง ขอให้มีการออกมาตรการ “คุณกู้ เราช่วย” หลักการคล้าย ๆ กันกับมาตรการคุณสู้ เราช่วย ที่นำลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียมาอาบน้ำล้างตัวใหม่ มาเคลียร์หนี้ แล้วจะได้เป็นคนมีเครดิตต่อไปในอนาคต
คำว่า คุณกู้ เราช่วย หมายความว่าอยากให้รัฐบาลพิจารณาซัพพอร์ตดอกเบี้ยที่ลูกค้าต้องจ่ายในการผ่อนบ้านและคอนโดมิเนียม 3 ปีแรกนั่นเอง จะเรียกว่า คุณกู้ เราช่วย ผ่อนแต่เงินต้น ดอกเบี้ยคือ 0%
ข้อเสนอ คุณกู้ เราช่วย เพราะในตลาดมีพูดกันว่าควรขยายลดค่าโอน-จดจำนองให้กับทุกราคาไหม ใช้งบประมาณเพิ่มอีก 10,000 ล้านบาท จากทุกวันนี้รัฐบาลสูญเสียรายได้ 18,000 ล้านบาท ประเด็นคือ ทุกวันนี้ยอดโอนปีละ 1 ล้านล้านบาท ราคาไม่เกิน 7 ล้าน มีหน่วยรวมกัน 80% ของตลาด แต่มูลค่าเพียง 60% หรือ 6 แสนล้านบาท ขณะที่ราคาเกิน 7 ล้านถึง 500 ล้านบาท มีหน่วยเพียง 20% แต่มีมูลค่าถึง 40% หรือ 4 แสนล้านบาท
ข้อเสนอมาตรการคุณกู้ เราช่วย ถ้าช่วยกำลังซื้อ K ขาบน ราคาเกิน 7 ล้านบาทขึ้นไป มีหน่วยเพียง 20% เขามีกำลังจ่ายอยู่แล้ว ค่าโอน-จดจำนอง แต่ K ขาล่าง (ไม่เกิน 7 ล้านบาท) ที่มีการโอนปีละ 6 แสนล้านบาท แต่มีจำนวนหน่วยถึง 80% ถ้าหากกระตุ้นให้เพิ่มกำลังซื้อการผ่อน 0% เงินที่ผ่อนไปเป็นเงินต้นทั้งหมด ระหว่างทางเกิดมีอุบัติเหตต้องรักษาตัว ค่างวดผ่อนบ้านจะมีเบี้ยประกัน Mortgage Insurance มารองรับให้ ถ้าเกิดปัญหาหนี้เสียในช่วง 3 ปีแรก
Q : ดีเวลอปเปอร์ช่วยจ่ายยังไง
วิธีการคำนวณตัวเลข เฉลี่ยราคาบ้านในตลาดในภาพรวม ตัวเลขกลม ๆ 2.9 ล้านบาท หรือ 3 ล้านบาท ในช่วง 3 ปีแรก เงินผ่อนธนาคารคำนวณเป็นงวดผ่อนเดือนละ 10,000 บาท หรือปีละ 120,000 บาท หรืองวดผ่อนล้านละ 3,500-4,000 บาท เท่ากับยอดผ่อนปีละ 120,000บาท มีสัดส่วน 60% หรือ 1 แสนหลังต่อปี คำนวณจากบ้านมือหนึ่งมีการโอน 1.3 แสนหลังต่อปีในปี 2567 แบ่งเป็นบ้านกำลังซื้อ K ขาล่าง (ไม่เกิน 7 ล้าน) จำนวน 1 แสนหลัง กับกลุ่ม K ขาบน (เกิน 7 ล้านขึ้นไป) อีก 3 หมื่นหลัง
นั่นคือ บ้านไม่เกิน 7 ล้านที่มีขนาดปีละ 1 แสนหลัง อยากให้รัฐบาลซัพพอร์ตดอกเบี้ย หรือเท่ากับประชาชนผ่อน 0% ในช่วง 3 ปีแรก ใช้งบประมาณปีละ 10,000 ล้านบาท ควบคู่กับผู้ประกอบการหรือดีเวลอปเปอร์เข้าไปช่วยค้ำประกันการจ่ายค่างวดผ่าน Mortgage Insurance เบี้ยประกันต่อปี 1.5-4% ของงวดเงินผ่อนปีนั้น ๆ กล่าวคืองวดผ่อนปีละ 120,000 บาท เบี้ยประกัน 1.5-4% เท่ากับ 1,800-4,800 บาท สมมุติค่ากลางๆ อยู่ที่เบี้ยประกัน 2.5% หรือ 3,000 บาท บริษัทประกันในเครือธนาคารเข้ามารับหลักการนี้ ทุกธนาคารมีบริษัทประกันหมด โดยดีเวลอปเปอร์ยินดีจะจ่ายเบี้ยประกันตรงนี้ให้ ขอให้คุณปล่อยกู้มาเถอะ รีเจ็กต์เรตจะได้ลดลง
ล่าสุดมีสถิติแบงก์ไม่ปล่อยกู้ในปี 2567 เฉลี่ยกู้ไม่ผ่านทั้งวงการ 40% ล่าสุด ณ ไตรมาส 1/68 เพิ่มเป็น 45% โดยกลุ่มราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท กู้ไม่ผ่านสูงถึง 68% ดังนั้นเราโฟกัสที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ที่กู้ไม่ผ่าน 45% ต้องเกิดระบบมอร์ตเกจอินชัวรันซ์ โดยดีเวลอปเปอร์ต้องยินดีจ่ายค่าเบี้ยประกัน และบริษัทประกันต้องยอมรับเข้ามารับประกันให้ด้วย และมีโอกาสกำไร เพราะ 100 คนมีกู้ไม่ผ่านแค่ 45 คน โดยบริษัทประกันมีโอกาสกินฟรีเบี้ยพรีเมี่ยมของ 55 คน (ที่กู้ผ่าน) ซึ่งคนเราไม่ได้มีนิสัยอยากเบี้ยวหนี้อยู่แล้ว
โดยสรุปสถานการณ์ในไตรมาส 2/68 คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องใช้ 4 ประสานมาช่วย เพราะทิศทางรีเจ็กต์เรตกับการปรับลดจีดีพี ตกใจ หลายสถาบันประเมินให้เหลือ 2% ก็แย่แล้วนะ ถ้าเวิลด์แบงก์ประเมินเหลือ 1.6% ภาคอสังหาฯจะมีปัญหา แล้วจะลามไปธุรกิจอื่น ๆ ดังนั้นต้องหาทางระงับผลกระทบให้ได้
Q : วิกฤตรอบนี้หนักกว่ารอบไหน ๆ
ชักจะหนักกว่าต้มยำกุ้ง ซึ่งเกิดในปี 2540 ใช้เวลา 4-5 ปีฟื้นตัว โดยเริ่มเห็นการฟื้นตัวในปี 2546 ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ (รมว.คลังขณะนั้น) เข้ามาแล้วลดค่าโอน-จดจำนอง และลดภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ฟื้นเลย แต่รอบนี้โควิดปี 2563 ผ่านมา 5 ปีแล้ว แต่เศรษฐกิจยังไม่มีวี่แววฟื้นตัวสักที ทำไมจีดีพีเราถอยลงไปเรื่อย ๆ เราคาดไม่ถึงทรัมป์เอฟเฟ็กต์จะรุนแรงขนาดนี้ ดังนั้นจำเป็นต้องมีการร่วมมือ 4 ปาร์ตี้หลัก ๆ ลูกค้าก็ต้องมีวินัย การซื้อด้วยเหตุด้วยผลเป็นเรื่องสำคัญ ซื้อด้วยการตรวจคุณภาพมากกว่าซื้อด้วยอีโมชันนอล เราต้องเพิ่ม Informative ส่งเสริมให้ลูกค้าสนใจเลือกซื้อแบบมีเหตุมีผลในระยะยาว
และแบงก์ต้องผ่อนคลายลูกค้าเครดิตสีเทา 3 เดือนให้ยอมกลับมาเถอะ และยอมรับหลักการมอร์ตเกจอินชัวรันซ์ ยอมรับให้มีการจ่ายเบี้ยประกันพรีเมี่ยมตรงนี้ เป็นเรื่องที่ยังไม่เคยมี ตอนนี้พูดตรง ๆ ว่ายอดกู้ไม่ผ่าน 45% เอาเขากลับมาเข้าระบบสินเชื่อเถอะ ในอดีตรีเจ็กต์เรตก่อนยุคโควิด 5-10% เท่านั้นเอง ตอนนี้สูงถึง 45% ทำให้วงจรอสังหาริมทรัพย์ไม่เคลื่อน หรือเคลื่อนไหวไม่ได้ เปิดตัวใหม่ก็ไม่มี ตอนนี้ต้องย้ำว่าสถาบันการเงินต้องยอมรับหลักการมอร์ตเกจอินชัวรันซ์ และภาครัฐบาลต้องสนับสนุบงบประมาณปีละ 10,000 ล้านบาท มาช่วย 3 ปี ออกเป็นมาตรการคุณกู้ เราช่วย เพื่อช่วยกำลังซื้อระดับรากหญ้า
สุดท้ายกับ “พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์” นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กับมุมมองแบบมองต่างบนพื้นฐานภาวะวิกฤตเดียวกัน
Q : จีดีพีไทย 1.6% หนักกว่าที่คิด ?
สถานการณ์น่าจะหนักกว่าเวิลด์แบงก์ปรับลดจีดีพีเหลือ 1.6% ตอนนี้เศรษฐกิจเครื่องยนต์มีแค่ภาคท่องเที่ยวกับการส่งออก และภาคอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังจะดี แต่มาเจอเหตุการณ์แผ่นดินไหวกับภาษีทรัมป์ ตอนนี้ รมว.พาณิชย์บอกว่า ส่งออกดีโต 16-17% เพราะทุกคนแห่สั่งตุน แย่งกันส่งออก แต่ไม่ใช่กำไรดี เพราะวัตถุดิบก็ขึ้นราคา อัตราแลกเปลี่ยนก็สะวิงมาก เทียบกับ 4-5 เดือนที่แล้ว อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาทกว่า ตอนนี้เหลือ 33-34 บาท ตัดกำไรหายไปแล้ว ใช่ว่าขายเยอะจะกำไรเยอะ

Q : แนวโน้มปีนี้สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คิด
จีดีพี 1.6% บนสมมุติฐานว่าตัวแปรกระทบมี 1-2-3 แต่ที่มองว่าจะหนักกว่า 1.6% เพราะจะมีธุรกิจปิดกิจการ ปลดคน ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก สิ่งที่งง ๆ ไตรมาสแรกแบงก์กำไร 7 หมื่นล้าน ถ้าคูณ 4 ไตรมาส คำนวณโง่ ๆ เลยทั้งปีจะกำไร 2.8 แสนล้านบาท ซึ่งปี 2567 ที่ผ่านมาแบงก์กำไรรวมกัน 2.5 แสนล้านบาท ปีนี้เขาจะกำไรนิวไฮอีกเหรอ แบงก์กำไรแต่ไม่ปล่อยสินเชื่อ ธุรกิจไปไม่ได้ แล้วจะยังไง จีดีพีจะมาจากไหน
Q : รัฐต้องกอบกู้สถานการณ์ยังไงบ้าง
ตัวขับเคลื่อนจีดีพีหลัก ๆ คือภาคท่องเที่ยวและเอกชน แต่เอกชนเดินไม่ได้เพราะกู้ไม่ผ่าน ส่งออกก็ไม่เดินเพราะผู้ส่งออกก็คือเอกชนอีก แปลว่าลำบาก บริษัทถ้าเริ่มทยอยปิดกิจการ จะมีประชาชนไหนที่มีพลังสร้างจีดีพี ธุรกิจไหนจะอยู่ได้เพราะทยอยกันแย่ มีคนพูดเรื่องต้องลดดอกเบี้ย แต่ไม่เข้าใจกลไกว่าลดดอกเบี้ยเหลือ 1 สลึง แต่ถ้าแบงก์ไม่ปล่อยกู้ก็ไม่มีประโยชน์
เพราะฉะนั้น การกระตุ้นภาคการเงิน แต่ระบบตอนนี้เป็นอิสระ แบงก์ชาติบังคับแบงก์พาณิชย์ปล่อยสินเชื่อไม่ได้ ลดดอกเบี้ยแต่ไม่ปล่อยเงินกู้ก็ไม่มีประโยชน์ ฉะนั้นต้องใช้กลไกแบงก์รัฐขยันออกมาทำกิจกรรมปล่อยสินเชื่อกันหน่อย แต่ว่าธนาคารกรุงไทยตอนนี้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯใช้เกณฑ์แบงก์รัฐไม่ได้แล้ว ต้องใช้เกณฑ์ตลาดทุน เหลือธนาคารออมสินก็เป็นองค์กรไม่มีประสบการณ์ มีอันอื่นไหม เราบอกต้องกระตุ้นภาคการเงิน
ถามว่าต้องทำยังไง จำได้ไหมในอดีตรัฐก็ทำวงเงินสินเชื่อพิเศษ ดอกเบี้ยต่ำ ๆ โยนให้แบงก์พาณิชย์ปล่อยสินเชื่อ เขารับมาแต่ไม่ปล่อยกู้ รับต้นทุนดอกเบี้ยจากแบงก์ชาติมา 50 สตางค์ แต่ไม่ปล่อยสินเชื่อ เอากลับไปฝากที่แบงก์ชาติหาดอกเบี้ยกัน อยู่ดี ๆ ประชาชนต้องเอาภาษีมาจ่ายให้แบงก์พาณิชย์โดยไม่เพอร์ฟอร์มอะไร ก็ไม่ได้แก้ปัญหาภาคการเงิน เป็นเดดล็อกกันหมด
ทำยังไงเงินจะออกมา (ปล่อยสินเชื่อ) ให้ประชาชนได้ใช้ ได้เอาไปหมุน ได้ต่อยอด ตอนนี้เอสเอ็มอีที่กำลังจะตายเยอะ มีกลุ่มที่ต่อให้เอาเงินอัดฉีดเข้าไปก็ไม่รอด แต่ก็ยังมีกลุ่มที่มีอนาคตแต่ไม่ได้เงินกู้ก็ตายอยู่ดี ต้องฟื้นเลยว่าเซ็กเตอร์ไหนควรปล่อยได้ แล้วกระตุ้น ไม่ใช่ช่วยหว่านแห ยุคดิจิทัลเทเลอร์เมดได้ว่าช่วยเซ็กเตอร์ไหน แต่หาเสียงกันเยอะ รัฐกู้เงินมาหาเสียง ไม่ได้กู้เงินมาทำงาน
Q : เวลา 8-9 เดือนจะอยู่กันยังไง
ไม่รู้ พูดยากมาก เร็ว ๆ นี้แบงก์จะเริ่มสะอึกแล้ว เพราะลูกหนี้อสังหาฯ (สินเชื่อผู้ประกอบการ) จะเริ่มตาย โอนไม่ได้ ธุรกิจขาดเงินจะขึ้นโปรเจ็กต์ แบงก์บอกขอพิจารณาก่อน ช่วงนี้ไม่ได้ให้สินเชื่ออสังหาฯเลย แบบนี้ก็ไม่ต้องอยู่กันแล้ว
Q : ยุคนี้ผู้ซื้อและผู้ขายต้องตั้งการ์ดสูง
ผู้ประกอบการไม่ขึ้นของใหม่ จะเอาเงินที่ไหนเลี้ยงลูกน้องกับจ่ายแบงก์ อสังหาริมทรัพย์ชะลอได้แต่หยุดไม่ได้ ตอนนี้เหมือนเป็นโรคพร้อมกัน 5 โรค จะรักษายังไง รักษาโรคหนึ่งไปกระทบอีกโรคหนึ่ง เช่น โรคหนึ่งไม่กินยาไม่หาย แต่กินยาแล้วไตพัง ตกลงเลือกยังไงดีล่ะ จังหวะโรคแต่ละโรครักษาไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายทำให้เราตาย ต่อให้พรุ่งนี้ทรัมป์บอกเปลี่ยนใจแล้ว ก็ไม่ฟื้นนะ หุ้นอาจจะดีขึ้น แต่ดีหลวม ๆ กลวง ๆ ชั่วคราวเพราะพื้นฐานไม่ดี
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ต้องทำแบบในหลวง ร.9 ต้องพอเพียง ปัญหาหนี้ไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน หนี้หุ้นกู้ สินเชื่อมีกินมีใช้ทั้งหลายเอาที่ไหนมาจ่าย จะอยู่ยาก นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะทำยังไง แต่เราก็จะคงผ่านไปเหมือนเราผ่านปี 2540 เพราะตอนปี 2540 ก็นึกไม่ออกจะผ่านยังไง แต่เราก็ผ่านมาได้ ครั้งนี้ก็คงเป็นเช่นเดียวกัน